รัก 7 แบบ



ทฤษฎี
3 วง กับ รัก 7 แบบ

ถ้าความรักนั้นเกิดขึ้นจากวงที่ 1 เพียงวงเดียว คือ ความผูกพันและไว้วางใจ ความ รักนี้จะเป็น รักแบบพ่อแม่รักลูก ครูรักลูกศิษย์ รักของเพื่อนสนิทหรือเพื่อนตาย รักของวงศาคณาญาติ คนที่เราเคารพนับถือซึ่งกันและกัน ที่มีความห่วงใย ผูกพัน ไว้วางใจ รักของแม่ที่มีต่อลูกก็อยู่ในแบบที่ 1 นี้ คือเป็นความผูกพัน ไว้วางใจ ความสมบูรณ์แบบของการให้และการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ แม่ที่รักลูก แม่ที่เป็นผู้ให้ที่สมบูรณ์แบบ กับการที่แม่อุ้มท้องลูกตัวเองมา แล้วก็คลอด ก่อกำเนิด เลี้ยงดูจนโต แม้ทำงานแล้วก็ยังมีความผูกพันของความเป็นแม่ลูกนั้นอยู่

ถ้ารักนั้นเกิดจากวงที่ 2 เพียงวงเดียว รักแบบนี้ส่วนใหญ่มักจะพบในวัยรุ่น มักจะเป็นรักแบบหลง เจอปุ๊บรักปั๊บต้องการมีความสัมพันธ์ทางกายปั๊บ ถ้าในภาษาวัยรุ่นก็คือฟันแล้วทิ้ง เป็นแค่ความปราถนาทางกาย ไม่ต้องมีความผูกพัน ไม่ต้องมีพันธสัญญาใดๆ

และถ้ารักเกิดจากวงที่ 3 เพียงวงเดียว มักจะเจอในแบบคลุมถุงชน ประเภทที่ถูกบังคับให้แต่งงานกัน ไม่ได้มีความรักซึ่งกันและกัน ไม่ได้มีความผูกพัน ไม่ได้มีความปราถนาต่อกัน เป็นแบบมีเหตุให้ต้องมาใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน

แต่เมื่อไรก็ตามที่เริ่มเอา 2 วงเข้ามาประกบ อย่างวงที่ 1 มารวมกับวงที่ 2 เกิดความผูกพันไว้วางใจขึ้นมาก่อน แล้วก็มามีความปราถนาทางกาย แบบนี้เขาเรียก รักโรแมนติค เป็นรักแบบไม่ต้องการการจดทะเบียน ไม่ต้องการพันธสัญญา แต่ก็สามารถอยู่กินกันแล้วมีความรู้สึกที่เป็นสุข มีความสุขเกิดขึ้น

ถ้าเป็นรัก 2 วงจากวงที่ 1 และวงที่ 3 คือมีความผูกพันไว้วางใจ กับพันธสัญญาทางใจ แต่ไม่มีความปรารถนาทางกาย แบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นรักวัยทอง เป็นรักในกลุ่มของพ่อแม่ที่สูงวัยแล้ว อยู่กินกันได้ มีความผูกพันนะ มีความไว้วางใจ มีความรักนั่นแหละ มีพันธสัญญา แต่ความปรารถนาทางกายลดน้อยลงไป

และถ้ารักเกิดจาก 2 วงของวงที่ 2 และวงที่ 3 ความปรารถนาทางกายและพันธสัญญาทางใจ แต่ไม่มีความผูกพันไว้วางใจ ประเภทนี้มักเกิดจากถูกบีบบังคับ แล้วสุดท้ายลงเอยด้วยการมีเพศสัมพันธ์

แต่รักที่สมบูรณ์แบบ ที่ดีที่สุดจะต้องเกิดขึ้นจาก 3 วง คือมีทั้ง ความผูกพันไว้วางใจ ตามมาด้วยพันธสัญญา แล้วตามมาด้วยความปราถนาทางกาย ถ้าเรียงร้อยมาในลักษณะอย่างนี้ ถ้ามีครบทั้ง 3 วงแบบนี้ เราเรียกว่า รักที่สมบูรณ์แบบ

อย่าให้ลูกสำลักความรัก

คนเป็นพ่อแม่ ด้วยหัวจิตหัวใจของความเป็นผู้ใหญ่ รู้อยู่แก่อกว่าในชีวิตของคนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบ แล้วไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยเจอกับความผิดหวัง ชีวิตมนุษย์เจอกับความผิดหวังตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ลูกของเราหรือแม้กระทั่งคนที่เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน เมื่อพบกับความผิดหวังแล้วเขาสามารถจัดการกับความผิดหวังนั้นได้

