10 โรคเด็ก พ่อแม่ควรระวังก่อนถังแตก

ค่ารักษาพยาบาล,TMB,ลูกป่วย,ลูกไม่สบาย,เข้าโรงพยาบาล,โรงพยาบาลเด็ก,ทำประกันชีวิต,ประกันสุขภาพ,ประกันลูก,


การเดินเข้าออกธนาคารเพื่อเอาเงินไปฝากเป็นเรื่องที่ใครๆ ก็อิจฉา แต่ถ้าต้องเดินเข้าออกโรงพยาบาลแทนธนาคารคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ นอกจากเอาเงินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลแล้ว ยังไม่แน่ใจว่าจะต้องไปบ่อยหรือไปนานแค่ไหน โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลของเจ้าตัวเล็กที่ยังไม่มีสวัสดิการทางสังคมรองรับมากนัก


วิธีรับมือสองทางที่จะทำได้คือ วางแผนการเงินสำหรับค่าใช้จ่ายพยาบาลให้กับเจ้าตัวเล็ก และการดูแลสุขภาพเจ้าตัวเล็กควบคู่กันไป หลังจากวางแผนการเงินกันไปแล้ว ลองมาดูสิว่ามีโรคอะไรที่เราควรใส่ใจดูแลก่อนที่จะบานปลาย หรือมีโรคร้ายประเภทไหนที่ต้องวางแผนการเงินเพื่อรับมืออย่างมีสติ


5 โรคพบบ่อย


1. ไข้หวัด (Common cold) / ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
ล้างมือให้เจ้าตัวเล็ก เพื่อกำจัดเชื้อที่มาจากการสัมผัส หากมีโอกาสให้พาเจ้าตัวเล็กไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ จัดหาอุปกรณ์ดูแลไข้เบื้องต้น เช่น ยาแก้ปวด ลดไข้ ลดน้ำมูก ปรอทวัดไข้ สบู่ฆ่าเชื้อโรค หน้ากากอนามัย แผ่นเจลลดไข้ หาโอกาสเรียนรู้วิธีการติดต่อของโรคไข้หวัดใหญ่ ถ้าน้องเข้าโรงเรียนแล้ว ควรให้หยุดเรียนเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อที่โรงเรียน ไม่ควรพาไปในสถานที่ที่ผู้คนพลุกพล่านหรืออากาศไม่สะอาด มีโอกาสติดโรคสูง



2. ภูมิแพ้ (Allergy)

วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
เวลาเราตั้งครรภ์ต้องดูแลรักษาสุขภาพค่ะ ระมัดระวังอย่ากินอาหารที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น อาหารทะเล ไข่ ถั่วลิสง นมวัว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์จากนม แป้งสาลี ฯลฯ เพราะเบบี๋จะได้สัมผัสกับสิ่งก่อภูมิแพ้เร็วเกินไป เมื่อคลอดแล้วควรเน้นนมแม่อย่างน้อยช่วง 6 เดือนแรก หลีกเลี่ยงนมวัวให้นานที่สุด จัดสิ่งแวดล้อมที่สะอาด มีฝุ่นและมลพิษน้อย ผู้ใหญ่ทุกคนควรงดสูบบุหรี่ไม่ว่าจะนอกบ้านหรือในบ้านก็ตาม



3. โรคอีสุกอีใส (Chickenpox)

วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
เนื่องจากอีสุกอีใสเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายจากการไอ จาม หายใจรดกัน หรือโดยการสัมผัสโดยตรงกับผู้ป่วย โดยเฉพาะบริเวณตุ่มใส ฉะนั้นให้แยกหรืออย่าเข้าใกล้เด็กที่เป็นอีสุกอีใส ไม่ใช้ข้าวของปะปนกัน ให้เจ้าตัวเล็กพักผ่อนมากหน่อย เพราะการพักผ่อนคือการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีอย่างหนึ่งของร่างกาย และที่สำคัญเดี๋ยวนี้มีวัคซีนป้องกันอีสุกอีใสได้แล้ว พาเจ้าตัวน้อยไปฉีดกันไว้ก็ดีค่ะ



