ไขความลับ ทำไมเด็กสิงคโปร์ถึงเก่งเลข

              

               "สิงคโปร์" นครรัฐที่มีประชากรเพียง 5.5 ล้านคน มักจะติดอันดับท็อปของโลกเมื่อเปรียบเทียบกันด้วยความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ และยังเป็นประเทศที่มีระบบการศึกษาที่น่าชื่นชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยที่ทุกโรงเรียนในประเทศสิงคโปร์นั้นควบคุมโดยกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง

วิทย์ – คณิต คือแกนหลักสำคัญของการศึกษา
หลักสูตรของสิงคโปร์ ให้ความสำคัญกับวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก ทั้งสองวิชานี้คือวิชาหลักในทุกระดับชั้น ที่พวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดในการศึกษาชั้นประถมและมัธยมต้น ตั้งแต่ชั้นประถมปลายขึ้นไปเด็กๆ จะได้เรียนกับครูที่มีความชำนาญด้านคณิตศาสตร์โดยเฉพาะ และในขณะที่นักเรียนสามารถเลือกเรียนด้านมนุษยศาสตร์ได้ในระดับ A-level (Advanced Level, เทียบได้กับมัธยมปลายเป็นใบประกาศสำหรับนักเรียนที่สอบได้หลังเรียนจบปีที่ 2 ในระดับ Junior College และนักเรียนที่สอบได้หลังจบปีที่ 3 ในโรงเรียนระดับเตรียมอุดมศึกษา) แต่พวกเขาก็ยังต้องเรียนด้านคณิตศาสตร์ หรืออย่างน้อยวิชาด้านวิทยาศาสตร์อีกหนึ่งวิชาจนกว่าจะเรียนจบ

การวางรากฐานการศึกษาสำคัญเสมอ
สิงคโปร์ให้ความสำคัญของการวางรากฐานของการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงประถมศึกษา เมื่อเทียบกับประเทศฝั่งตะวันตก หัวข้อการเรียนในแต่ละวิชาอาจจะไม่มากเท่า แต่สิงคโปร์เน้นความลึกของแต่ละวิชา กล่าวคือ หัวข้อในการเรียนน้อยกว่าแต่เรียนให้ลึกกว่า และความสำเร็จของสิงคโปร์ก็ไม่ได้มาจากเงินเพียงอย่างเดียว เพราะพวกเขาใช้งบด้านการศึกษาคิดเป็นเพียง 3% ของ GDP ขณะที่อังกฤษใช้ราว 6% ส่วนสวีเดนราว 8% แต่ระบบของสิงคโปร์มีประสิทธิภาพสูงด้วยการมอบอิสระให้กับครูในการพัฒนารูปแบบการสอนของตัวเอง

ครูคุณภาพสร้างเด็กคุณภาพ
ประเทศสิงคโปร์มีครูที่มีคุณภาพ โดยมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่อบรมครูโดยเฉพาะที่เรียกว่า National Institute of Education (NIE) ครูใหม่ทุกคนจะต้องผ่านการอบรมจากส่วนกลางที่สถาบันแห่งนี้ ครูที่เก่งและประสบความสำเร็จจะไม่ถูกผลักดันให้ไปทำหน้าที่ด้านบริหารเหมือนที่อื่นๆ แต่พวกเขาจะได้รับโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ และออกแบบหลักสูตรแทน

               นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ที่เพิ่งได้เอกราชในปี 2508 จึงประสบความสำเร็จด้านการศึกษาถึงขนาดนี้ ซึ่งคำตอบที่ได้รับคือ เป็นเพราะรัฐบาลสิงคโปร์ให้ความสำคัญ มุ่งเน้นเรื่องการศึกษาอย่างไม่หยุดพัก เช่นเดียวกับการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและการยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของประชาชน


 

Facebook Comment