เทคนิคลูกเรียนสูงๆ ได้ดั่งใจ



“ตั้งเป้าหมายการศึกษาของลูกให้ชัดเจนว่าอยากให้เรียนถึงระดับไหน หลักสูตรอะไร
เพื่อประมาณการค่าใช้จ่าย และเตรียมเก็บออมเงินได้เพียงพอ” –
K-Expert

ถ้าไปถามคุณพ่อคุณแม่ว่าอยากเห็นลูกเป็นยังไงในอนาคต เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยตอบมาว่า อยากเห็นลูกประสบความสำเร็จในการเรียน มีหน้าที่การงานมั่นคง ซึ่งสิ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่คาดหวังไว้ว่าจะเห็นลูกเรียนสูงๆ เข้ารับปริญญา สวมชุดครุยให้คุณพ่อคุณแม่ได้ชื่นใจนั้น ถือว่าคุณพ่อคุณแม่เป็นแรงผลักดันที่สำคัญ นั่นเพราะต้องมีการเตรียมพร้อมด้านการเงินที่ดีเพื่อการศึกษาของลูก ซึ่งต้องวางแผนอย่างไรบ้างนั้น K-Expert มีคำแนะนำมาฝาก

1. ตั้งเป้าหมายการศึกษาให้ชัดเจน

เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องตกลงกันให้ดีว่า อยากส่งลูกเรียนถึงระดับไหน หลักสูตรอะไร เช่น ตั้งเป้าส่งลูกเรียนจบปริญญาโท ถ้าตอนนี้ลูกยังไม่เข้าอนุบาล ก็วางแผนเลยว่าตั้งแต่อนุบาลจะเรียนหลักสูตรอะไร ไทย สองภาษา หรือนานาชาติ ไล่ไปเรื่อยๆ จนถึงปริญญาโทว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยรัฐ เอกชน หรือเรียนเมืองนอก เพื่อรู้ตัวเลขค่าเรียนคร่าวๆ พวกค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเรียนก็ต้องคิดเผื่อไว้ ไม่ว่าจะเป็นค่าชุดนักเรียน ค่าหนังสืออุปกรณ์การเรียน ค่าเรียนพิเศษ แล้วอย่าลืมบวกเงินเฟ้อที่ทำให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้สูงขึ้น เฉลี่ยๆ อยู่ที่ 3-5% ต่อปี ในการเลือกโรงเรียนให้ลูกควรดูความสะดวกในการเดินทางด้วย เช่น ใกล้บ้าน หรือเป็นทางผ่านของที่ทำงาน เพราะถ้าเป็นโรงเรียนดัง มีชื่อเสียง แต่ไกลบ้าน ไกลที่ทำงาน ทำให้ลูกต้องตื่นเช้ามาก อาจให้ผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้


2. กันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเสียก่อน

ข้อนี้สำคัญมาก ก่อนเริ่มออมเงินเพื่อการศึกษาของลูกหรือเป้าหมายอะไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินไว้ก้อนหนึ่งประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือนของครอบครัว เช่น ถ้ามีค่าใช้จ่ายในครอบครัวเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท ก็ควรมีเงินสำรองไว้สัก 120,000 บาท เก็บไว้ในเงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เงินก้อนนี้สำคัญยังไง ก็ถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่ต้องใช้เงินเร่งด่วน เช่น ลูกป่วยหรือซุกซนจนเกิดอุบัติเหตุต้องเข้าโรงพยาบาล หรืองานที่คุณพ่อคุณแม่ทำอยู่เกิดสะดุด รายได้ขาดหายขึ้นมา แต่รายจ่ายอยู่ครบ จะทำยังไง ถ้ามีเงินสำรองเก็บไว้จะได้เอาเงินตรงนี้มาใช้จ่าย เพราะถ้าไม่ได้กันเงินสำรองไว้บ้าง เผลอๆ ต้องไปดึงเงินที่เก็บเป็นค่าเรียนของลูก ก็อาจทำให้แผนการศึกษาของลูกไม่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ก็ได้


3. เริ่มออมเงินเพื่ออนาคตของลูกกันเลย

เมื่อรู้ตัวเลขค่าใช้จ่ายในการเรียนของลูก และกันเงินสำรองของครอบครัวไว้แล้ว ก็มาเริ่มออมเงินให้ลูกน้อยกันเลย แต่จะออมที่ไหน ยังไงดีนั้น แนะนำให้เลือกแหล่งออมเงินให้เหมาะกับระยะเวลาใช้เงิน ถ้ามีเวลาออมน้อยก็ควรออมในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้ามีเวลาออมนานก็สามารถออมในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น

- ระดับอนุบาล ควรออมด้วยเงินฝากประจำ 12 เดือน หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น ซึ่งเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีสภาพคล่องสูง

- ระดับประถมและมัธยม อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ พันธบัตร หรือหุ้นกู้ ที่มีอายุ 3-5 ปี ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก

- ระดับอุดมศึกษา เช่น ปริญญาตรีและปริญญาโท ซึ่งมีระยะเวลาลงทุนนาน 10 ปีขึ้นไป ก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นได้ เช่น กองทุนรวมผสมที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้

เมื่อรู้แล้วว่าควรออมเงินยังไง สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย ก็คือ วินัยการออม โดยออมทุกเดือน และต้องไม่เอาเงินเพื่อเป้าหมายการศึกษาของลูกไปปนกับเป้าหมายอื่น แยกบัญชีออมเงินในแต่ละเป้าหมายออกจากกัน จะได้ไม่ส่งผลกระทบกับเงินออมเพื่ออนาคตของลูกนั่นเอง



K-Expert Action

  • จดบันทึกรับ-จ่าย เพื่อลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ช่วยให้มีเงินเหลือเพิ่มขึ้นมาเก็บออมเพื่อศึกษาของลูก
  • สมัครบริการแผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (Saving Plan) เพื่อช่วยให้ออมเงินได้สม่ำเสมอทุกเดือน

Facebook Comment