4. โรคมือเท้าปาก (Hand, foot and mouth disease)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
ล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำ หลังกิจกรรมต่อไปนี้ สัมผัสกับเด็กที่ป่วย ก่อนและหลังเตรียมอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ ก่อนและหลังป้อนนมน้อง ใช้ช้อนกลาง หลีกเลี่ยงการใช้แก้วหรือหลอดดูดน้ำร่วมกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ระมัดระวังการไอหรือจามโดยใช้หน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน เช่น สนามเด็กเล่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด ฯลฯ ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่มีการสัมผัสบ่อย เช่น ลูกบิด โทรศัพท์ ไม่แบ่งของเล่นกับเด็กปกติ เด็กที่ป่วยให้หยุดเรียนอยู่บ้าน ดูแลสถานที่ต่างๆ เช่น บ้าน โรงเรียน ให้สะอาดตลอดเวลา



5. โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อไวรัส (Viral gastroenteritis)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังจากเข้าห้องน้ำ ล้างผักผลไม้ผ่านน้ำหลาย ๆ ครั้ง แช่ในน้ำเกลือหรือแช่ในน้ำละลายด่างทับทิมหรือน้ำผสมเบกกิ้งโซดา เนื้อสัตว์ที่จะใช้ประกอบอาหารก็ควรล้างด้วยวิธีการผ่านน้ำ ล้างภาชนะให้สะอาดทุกครั้ง เช่น เขียง มีด ช้อน ส้อม ถ้วย จาน แก้วน้ำ ใช้ช้อนกลางทุกครั้งในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รับประทานอาหารที่ปรุงใหม่ ผ่านการปรุงที่ถูกต้องปลอดภัย อาหารที่ปรุงสุกควรใส่ภาชนะที่ปิดสนิท ไม่ควรวางปะปนกัน เก็บอาหารไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ต้มน้ำให้สุกทุกครั้งก่อนนำมาดื่ม โดยเฉพาะน้ำที่กดจากตู้กดทั่วไปเพราะอาจจะมีการปนเปื้อนเชื้อ




5 โรครุนแรง

1. โรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (Inherited metabolic disorders)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
เป็นโรคพันธุกรรมกลุ่มหนึ่งที่ก่อให้เกิดความผิดปกติของการสร้างโปรตีนในร่างกายทำให้เซลล์ไม่สามารถย่อยสารอาหารได้ มักเกิดจากการแต่งงานกันเองในเครือญาติที่เคยเกี่ยวดองกัน ดังนั้นการการแต่งงานควรมีการตรวจพันธุกรรมของเราและแฟนก่อนค่ะ เพื่อไม่ให้ยีนส์ด้อยมาเจอกัน ส่วนสาเหตุที่ทำให้เด็กเสียชีวิต เพราะแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ เนื่องจากอาการที่เกิดนั้นสามารถเลียนแบบโรคในเด็กได้เกือบทุกโรค



2. โรคพันธุกรรมเมตาบอลิก (Inherited metabolic disorders)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
ปัจจุบัน มีวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีแล้ว โดยมีวัคซีนอยู่ 2 ชนิด ชนิดแรก เป็นวัคซีนดั้งเดิมชนิดโพลีแซคคาไรด์ วัคซีนนี้ไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี และประสิทธิภาพจำกัด ชนิดที่สองเป็นคอนจูเกตวัคซีน สร้างภูมิคุ้มกันได้ดีในเด็กต่ำกว่า 2 ปี ซึ่งจะครอบคลุมเชื้อไอพีดีในเด็กไทยได้ร้อยละ 70 การป้องกันโดยวิธีอื่นๆซึ่งมีความสำคัญมาก ได้แก่ การทำร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง และมีสุขอนามัย เด็กเล็กควรกินนมแม่ หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ และการอยู่ในที่มีผู้คนแออัด เมื่อเริ่มเจ็บป่วย ควรรีบไปพบแพทย์



