บทสัมภาษณ์สเตลล่า มาลูกกี้ แม้เหลือขาเพียงข้างเดียว ก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นแม่ลดลง


บทสัมภาษณ์ Modern Mom : ตุลาคม 2553

สเตลล่า มาลูกกี้ อดีตนางเอกดัง

‘แม้เหลือขาเพียงข้างเดียว ก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของชีวิตและการเป็นแม่ลดน้อยลง’


แม้ข่าวของนางเอกสาวสเตลล่า มาลูกกี้จะเงียบไปพักใหญ่ แต่ก็กลับมาถูกพูดถึงอีกครั้งหลังจากที่เรารู้ว่าเธอป่วยด้วย โรคพาราไทรอยด์ ผ่านการให้สัมภาษณ์ในรายการตีสิบ เธอป่วยด้วยโรคนี้ในขณะที่ลูกชายมีอายุเพียง 20 วัน พร้อมกับการรักษาที่ยาวนานและในที่สุดต้องยอมสูญเสียขาข้างหนึ่งเพื่อแลกกับชีวิตและลมหายใจเพื่อลืมตาตื่นอีกครั้ง


จากนางเอกสวย โดดเด่นจากภาพยนตร์เรื่องฟ้าทะลายโจร วันนี้ของสเตลล่า ที่ชีวิตพลิกเปลี่ยน เธอกลับมายืนได้อีกครั้ง ด้วยสองขา (ที่ไม่เหมือนเดิม) พร้อมกับแรงบันดาลใจที่ขับเคลื่อนชีวิตนั่นคือ ลูกชายสุดที่รัก AlessioBergaminวัย 9 เดือนและจากสามีอย่าง Giovanni Bergamin ผู้ทุ่มเทแรงกายและแรงใจดูแลเธอไม่ห่าง ที่แค่ว่า'คนดี' ยังน้อยไป วันนี้เธอเปิดใจให้สัมภาษณ์อีกครั้งเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับคุณแม่ผู้อ่านทุกท่านค่ะ

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต

ตอนที่ตัดสินใจไปหาคุณหมอ ตอนนั้นอาการยังไม่มีอะไร แต่ทานอะไรเข้าไปแล้วจะอาเจียนทุกวัน แล้วก็ไม่ค่อยอยากอาหารเท่าไหร่ น้ำหนักไม่ขึ้น หมอให้ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจไทรอยด์ดูก็ไม่เจออะไร ทุกอย่างปกติหมด พอคลอดน้องแล้วอาการพวกนี้ก็หายไป แต่หลังคลอดได้ไม่กี่วันก็มีอาการแบบนี้อีก แล้วก็เหนื่อย อาการเหมือนคนแพ้ท้องอีกรอบ ตัดสินใจไปหาหมออีกรอบหนึ่ง ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ หมอตรวจเลือดดูปริมาณแคลเซียมในร่างกาย ครั้งแรกผลออกมาว่าแคลเซียมสูงกว่าปกติ ประมาณ 18 ซึ่งถือว่าสูงมากเพราะคนปกติจะมีปริมาณแคลเซียมในร่างกายแค่ 8-10 สเตลล่าเริ่มบ่นว่าหายใจไม่ค่อยออก หมอก็เลยย้ายสเตลล่าไปที่ห้องไอซียูเพราะมีอุปกรณ์ที่พร้อมกว่า แล้วตรวจเลือดอีกครั้งก็พบว่าปริมาณแคลเซียมเพิ่มเป็น 20


ตอนที่บอกหมอว่าหายใจไม่ค่อยออก หมอก็เอกซเรย์ดูพบว่าน้ำท่วมปอด เนื่องจากแคลเซียมกลายเป็นหินปูนเกาะอยู่ที่ปอด และบาดปอดเป็นแผลจนสเตลล่าหายใจไม่ออก ต้องให้ออกซิเจน แต่ไม่พอ หมอเลยใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนปัญหาเรื่องปริมาณแคลเซียมสูงต้องใช้วิธีฟอกเลือด เพื่อขับแคลเซียมส่วนเกินออกจากร่างกาย แต่ยังไม่ดีขึ้นจึงต้องใช้เครื่อง ECMO (เครื่องช่วยทำงานแทนปอดและหัวใจ) ทำให้เราหายใจด้วยตัวเอง 20% ใช้เครื่องช่วยอีก 80% ใช้เครื่องนี้ได้ประมาณ 2 วัน อาการดีขึ้น แต่เกิดอาการเลือดไม่ไปเลี้ยงที่ขาหลายชั่วโมง เนื้อเยื่อเริ่มตาย ซึ่งอาจทำเกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ ต้องตัดขาข้างขวาส่วนที่เลือดไม่ไปเลี้ยงออก เพื่อรักษาชีวิตสเตลล่าไว้


ตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตัวเองถูกตัดขา รู้สึกงง เนื่องจากว่ามองไปไม่เห็นขาข้างขวา แต่มีความรู้สึกว่าขายังออยู่ ก็เลยไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น ทั้งงงทั้งไม่เข้าใจ พอถามสามีๆ เล่าให้ฟังว่าถูกตัดขา คิดว่ายังโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ ต้องออกกำลังต้นขาให้แข็งแรง เพื่อให้มีแรงส่งในการก้าวขา ถ้าไม่ออกกำลังกายเวลาเดินจะเหนื่อยเร็ว และเดินได้ไม่ไกล หมั่นทายา พันขาและทำตามคำแนะนำของหมอ โชคดีว่าแผลหายเร็ว ขาได้รูปดีเพื่อที่จะใส่ขาเทียมได้

ผลข้างเคียงจากการรักษา ทำให้สเตลล่ารู้สึกง่วง สะลึมสะลือตลอดเวลา จำอะไรไม่ได้ พอหยุดยา ร่างกายตื่นตลอด ไม่ง่วงเลย ไม่อยากนอน อยากลุก อยากเดิน แต่ทำไม่ได้ ใช้เวลานั่งดูซีรีย์ด้วยกันกับสามี พอกลับบ้านมาร่างกายปรับตัวเองแล้วก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ส่วนอาการผมร่วง คุณหมออธิบายว่า สำหรับคนที่ผ่านเหตุการณ์อะไรมาค่อนข้างสาหัส จะมีผลต่อผมที่เรียกว่า hair shock ซึ่งใช้เวลาในการรักษาเยียวยา ทุกวันนี้ผมสเตลล่าก็ขึ้นตามปกติค่ะ



ช่วงเวลาทำใจ

ตอนที่จะได้กลับบ้านก็ดีใจที่จะได้มาอยู่กับครอบครัว ใกล้ชิดลูกแต่พอกลับมาถึงบ้านก็เครียดเราช่วยเหลือตัวเองไม่ได้แม้แต่แปรงฟันต้องให้สามีเช็ดตัวให้ ตอนนั้นรู้สึกแย่ คือท้อมากแต่สามีก็บอกว่าต้องทำกายภาพบำบัดนะจะได้มีแรงเหมือนเดิมสามีให้ยกเวททุกวัน ตอนแรกเบื่อเพราะยกได้ไม่กี่โลรู้สึกว่าทำไมเราถึงอ่อนแอขนาดนี้ สามีก็เลยออกไอเดียให้ออกกำลังกายด้วยกัน ยูยกห้าเซ็ตไอก็ยกห้าเซ็ต เราก็เริ่มสนุกตอนนั้นอยากอุ้มลูกแต่ไม่มีแรงถามสามีว่าลูกหนักกี่กิโลกรัมแล้วเขาบอกว่า 4กิโลกรัม เราก็ท้อเพราะแค่กิโลกรัมเดียวยังยกไม่ขึ้นเลย เดี๋ยวดีใจเดี๋ยวเสียใจจะเป็นอยู่แบบนี้

สามีก็ผลักดันให้ทำกายภาพสม่ำเสมอทุกวัน จนใช้วอกเกอร์ได้คือไปไหนมาไหนเองเข้าห้องน้ำเอง แปรงฟันเองได้แล้วเราก็เริ่มสนุกเริ่มดีใจและมีกำลังใจขยันทายาให้แผลหายเร็วที่สุด หมอให้กินไข่ขาวก็กิน เราก็นั่งคิดถ้าได้ขามาจะดีใจที่สุดอยากเดินเพราะตอนนั้นนั่งวีลแชร์อยู่



