ค่าขนมลูกวัยประถมตัวแสบ...ยิบย่อย แต่ระยะยาว

ค่าขนมลูก,ค่าขนม,ออมเงินลูก,ประหยัด,ให้เงินลูก,วินัยการเงิน,ฝึกลูกใช้เงิน,




เชื่อแน่ค่ะว่าใครที่เคยผ่านชีวิตวัยเด็กในโรงเรียนมา คงต้องเคยมี “ค่าขนม” กันทุกคน และสำหรับคนที่เป็นพ่อแม่ก็แอบคาดหวังเสมอค่ะว่า ค่าขนมของลูกก็จะกลายมาเป็นเงินที่ลูกเก็บออมไว้นั่นเอง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เหลือเก็บหรอกค่ะ เพราะขึ้นชื่อว่าค่าขนมก็ต้องใช้ซื้อขนมซิ ถ้าบอกว่าเป็นเงินให้เก็บก็ว่าไปอย่าง... จริงไหมคะ



สิ่งที่สำคัญที่สุดในการให้ค่าขนมอยู่ที่การสร้างนิสัยการใช้เงินและวินัยทางการเงินเมื่อลูกเราโตเป็นผู้ใหญ่ และที่แน่นอนไปกว่านั้นคือ การให้ค่าขนม “ไม่มีสูตรตายตัว” การให้ค่าขนมลูกแต่ละบ้านจึงขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัยในครอบครัว แต่ถ้าจะถามว่าแล้วจะใช้เกณฑ์หลักอะไรในการให้ค่าขนมลูกแบบที่พอใช้ พอเหลือเก็บ ข้อนี้เรามีคำแนะนำค่ะ

1. ลูกต้องซื้ออาหารทานเองหรือไม่? ข้อนี้มาเป็นอันดับ 1 เลยค่ะ ถ้าลูกต้องซื้ออาหารกินเองก็ต้องเพิ่มค่าขนมให้กับคุณลูก แต่หากกินข้าวกลางวันที่โรงเรียนจัดให้ ก็สามารถลดลงได้เกือบครึ่ง คุณพ่อคุณแม่ก็ให้เฉพาะเงินสำหรับซื้อขนมเท่านั้น โดยข้อนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถสืบราคาได้ก่อนว่าน้ำดื่ม ขนมในโรงเรียนขายราคาเท่าไหร่ และจำกัดงบ เช่นว่า ให้ซื้อน้ำได้แค่วันละ 10 บาท ให้ซื้อขนมได้วันละ 20 บาท ซึ่งจะทำให้ควบคุมค่าขนมได้ และลูกก็จะได้วางแผนการใช้เงินของตัวเองได้ด้วย เพื่อไม่ให้เกินงบที่มี


2. ราคาสินค้าที่ขายในโรงเรียน เรื่องนี้ผู้ปกครองอย่างเราๆ ต้องช่วยกันสังเกตค่ะ ถ้าพบว่าของที่ขายในโรงเรียนแพงกว่าข้างนอกต้องรีบทักท้วงกับทางโรงเรียน นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาราคาสินค้าเฉลี่ยโดยรวมด้วยค่ะ เราจะได้สามารถให้เงินค่าขนมลูกได้เหมาะสม


3. ขนมหรืออาหารแบบไหนที่ควรซื้อทาน? คุณพ่อคุณแม่หลายคนไม่รู้เลยค่ะว่าวันๆ นึงลูกเราซื้อขนมอะไรบ้าง โดยเฉพาะเมนูหน้าโรงเรียน อย่าง ไอติม ลูกชิ้นทอด ปลาหมึกย่าง หมูปิ้ง โตเกียว เกี๊ยว ถ้าห้ามไม่ได้ก็ควรแนะนำให้บริโภคแต่พอดีค่ะ อาทิตย์ละกี่ครั้งก็ว่ากันไป ถ้าไม่จำกัดเลยนอกจากค่าขนมไม่พอ บางทียังทำให้เกิดโรคหรืออาการเจ็บป่วยตามมา เพราะของว่างหน้าโรงเรียนมักจะมาพร้อมกับเชื้อโรคที่คาดไม่ถึงเสมอค่ะ


