ไอศกรีมกะทิ หวานเย็นไทยๆ ที่ไม่มีวันละลาย

เพราะไอศกรีมกะทิครองใจคนไทยมานาน จนถึงวันนี้ยังมีให้อร่อยชื่นใจกันหลายรูปแบบ ทั้งแบบแท่ง แบบถ้วย แบบกรวย แบบขนมปัง แม้กระทั่งไอศกรีมกะทิที่เอามาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ๆ อย่างบิงซูก็มี นั่นแสดงว่าของหวานสุดอินเทรนด์นี้ต้องไม่ธรรมดา
ความไม่ธรรมดาอย่างแรก
ขนมหวานบางอย่างอาจตกยุคไปเพราะไม่ถูกปากผู้คนทุกเพศทุกวัย แต่ไม่ใช่!! สำหรับไอศกรีมกะทิ ของหวานไทยๆ ที่ใครๆ ก็นึกถึง เดี๋ยวนี้มีหลายรูปแบบให้กินได้ไม่รู้เบื่อ ทั้งไอศกรีมกะทิแบบแท่งแทรกเนื้อด้วยสลิ่ม ถั่วดำ ข้าวโพด อย่างใดอย่างหนึ่งหรือบางทีก็เป็นรวมมิตร ไอศกรีมกะทิแบบถัง สั่งตักใส่ถ้วย ใส่กรวยกรอบ หรือใส่ขนมปังผ่าครึ่ง โปะด้วยถั่วลิสงคั่วหอมๆ แล้วราดนมสด หรือจะใส่ข้าวเหนียวมูน มันเชื่อม ลูกชิด ข้าวโพดก็อร่อยอีกแบบ เดี๋ยวนี้ยิ่งเก๋…เสิร์ฟไอศกรีมกะทิในลูกมะพร้าวหรือกะลาซะเลย น่ากินไปอีก
ความไม่ธรรมดาที่สอง
ทุกวันนี้ต้นกำเนิดของไอศกรีมยังสรุปที่มาไม่ได้แน่ชัด บ้างก็ว่ามีมาตั้งแต่โรมัน บ้างก็ว่ามาจากจีน มาจากอิตาลี แต่สำหรับไอศกรีมกะทิมีที่มาชัดเจนว่าเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของคนไทย เมื่อมีการสั่งเครื่องทำน้ำแข็งเข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 5 จึงทำไอศกรีมกินกันมากขึ้น เริ่มต้นจากในรั้วในวังเป็นไอศกรีมน้ำมะพร้าวอ่อนใส่เม็ดมะขามคั่ว ต่อมาเริ่มมีไอศกรีมโฮมเมดระดับชาวบ้านทำเอง เป็นไอศกรีมกะทิใสๆ รสหวานน้อย หอมกลิ่นดอกนมแมว แล้วพัฒนามาเป็นไอศกรีมกะทิสด ตักใส่ถ้วยโรยถั่วลิสงคั่ว ใส่ลอดช่อง แมงลัก และขนุนฉีก เมื่อถึงรัชกาลที่ 7 จึงมีไอศกรีมหลอดหรือไอติมแท่งที่เพิ่มส่วนผสมของนมให้รสชาติเข้มข้นขึ้น
ความไม่ธรรมดาที่สาม
ต่อให้มีไอศกรีมรสชาติแปลกจากทั่วโลกมายั่วน้ำลาย แต่ไอศกรีมกะทิยังครองใจคนไทยได้อยู่ ด้วยรสชาติหวานมันคุ้นลิ้น ความหอมที่ลงตัว ความอร่อยครบเครื่อง หนำซ้ำยังมีให้กินกันทุกฤดูกาลและหากินได้ในแทบทุกพื้นที่เพราะทำจากวัตถุดิบหลักอย่างมะพร้าว ซึ่งมีในทุกภาคของไทย ที่สำคัญในมะพร้าวมีไขมันดีที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อทำเป็นไอศกรีมเย็นฉ่ำช่วยดับกระหายคลายร้อนได้ดี เหมาะกับสภาพอากาศเมืองไทย และการกินไอศกรีมยังทำให้เรามีความสุขด้วย
ความไม่ธรรมดาที่สี่
การเดินทางล่าสุดของไอศกรีมกะทิยุค 2018 ถูกปรุงโฉมใหม่ให้ไม่ธรรมดา นำมาครีเอทในรูปแบบใหม่ ใส่ลูกเล่นเติมสีสันชวนแชะชวนแชร์ผ่านสังคมโซเชียล เช่นมีการนำเอามาทำเป็นเมนูบิงซูสไตล์ไทยอย่าง กะทิเรนโบว์ บิงซู ของบาร์บีคิวพลาซ่า ที่เสิร์ฟมาในภาชนะขันเงิน เกล็ดน้ำแข็งบิงซูได้รสชาติความหอมมันของของกลิ่นกะทิอบควันเทียน ด้านในซ่อนไอศกรีมกะทิลูกโตเอาไว้ เสริมด้วยท็อปปิ้งแบบไทยให้อร่อยกันครบเครื่อง ทั้งทับทิมกรอบ ลอดช่อง มันเชื่อม แป้งครองแครง และมะพร้าวอ่อน แถมเติมเสน่ห์เพิ่มรสชาติความหอมหวานด้วยโกลเด้นไซรัปที่ทำมาจากน้ำตาลมะพร้าวส่งตรงจากสวนอัมพวา
และปัจจุบัน ถึงแม้จะมีไอศกรีมเพิ่มขึ้นอีกมากมายหลายรสชาติ แต่ความหอมหวานมันไม่เหมือนใครของไอศกรีมกะทินี่แหละที่ทำให้รสชาติเมนูคุ้นลิ้นแบบนี้ไม่ละลายไปจากความนิยมของคนไทย

Facebook Comment