แรงใจจากคนใกล้ตัว

การฟื้นฟูตัวเองไม่ยากเท่าที่คิดเพราะกำลังใจจากคนรอบข้างดี ทุกคนจะบอกว่าเราทำได้ เราก็ต้องพยายามทำให้ได้ไม่อยากให้คนที่บ้านผิดหวังสเตลล่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว ถึงเราจะเป็นแบบนี้เดี๋ยวนี้โรคเยอะอาจจะมีโอกาสเป็นน้อยแต่มันก็เกิดขึ้นได้เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา เพราะตอนนี้เราก็ขี่จักรยานที่เราชอบได้ ขับรถเองได้แล้ว สเตลล่าชอบทำอะไรด้วยตัวเองเลี้ยงลูกเอง ถึงเราจะเป็นแบบนี้เราก็ทำได้นะ ทุกอย่างที่เราเคยทำเมื่อก่อนก็จะพยายามทำให้ได้ถึงจะไม่ดีเท่าเดิมก็ตาม



ครอบครัวสร้างพื้นฐานพลังคิดบวก

สเตลล่ายังมองโลกในแง่ดีอยู่ ยังมีอะไรดีๆอีกหลายด้าน เช่น ก่อนป่วยเราก็คลอดลูกก่อนกำหนดหนึ่งเดือน เพราะครบกำหนดคลอด2 กุมภาพันธ์.53 คือตอนนั้นสเตลล่าอยู่ไอซียูแล้ว อีกอย่างคือ มีสามีที่ดีคอยให้กำลังใจเราคอยผลักดันให้เราเข้มแข็งผลักดันทุกเรื่องที่เราอยากทำ และก็ยังโชคดีที่มีโอกาสมีชีวิตได้เห็นลูกเติบโต คือถึงแม้เราไม่สมบูรณ์แต่ยังมีลมหายใจมีสมองที่ใช้งานได้ตรงนั้นสำคัญกว่า ถ้าตอนลูกโตขึ้น เราคงไม่สามารถไปเล่นหรือทำกิจกรรมร่วมกับเขาได้ทุกอย่าง หรือว่าทำได้ไม่ดีเท่าที่ได้ตั้งใจไว้ แต่ก็ไม่เป็นไร


สเตลล่ารู้สึกว่าถ้าจะเหนื่อยก้แค่เหนือยกาย เพราะเราเดินได้ไม่ไกลแบบคนอื่นเราจะเหนื่อยกว่าเขา แต่ใจยังสู้แล้วก็ยังมองโลกในแง่ดียังร่าเริงอยู่ อันนี้เราต้องขอบคุณทางบ้าน พื้นฐานสเตลล่าเป็นครอบครัวที่อบอุ่น พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดี


ครอบครัวสอนให้เราเป็นคนที่เข้มแข็ง คือที่บ้านพี่ชายอยากมีน้องชายแต่ได้น้องสาวแทนเขาก็เลยเลี้ยงมาแบบผู้ชายตั้งแต่เล็กแล้ว ขับรถเองเราก็รู้สึกว่าเราต้องเข้มแข็งเขาคิดว่าเราทำได้เราก็ต้องทำให้ได้ไม่ว่าจะเป็นปัญหาทางใจ เรื่องงาน เรื่องครอบครัว มีปัญหาอะไรเข้ามาเรามั่นใจว่าเราแก้ได้อยู่ที่เรามองในด้านบวกหรือด้านลบสเตลล่าอยากให้คนรอบข้างมีความสุข ตอนที่สเตลล่าอยู่ที่โรงพยาบาลก็ไม่อยากให้ใครกังวลอยากทำอะไรให้คนที่เรารักมีรอยยิ้ม เราก็สู้อย่างเดียวเลย



