เมื่อลูกเป็นก้างขวางคอ

ก้างขวางคอ, ความสัมพันธ์, เพศสัมพันธ์, ชีวิตคู่, ตั้งครรภ์

คุณ พ่อคุณแม่ทุกคนย่อมดีใจที่ลูกน้อยสุดที่รักได้เกิดมาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบ ครัว เรียกว่าดีใจจนลืมไปเลยว่า เจ้าลูกตัวดีนี้แหละที่จะมากลายเป็นคู่แข่งสำคัญ ตัวขัดจังหวะ ตัวเกะกะสำหรับเรื่องบนเตียงในภายหลัง

ตอนที่ตั้งครรภ์อยู่คุณ พ่อคงไม่ได้ว่าอะไร ยังไงเพื่อลูกก็อดกันได้อยู่แล้ว แต่ระวังนะครับ เจอบ่อยๆที่แอบไปเที่ยวซุกซนมีเล็กมีน้อยตอนเมียท้องนี่แหล่ะ คอยจับตาดูไว้ให้ดีก็แล้วกัน

สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

หลังคลอดเป็นช่วงที่บางที ก็ดูดีมีความสุข บางทีก็เหมือนมีอะไรขาดหายไป บาง ครั้งนึกไปนึกมาก็นึกไม่ออกว่าชีวิตมันขาดอะไรไป ....นั่นเพราะตอนนี้เป็นช่วงที่ยังเห่อลูก อยู่ครับ เลยไม่ได้สนใจเรื่องอื่น แถมหลังคลอดก่อนกลับบ้านหมอยังสั่งเอาไว้ไม่ให้ยุ่งกันตั้ง เดือนครึ่ง ต้องเชื่อหมอเอาไว้ก่อน แต่ก็แอบนับวันนับคืนอยู่ทุกวัน..กะว่าจะตกเบิกซะเจ็ด วันรวด พอถึงวันที่หมายมั่นปั้นมือเอาไว้ ลูกก็ดันไม่ยอมนอน ต้องอุ้มกันทั้งคืน เมียมัวแต่ สาละวนเรื่องลูก ก็เลยได้แต่นอนหง่าวก่ายหน้าผาก..ก็เลยเริ่มรู้แล้วว่านี่ล่ะคือชีวิตที่ เปลี่ยนแปลงไป



หนึ่งคนสองบทบาท

มันก็เหมือนหนึ่งประเทศ แต่สองระบบนั่นเองครับ คือผู้หญิงหนึ่งคนที่ต้องทำหน้าที่ ทั้งเป็นเมีย และเป็นแม่ในเวลาเดียวกัน แต่ดูเหมือนว่าสัญชาติญาณของความเป็นแม่จะเด่นกว่าในผู้หญิงทุกๆคน ทำให้คุณแม่ทั้งหลายให้เวลาดูแลลูกมากกว่าดูแลสามี สุด ท้ายก็กลายเป็นปัญหารักสามเส้าที่ผู้ชายอย่างเราต้องกลายเป็นผู้แพ้ แต่เรื่องนี้ก็แฮปปี้เอ็น ดิ้งได้ไม่ยากหรอกครับ ที่สำคัญต้องมีความสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-แม่-ลูก ที่พอ เหมาะพอเจาะ ตัวแม่ก็ไม่ใช่สนใจแต่ลูกจนลืมพ่อ ก็ต้องมีเวลาแอบสวีตกันบ้าง พ่อก็ไม่ ใช่ปล่อยให้แม่ทำหน้าที่เลี้ยงลูกคนเดียวต้องคอยช่วยเหลือดูแลลูกด้วยจะได้ เป็นการแบ่งเบา ภาระ การมีกิจกรรมร่วมกันนี่แหละจะทำให้รู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้น หลังจากห่างเหินกันไปนาน ถ้าสั่งได้ก็ต้องให้ลูกเงียบๆหน่อยอย่าโยเย คุณพ่อคุณแม่จะได้มีเวลาจู๋จี๋กันบ้าง




เอาก้างไปไว้ให้ไกลคอ

คนบ้านเราส่วนมากจะให้ลูก นอนเตียงเดียวกับพ่อกับแม่ มีลูกสามคนก็นอนก่าย กันไปก่ายกันมาบนเตียงเดียวนั่นแหละ แต่แปลกนะยังอุตส่าห์ท้องสองท้องสามตามมาได้ อีก ไม่รู้ไปแอบทำอะไรกันตรงไหน ทางที่ดีตอนก่อนคลอดควรวางแผนกันเอาไว้ก่อน ว่าจะให้ลูกนอนตรงไหน จะให้แยกเตียง หรือนอนเตียงเดียวกัน