3. โรคติดเชื้อไอพีดี (Invasive Pneumococcal Disease-IPD)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
ปัจจุบันมีการใช้ยากันชักในบางกรณี แต่ช่วยได้แค่ลดโอกาสลง บางรายเมื่อรับยาแล้วอาจไม่มีอาการอีกเลย บางรายยังมีอาการชักอยู่ ซึ่งหมอต้องคอยปรับยาให้เหมาะสม นอกจากยาแล้วควรหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นซึ่งมีหลายอย่างค่ะ เช่น การอดนอน อาการไข้ การรับยาไม่สม่ำเสมอ ซึ่งถ้าเริ่มรับยากันชักแล้ว คนไข้ต้องกลับมาพบคุณหมอเป็นระยะ ๆ เพื่อเช็คว่าสามารถควบคุมอาการได้ดี ไม่มีผลข้างเคียงของยา และเด็กมีพัฒนาการที่ดี



4. โรค RSV (Respiratory Syncytial virus)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
อาการที่เกิดจากไวรัส RSV คือ อาการหอบ เหนื่อย บางคนหอบมากจนเป็นโรคปอดบวม หายใจหอบจนอกบุ๋ม หายใจแรงจนหน้าอกโป่ง หายใจออกลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี้ดแบบหลอดลมฝอยอักเสบ บางรายไอมากจนอาเจียน ซึมลง ตัวเขียว กินข้าว กินน้ำ กินนมไม่ได้ การป้องกันคือ การล้างมือให้เด็กเล็กบ่อยๆ และพี่เลี้ยงเด็กก็ต้องล้างมือบ่อยๆ เช่นกัน หากเป็นไปได้ให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน แต่หากไม่สามารถรับกลับบ้านได้ ให้แยกเด็กและแยกเครื่องใช้ของเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกัน ไวรัส RSV รวมถึงไม่มียารักษาโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อเด็กได้รับไวรัสนี้จึงต้องรักษาตามอาการ


5. โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy)
วิธีป้องกัน / หลีกเลี่ยง
โรคสมองพิการส่งผลให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว การจัดท่าทาง และการทรงตัวที่ผิดปกติ เช่น การเกร็งของใบหน้า ลิ้น ลำตัว แขน ขา การทรงตัว การทรงท่าในขณะนั่ง ยืน เดิน ผิดปกติหรืออาจเดินไม่ได้ การป้องกันลูกไม่ให้เกิดอาการสมองพิการทำได้โดยดูแลสุขภาพของคุณแม่และลูก ในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด โดยการฝากครรภ์ ปฏิบัติตามคำแนะนำและมาตรวจตามนัดทุกครั้ง ส่วนในระยะหลังคลอด คุณพ่อคุณแม่ควรดูแลลูกอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อการทำงานของสมอง การฉีดวัคซีนและดูแลสุขภาพร่างกายของลูกให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการติดเชื้อในสมอง



เห็นไหมคะ ไม่ว่าจะ 5 โรคที่พบบ่อย หรือ 5 โรครุนแรง ล้วนแต่ใช้เงินในการรักษาทั้งนั้น ทางที่ดีเริ่มวางแผนตั้งแต่การฝากครรภ์ในช่วงของการตั้งครรภ์ และหลังจากคลอด แล้วดูแลเจ้าตัวเล็กให้แข็งแรง ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนจะดีกว่า หรือหากเจ้าตัวเล็กต้องเข้ารับการรักษา การวางแผนทางการเงินที่ดีกับสถาบันการเงินระดับมืออาชีพก็ถือเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระได้ทางหนึ่งค่ะ

Facebook Comment