โอกาสครั้งนี้ ขอเลี้ยงลูกเอง

ตอนที่ปกติอยู่ก็พูดกับสามีว่าคงจะมีพี่เลี้ยงจะได้ทำอะไรได้เยอะๆและเราจะได้มีเวลากันสองคนสามีภรรยาแต่หลังจากสเตลล่าป่วย และไม่มีโอกาสเลี้ยงลูกเลย 2-3 เดือน ให้นมน้องได้แค่ยี่สิบวันก่อนเข้าไอซียูก็รู้สึกผิด เพราะอยากให้นมเองถึง 2 ขวบ หรือถ้าไม่ถึง2 ขวบก็จนกว่าเขาจะไม่เอานมแม่แล้ว เลยบอกสามีว่าไม่เอาพี่เลี้ยงแล้วจะเลี้ยงเอง สามีก็กลัวเหนื่อยถามเราว่าจะไหวเหรอก็ยืนยันว่าต้องเลี้ยงเอง จะอยู่ด้วย 24 ชั่วโมงเลย เขาก็เข้าใจว่ามันสำคัญ


ตอนแรกที่ลืมตามาเห็นลูกหลังจากป่วยไปเดือนกว่า รู้สึกว่ารักนะ แต่ไม่มีความผูกพันเท่าไร ณ ตอนนั้น เวลาสเตลล่าอุ้มลูกแล้วเอามาวางไว้ตรงตักเหมือนไม่มีความผูกพัน รู้สึกว่าไม่เห็นหน้าลูกก็ไม่เป็นไรในตอนนั้น เคยคิดว่าเราเป็นแม่ที่ปกติหรือเปล่า อาจเป็นเพราะเราไม่ได้เลี้ยงเขา ตื่นขึ้นมาทุกวัน สิ่งที่จำได้และนึกถึงเป็นสิ่งแรกคือต้องใส่ขาเทียมผิด คือตอนนั้นคิดเรื่องตัวเองก่อน แต่พอถึงวันนี้ที่เราได้มีโอกาสเลี้ยงและอยู่กับเขาตลอดเวลากลายเป็นจะทำอะไรก็นึกถึงลูกก่อน ลูกคือสิ่งที่สวยงามมากของคนเป็นแม่ สเตลล่ารู้เลยว่าต่อจากนี้เขาคือคนที่จะมอบพลังที่ดีที่สุดให้กับเรา




เลี้ยงลูกเป็นเรื่องสนุก

สเตลล่าเป็นแม่ที่ไม่เคยเปิดหนังสือเลี้ยงลูก ไม่ค่อยถามใครเพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราชอบทดลองอะไรที่มันดีกับลูก เลี้ยงลูกให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของเรา อย่างตอนที่ลูกเราย่าง 14สัปดาห์ จะฝึกให้เขานอนยาวทั้งคืน พอ 15 สัปดาห์เขาก็สามารถนอนยาวได้แล้ว ทำให้เราดูแลลูกได้ง่ายขึ้นทำให้ลูกพัฒนาการดี แม่ได้พักผ่อนเต็มที่


สำหรับในอนาคตก็เลี้ยงแบบฝรั่งนี่แหละคือกล้าพูด เป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเองเพราะสเตลล่าพื้นฐานเป็นคนต่างชาติ แต่จะสอนให้เขาให้เกียรติวัฒนธรรมของคนไทยด้วย ปลูกฝังลูกเรื่องไหว้และการเคารพผู้ใหญ่ เราจะปูพื้นฐานให้เขามองโลกในแง่ดีอันนี้สำคัญ ชีวิตเราไม่ได้มีความสุขตลอดมันต้องมีขึ้นมีลงเราเลี้ยงแบบไม่โอ๋ ถ้าล้มก็ปล่อยให้ล้ม คืออยากให้เขาเข้มแข็งที่บ้านเลี้ยงเรามาอย่างไรก็อยากให้ลูกเป็นอย่างนั้น


สำหรับสเตลล่าการเลี้ยงลูกเป็นเรื่องสนุกสเตลล่าคิดว่าเด็กตลกนะ ตอนยังเล็กเขาพูดไม่ได้แต่ทำให้เรายิ้มได้ ทำให้เรามีความสุขแบบที่เขาเองไม่ได้ตั้งใจ แล้วเขาก็ฉลาดกว่าที่เราคิด มันเหมือนเขาโตกว่าวัย พฤติกรรมคำพูดเราต้องระวัง เพราะเขาจะเรียนรู้จากเราได้เร็วมาก