4. รายได้ของครอบครัว จำนวนบุตรหลาน และภาระการเลี้ยงดูอื่นๆ หลักการง่ายๆ ของแต่ละบ้าน คือ มีมากให้มาก มีน้อยให้น้อยตามฐานะทางการเงินของครอบครัวและจำนวนของลูกค่ะ เช่น พี่คนโตอาจจะได้ค่าขนมมากกว่าน้องคนเล็ก หรือบางครอบครัวต้องดูแลคุณปู่คุณย่าที่เจ็บป่วย ค่าขนมก็จะถูกปันมาใช้ในการดูแลผู้สูงอายุด้วย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องวางแผนและแบ่งสัดส่วนให้ดี เพื่อให้พอทั้งค่าขนมลูกและพอทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในครอบครัวค่ะ


5. ให้เป็นเหรียญ หรือ ให้เป็นธนบัตร และเงื่อนไขอื่นๆ ในกรณีที่เด็กเล็กมากยังดูแลเงินไม่ได้ เราแนะนำว่าให้จ่ายค่าขนมลูกเป็นเหรียญค่ะ เหตุผลง่าย ๆ คือ เวลาเหรียญหายไม่ได้หายพร้อมกันหมด (ถ้ากระเป๋าไม่รั่ว) และง่ายสำหรับการนับจ่าย และไม่ต้องรอเงินทอน ซึ่งเด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่จะไม่รู้จักและไม่รอเงินทอน สำหรับลูกโตที่รู้จักการซื้อของแล้วก็สามารถให้เป็นธนบัตรได้ แต่คุณแม่บางคนอาจลงรายละเอียดปลีกย่อยไปอีก เช่น ให้เงินลูก 20 บาท เป็นเหรียญห้าบาท 3 เหรียญ นอกนั้นเป็นเหรียญบาท เผื่อว่าเวลาจะต้องหยอดโทรศัพท์สาธารณะยามฉุกเฉินหรือหากเหลือต้องนำเหรียญบาทกลับมาหยอดกระปุกที่บ้าน เป็นต้น




ไม่ให้เงินค่าขนมลูกไปโรงเรียนได้มั๊ย ?

พ่อแม่บางคนมองการณ์ไกล คิดว่าจะเก็บเงินไว้ให้ลูกมีกินมีใช้ในอนาคต เลยเกิดคำถามว่า “จะเป็นไปได้ไหมถ้าไม่ให้ค่าขนมลูกไปโรงเรียน”

กลัวลูกทำหายบ้าง กลัวโดนเพื่อนขโมยไปบ้าง คิดแล้วเสียดาย สำหรับกรณีแบบนี้ขอตอบว่า ได้ค่ะ มีบ้างเหมือนกันหากบางโรงเรียนมีระบบการจัดการที่ดี จัดเตรียมอาหารเที่ยง ขนม นม และทุกอย่างไว้ให้แทบจะไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า โตขึ้นไปเด็กจะต้องใช้เงิน และการฝึกให้เขารู้จักใช้เงินตั้งแต่เด็กๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กับการประหยัด เวลาที่เงินหายหรือถูกขโมย มันก็เป็นปัญหาเฉพาะหน้าให้พวกเขาได้เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาควบคู่กันไป

ค่าขนมของลูกจึงไม่ใช่แค่เงินที่ใช้ซื้อขนม หรือใช้แล้วหมดไปเท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยความคิดการฝึกลูกในการบริหารจัดการเงินของตัวเอง แม้บางครั้งจะเป็นเงินเพียงแค่ 5 บาท 10 บาท แต่นั่นคือการวางรากฐานทางความคิดและการใช้เงินของลูกได้ในอนาคตค่ะ


บทความแนะนำ

คลิปคู่มือการเลี้ยงทารกและเด็กอ่อน
รถเข็นเด็กเลือกดี ช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูก
ต่อมเซ็กซ์หาย หลังคลอด
อากาศปีนี้แปรปรวน ระวังเด็กเสี่ยงกับโรคหอบหืดมากขึ้น

Facebook Comment