ถ้าว่าตามทฤษฏีจิตสังคมก็คือ ในวิถีชีวิตวันๆ หนึ่ง ผู้คนสมาชิกในครอบครัวจะต้องเจอกับเรื่องดีๆ เกินครึ่ง อาจจะ 60% ส่วนอีก 40% ที่เหลืออาจต้องเจอกับเรื่องที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก ไม่ถูกใจนัก แต่ก็ต้องเจอ และเมื่อเจอแล้วก็ต้องผิดหวังให้เป็นให้ได้

ถ้ามองให้เป็นรูปธรรมก็คือ ในวิถีชีวิตวันๆ หนึ่ง ถ้าจะเลี้ยงลูกตามใจตลอด 100% หมอจะบอกว่ามันไม่ใช่ อย่างมากที่สุดก็น่าจะแค่ 60% เท่านั้น ส่วนอีก 40% เขาต้องพร้อมเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค ซึ่งพ่อแม่สามารถที่จะใส่โจทย์และปัญหาเข้าไปให้เขาได้รู้จักในการที่จะ แก้ไข รู้จักที่จะจัดการ กับวิถีชีวิตของตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นเมื่อเขาเจอกับวิกฤตชีวิตจริงๆ ของเขา เขาจะไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา และเรายังสามารถอยู่ต่อได้

หมอหมายถึงว่าบางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะ จำเป็นต้องปฎิเสธการให้ แม้ว่าความรักคือการให้และเสียสละก็ตาม แต่การให้และเสียสละนั้นควรอยู่บนฐานของความผูกพันและไว้วางใจ ไม่ได้อยู่บนฐานที่เอาอะไรก็ได้ทั้งนั้น และถ้าดูจากทฤษฎีจิตสังคมแล้ว การให้เราให้ได้ในระดับหนึ่ง แต่อีกระดับหนึ่งเราไม่จำเป็นต้องให้ก็ได้ ถ้าพ่อแม่พินิจพิเคราะห์แล้วคิดว่าอันนี้ไม่ขอให้ ให้ไปก็ไม่เกิดประโยชน์ ให้ไปก็อาจจะเป็นโทษ ถ้าเป็นอย่างนั้นไม่มีความจำเป็นต้องตามใจ อย่าให้เด็กสำลักความรัก เขาอาจจะต้องเจอกับความผิดหวัง ถ้าพ่อแม่ประเมินแล้วว่าสิ่งที่เขากำลังขอ สิ่งที่เรากำลังให้อยู่นั้นเป็นพิษเป็นภัยต่อเขา ก็จำเป็นต้องให้เขาเจอกับการถูกปฏิเสธ เจอกับข้อขัดแย้ง ข้อที่อาจจะขัดข้องหมองใจ แต่เขาต้องรู้จักจัดการกับสิ่งนั้นให้ได้ ซึ่งพ่อแม่จะต้องเป็นคนเสริมเติมตรงนั้นๆ

รักอย่างเดียวคงยังไม่พอ

หมอเคยทำครอบครัวบำบัด แล้วได้ทักษะที่ดีจากพ่อคนหนึ่ง เขาเล่าให้หมอฟัง แล้วเราก็นั่งวิเคราะห์ด้วยกัน จนได้ข้อคิดออกมาว่า สามีภรรยาที่ดีต่อกัน ต้องมีองค์ประกอบนอกเหนือจากเรื่องของความรัก นั่นคือการเป็นผู้ฟังที่ดี ถ้าจะเป็นผู้ฟังที่ดีได้ พื้นฐานหลักธรรมที่ต้องมีอยู่ในหัวจิตหัวใจของตัวเองเลยก็คือ ขันติ ความอดทนอดกลั้น แล้วก็การมองบวก ถ้ามีหลักธรรมนี้อยู่ก็จะทำให้สามารถเป็นผู้ฟังที่ดีได้

การเป็นผู้ฟังที่ดีมี 3 ระดับ ก็คือ ฟังอย่างเดียว, ฟังแล้วสะท้อนความรู้สึกทำให้คนเล่าอยากเล่าต่อ และสุดท้าย คือ การเอาปัญหามาแก้ด้วยกัน

ทุกวันนี้ที่สามีภรรยาไม่เข้าใจกัน หย่าร้างกัน เพราะไม่มีใครเป็นผู้ฟัง จริงๆ แล้วแค่การให้และเสียสละไม่เพียงพอ ในชีวิตเราเราอยู่ท่ามกลางความตึงเครียด การที่คนที่รู้ใจของเราคนหนึ่งยอมนั่งลงฟัง โดยที่มีความอดทนอดกลั้น บวกกับมีทัศนคติที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้คู่ชีวิตอยู่เคียงข้างกันได้อย่างยาวนานครับ

บทความแนะนำ

HPV ไวรัสมะเร็งปากมดลูกที่ผู้ชายก็เป็นได้
10 ท่าเซ็กซ์ยอดนิยม ตั้งท้องก็ทำได้
เคล็ดลับเรียกพลังของแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกจนดึก และตื่นไปทำงานตอนเช้า
ยุทธการสู้แดด ดูแลลูกน้อยหน้าร้อน

Facebook Comment