สามีผู้ทุ่มเท

ตอนที่ป่วยใกล้หายพอขนอุปกรณ์ทางการแพทย์ออกไปบ้างก็พอมีพื้นที่ทางโรงพยาบาลก็อนุญาตให้สามีเข้ามาได้ สามีโทรมมากน้ำหนักลดไปหลายกิโลกรัมเพราะเฝ้าสเตลล่านั่งอยู่แต่เก้าอี้หน้าห้องไอซียูมาเป็นเดือน แต่ก็ยังค่อนข้างลำบากเพราะเราพูดไม่ได้เขียนไม่ได้ ต้องใช้วิธีอ่านปาก แต่ไม่มีใครเข้าใจก็จะโมโห ตอนนั้นสามีบอกไม่ต้องพูด เอาแล็ปท๊อปมาดูหนังแล้วนั่งจับมือกันแค่นั้นก็มีความสุขแล้ว


ตอนนั้นรู้เลยว่าเขารักเราจริงไม่ว่าเราจะเป็นยังไง เราแข็งแรงดีหรือป่วยใกล้ตายเขาก็อยู่เคียงข้างเราตลอดทุ่มเทและดูแลเราเต็มที่ ตอนนั้นที่ทำงานเขาก็เข้าใจให้พักได้ สามีก็พักมา 3 เดือนไม่ได้ไปทำงานเลย ประทับใจมาก ถ้าโรคนี้ไม่เกิดกับเราก็ไม่รู้ว่าเขารักเรามากแค่ไหน สเตลล่าว่าเขาก็ดีใจนะที่เราเป็นคนที่เข้มแข็งแล้วก็ดึงเขาให้แกร่งเหมือนเรา เขาจะคอยผลักดันให้สเตลล่าทำนั่นทำนี่ อยากให้เขาคิดว่าภรรยาเขาก็เก่งนะ เขาเคยลำบากเพราะดูแลเรา เราก็จะทำให้ดีที่สุดเพื่อเขาเหมือนกัน



จากประสบการณ์ชีวิตครั้งนี้อยากบอกลูกว่า...

เวลาเขาท้อก็จะบอกว่าปัญหายูหนักเท่ากับแม่ไหม เราก็จะเล่าให้เขาฟัง ว่าแม่เดินนานไม่ได้ เพราะเหนื่อยแต่ก็สามารถเลี้ยงยูจนโตได้

แม้จะต้องเจอกับโรคร้ายจนต้องถูกตัดขา แต่เธอก็บอกว่าเธอโชคดีที่มีชีวิตอยู่ โชคดีที่ได้คลอดลูกก่อนที่เธอจะป่วย โชคดีที่มีพ่อแม่ให้การสนับสนุนอยู่เสมอ โชคดีที่มีสามีดูแลอย่างดีไม่เปลี่ยนแปลง โชคดีที่เพื่อนไม่เคยทิ้งกัน โชคดีที่ยังมองโลกในแง่ดีและยังสู้ต่อไป


ทุกวันนี้สเตลล่าพยายามออกกำลังกายทุกวันเหมือนเดิม ไม่ว่าจะยกเวตหรือออกกำลังขา เพราะต้องใช้แรงมากกว่าคนปกติถึงสามเท่า ส่วนเวลาที่รู้สึกเครียดจะผ่อนคลายตัวเองด้วยการเล่นกับลูก รอยยิ้มของลูกเป็นอะไรที่ชื่นใจและทำให้หายเหนื่อยค่ะ






สัมภาษณ์คุณ Giovanni สามี

ตอนที่รู้ว่าภรรยาป่วย

รู้สึกกังวลนะ แต่ไม่ได้กังวลมากเท่าไหร่ เพราะคิดว่าภรรยาป่วยตามปกติ ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก




ความรู้สึกเมื่อรู้ว่าภรรยาอาจจะไม่รอดในคืนนั้น

กังวลเรื่อง Alessio ไม่แน่ใจว่าจะเลี้ยงลูกที่ไหน ที่เมืองไทยหรือกลับไปเลี้ยงที่ประเทศของผมเอง เพราะที่เมืองไทยผมอยู่คนเดียว นอกนั้นก็เป็นครอบครัวของภรรยา แล้วก็กังวลแทนที่บ้านภรรยา คือ พ่อแม่และพี่ชาย คิดแต่ว่าจะทำยังไงที่จะช่วยเขาได้ ใครแนะนำอะไรก็จะพยายามศึกษา




ท้อแต่ไม่ถอยในวันที่ภรรยาต้องถูกตัดขา

ช่วงที่ท้อที่สุดคือ ช่วงที่ต้องตัดสินใจให้หมอตัดขาภรรยา เพราะผมรู้ว่าเขาชอบเล่นกีฬา กังวลว่าเขาฟื้นขึ้นมาแล้วจะท้อไหม ผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะรู้สึกอย่างไร เป็นห่วงความรู้สึกของเขา ไม่แน่ใจว่าเขาจะมีโอกาสได้เล่นกีฬาแบบที่ชอบอีกไหม


รู้สึกผิด เพราะผมคิดว่าน่าจะสามารถหาวิธีการรักษาภรรยาได้ดีกว่าวิธีที่ไม่ต้องตัดขาภรรยา แต่ไม่สามารถหาได้ เลยรู้สึกผิด ถึงจะศึกษาและค้นคว้าข้อมูลมาเยอะมาก อยากทำให้ดีกว่านี้ แต่ ณ เวลานั้นนี่คือวิธีที่ดีที่สุดแล้วที่จะรักษาชีวิตของภรรยาเอาไว้ เนื่องจากเนื้อเยื่อที่ขาตาย ไม่มีวิธีอื่นแล้ว




ดูแลไม่ห่าง

ช่วงแรกอยู่โรงพยาบาลทุกวัน เผื่อเวลาที่ต้องตัดสินใจอะไร ก็ต้องคอยเซนต์เอกสาร เวลาคุณหมอถามอะไรก็จะคอยศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่ภรรยาเป็นอยู่ ถ้าเรื่องไหนยังไม่เข้าใจก็จะปรึกษาคุณหมอ ช่วงที่ภรรยาฟื้นจากโคม่า ผมก็พยายามจะอำนวยความสะดวก ให้เขารู้สึกสบายที่สุด และพยายามตอบทุกคำถามของเขา ผมมีข้อมูลทุกอย่างเตรียมพร้อมไว้ให้เขาหมด ไม่ว่าจะถามเรื่องไหน ผมมีคำตอบให้เขาเสมอ




เป็นกำลังใจให้เสมอ

ผมบอกภรรยาว่า ศึกษาเรื่องขาเทียมมาเยอะมาก ให้ภรรยาออกกำลังกาย โดยที่ผมก็ออกด้วย เพื่อให้ภรรยาไม่เบื่อ แล้วค่อยไปเลือกขาเทียมด้วยกัน ผมรู้สึกมีกำลังใจขึ้นตอนที่เห็นว่าภรรยาไม่ท้อ ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ก่อนไปเลือกขาเทียม ก็คุยกันว่าแบบไหนดี ผมจะคอยย้ำกับภรรยาอยู่เสมอ เวลาที่เขารู้สึกท้อ ว่าอยากให้เขาแข็งแรงเพื่อลูก จะไม่พลาดที่จะได้ทำกิจกรรมทุกอย่างด้วยกันกับลูก มีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ลูกจึงเป็นแรงใจสำคัญของผมและภรรยา




ยังเป็นสเตลล่าคนเดิมไม่เคยเปลี่ยน

ผมไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของภรรยา ยังรู้สึกว่าเขาเหมือนเดิมทุกอย่าง ทำทุกอย่างได้เหมือนคนอื่นๆ เพียงแต่เหนื่อยกว่าแต่ก่อนเท่านั้นเอง ถึงช่วงแรกๆ ผมต้องช่วยเหลือเขาทุกเรื่อง แต่ก็ยังรู้สึกเสมอว่ายังเป็นสเตลล่าคนเดิม




ขอบคุณ Modern Mom

RLG Parenting Business

Facebook Comment