ที่ดีที่สุดให้นอนแยก เตียงตั้งแต่แรกคลอดเลยจะดีกว่า เตียงเด็กอ่อนที่มีล้อลากไป ลากมาได้ มีที่กั้นด้านข้างกันเด็กตกมีขายกันเยอะแยะ เวลานอนก็นอนห้องเดียวกัน แต่แยก ลูกไปนอนอีกมุม ถ้าลูกตื่นกินนมก็ลากเอาเตียงมาชนกัน พอหลับก็ลากเตียงไปอีกมุมเหมือน เดิม เลี้ยงแบบนี้ตั้งแต่เกิด ลูกก็จะชินกับการนอนเตียงแยกไปเอง พ่อกับแม่ก็นอนกันสองคน บนเตียงสบายไม่ต้องมีใครมาเป็นก้างขวางคอ บางคนให้ลูกนอนแยกแบบนี้ได้นานเป็นปีๆจน กว่าลูกจะโตแยกห้องไปเอง แต่บางคนใจอ่อน พอลูกร้องก็อุ้มมานอนบนเตียงเดียวกัน ให้ นมไปเพลินๆก็หลับไปบนเตียงเรานี่แหละ อยู่ไปอยู่มาเลยนอนรวมกันซะเลยหมดเรื่องหมดราว เตียงลูกก็เอาไว้ตากผ้า สุดท้ายหนีไม่พ้นที่ต้องนอนเตียงรวมกัน




นอนตรงไหนดีถ้าต้องนอนรวมกัน

ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ หรือทำยังไงลูกก็ไม่ยอมแยกไปนอนในที่ของเขา สุดท้ายก็ต้องนอนรวมกัน พ่อแม่หลายคนมักให้ลูกนอนตรงกลาง ลูกจะได้ไม่กลิ้งตกเตียง คิดแบบนี้มันง่ายไปหน่อยครับ ตอนแรกๆไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่นานๆเข้าคุณพ่อคุณแม่ก็ ได้แต่นอนมองตากันปริบๆคนละฝั่งเตียง ยิ่งนานวันก็ยิ่งรู้สึกห่างเหิน ไม่เคยได้นอนกอด นอนสัมผัสกันเลย ... ลองใช้ที่กั้นเตียง หรือไม่ก็เลื่อนเตียงไปชิดผนัง ลูกจะได้นอนริม คุณแม่นอนตรงกลาง คุณพ่อนอนอีกข้าง แค่นี้คุณแม่ก็สามารถทำหน้าที่ทั้งเป็นแม่ ทั้งเป็นภรรยาได้ทั้งสองอย่าง รับรองไม่มีห่างเหิน




มอมนมลูกให้หลับสนิท

พอถึงช่วงเวลาเข้าด้าย เข้าเข็ม คุณพ่อคุณแม่มักกลัวว่าลูกจะตื่น แล้วก็มีเยอะ ที่ลูกหูไว เสียงดังนิดหน่อยก็ตื่นแล้ว ลูกตื่นก็เหมือนระฆังหมดยก ทำอะไรกันอยู่ต้องเลิก ต้องไปให้นมลูก ครั้นจะเอาเขานอนใหม่อีกรอบ ยอมปล่อยให้อารมณ์ค้างไปก่อน เดี๋ยวค่อย มาว่ากันใหม่ ...แต่ปรากฏว่าพอลูกนอนหลับแล้วหันไปดูคุณพ่อก็หลับอ้าปากหวอไปแล้ว เหมือนกัน...สุดท้ายก็ต้องนอนหลับไปแบบครึ่งๆกลางๆทั้งคู่

ดังนั้นตอนจะเข้านอนต้อง พยายามให้นมลูกมื้อสุดท้ายก่อนนอนให้เต็มอิ่ม พออิ่ม เต็มที่ก็จะหลับยาวสะเทือนยังไงลูกก็ไม่ค่อยตื่นหรอกครับ ..พอเอาลูกเข้านอนเรียบร้อย แล้วอย่ารอช้า มัวไปทำอย่างอื่นเดี๋ยวก็ถึงเวลาลูกตื่นพอดี ...ช่วงนาทีทองจะทำอะไรก็ รีบๆทำซะ




พรางตัว

เวลาคนเรามีอะไรกันโดยมาก แล้วก็ต้องเป็นที่ที่ลับเฉพาะ มีกันแค่สองคน ไม่มีบุคคลที่สาม ที่สี่ที่ห้าอยู่ในห้องเดียวกันหรอกครับ หากในห้องนอนมีกันอยู่หลายคน มันรู้สึกพะวงไม่มั่นใจยังไงชอบกล เลยทำให้เรื่องอย่างว่าไม่ค่อยมีรสมีชาติเหมือนเมื่อก่อน ยิ่งเดี๋ยวนี้ถ้านอนเตียงสปริง ทำอะไรกันทีสะเทือนไปทั้งเตียง บางทีต้องจับขาลูกเอาไว้ ด้วยกลัวจะเด้งตกเตียงไปเสียก่อน บ้างก็ต้องเอาผ้าห่มมาคลุมเอาไว้ ทำอะไรกันใต้ผ้าห่ม ลำบากนิดหน่อย ร้อนก็ร้อนแต่สบายใจดี ลูกดันตื่นขึ้นมาก็ไม่ต้องแก้ตัวอะไรมาก หรือ บางทีปล่อยให้ลูกยึดเตียงไปซะเลย พอลูกหลับก็ชวนกันไปดูหนังที่ห้องอื่นแทน ถือว่าเป็น การเปลี่ยนบรรยากาศไปในตัว จะได้ไม่จำเจอยู่แต่บรรยากาศเก่าๆ




ข้อแก้ตัว

ลูกเล็กๆรับรองได้ว่าเขา ไม่รู้หรอกว่าคุณพ่อคุณแม่ทำอะไรกันอยู่ หากบังเอิญกำลังปฏิบัติกิจ หันไปเห็นลูกนั่งตาแป๋วอยู่พอดีจะทำอย่างไร ...ผมว่าคงต้อง ยอมผิดศีลมุสาไปก่อน อาจจะบอกว่าเล่นขี่ม้าอยู่ ออกกำลังกายกันอยู่ เกาหลังให้คุณแม่ อยู่ อากาศมันร้อนเลยถอดเสื้อผึ่งลมเล่นอะไรทำนองนี้.. ไม่มีใครหรอกครับที่ไปบอกลูก ตรงๆว่าจริงๆแล้วทำอะไรอยู่ ต้องโกหกไว้ก่อน ลูกไม่ได้สนใจอะไรหรอกครับ เพียงแต่ได้ยินเสียงครวญครางเลยตกใจตื่นมาก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าลูกโตมากแล้วก็อย่าไว้ใจนะครับ เขาอาจจะรู้เรื่องแล้ว เด็กสมัยนี้รู้เรื่องอย่างว่าเร็วจะตายไป ...ให้ย้ายห้องไปนอนที่อื่น ดูจะปลอดภัยที่สุด




เรียกความเป็นส่วนตัวกลับคืนมา

ถ้าใจอ่อนให้ลูกมานอน เตียงเดียวกันแล้วก็ต้องกำหนดเวลาเอาไว้ให้ชัดเจนเลย นะครับว่าจะให้ลูกนอนอยู่ด้วยถึงกี่ขวบกันแน่ ไม่ใช่นอนก่ายรวมกันจนโต ปกติประมาณ 4-5 ขวบก็แยกห้องกันได้แล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ แรกๆต้องหลอกล่อกันพอสมควร ห้องก็ให้เขาเลือกสีเอง จะติดรูปคิตตี้ รูปยอดมนุษย์ก็ต้องช่วยเขาติด ให้รู้สึกว่าห้องนั้นเป็น ของเขา ให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ทำการบ้าน เล่นของเล่นก็พยายามให้มาเล่นในห้อง เขาเอง แล้วเอาเขาเข้านอน นอนเป็นเพื่อนจนลูกหลับ แล้วค่อยย่องกลับมานอนห้องตัว เอง แค่นี้วันชื่นคืนสุขที่เคยนอนกันส่วนตั๊วส่วนตัวก็กลับมาหวานชื่นเหมือนเดิม อีกครั้ง แต่ บอกไว้ก่อนว่าเด็กๆเขาอ่อนไหวกลัวอะไรกันได้ง่ายๆ แค่เผลอให้ดูหนังผีน่ากลัวๆแค่ครั้ง เดียวก็ไม่ยอมไปนอนคนเดียวอีกเลย ต้องไปนอนเป็นเพื่อนอีกตั้งนานกว่าจะหายกลัว ...พ่อก็เลยพลอยเหี่ยวแห้งตามไปด้วย



ครอบครัวของหลายๆคนที่มี ลูกกันแล้วมักจะเจอปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของคุณพ่อ คุณแม่เปลี่ยนไปจากแต่ก่อน จากความหวานชื่นแบบหนุ่มสาวก็ดูจะจืดจางลง ยิ่งนานวันก็ยิ่ง ดูห่างเหิน ..บางทีนึกไม่ออกเหมือนกันว่าอะไรมันเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมองดูด้านหนึ่ง ก็พบว่าลูกเป็นเหมือนสายใยให้ครอบครัว แต่บางครั้งลูกก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพ่อแม่จืด จางลงได้เหมือนกัน ดังนั้นทุกคนในครอบครัวต้องดูแลบทบาทของตัวเองให้สมดุล คุณพ่อต้อง เป็นพ่อที่ดี และสามีที่ดี คุณแม่ก็ต้องเป็นแม่ที่ดีและเมียที่ดีในเวลาเดียวกัน แบ่งเวลาให้กัน มีเวลาให้กันทั้งแบบครอบครัวและแบบสองต่อสอง ...ต่อไปจะมีลูกอีกซักกี่คนความรักก็ไม่ มีวันจืดจาง...ตอนนี้ก็ถึงคราวคุณแม่ MAMAN ต้องลองดูว่าจะเลือกวิธีไหนเพื่อช่วยให้ชีวิตคู่ ยามค่ำคืนกลับมาสุขสมอีกครั้ง

Facebook Comment