ตามรอยเสด็จในหลวงรัชกาลที่ ๙ เลย...เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม

     ในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่๙  ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรในพื้นที่จังหวัดเลยเป็นครั้งแรก ได้ประทับเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่ง จากจังหวัดขอนแก่น เสด็จฯ ไปยังหลังแป อุทยานแห่งชาติภูกระดึง ได้ประทับช้างที่กรมป่าไม้จัดถวาย เพื่อทอดพระเนตรทัศนียภาพบนยอดภูกระดึง ต่อจากนั้นทรงปลูกต้นสนสามใบ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่สถานที่และเป็นอนุสรณ์ในการเสด็จฯ ครั้งนี้ ซึ่งต่อมาได้พระราชทานให้เป็นต้นไม้ประจำจังหวัดเลย
 
     ในวันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๘  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่๙  ประทับพลับพลาหน้าศาลากลางจังหวัดเลย ซึ่งเป็นที่ประทับแรม ได้มีกระแสพระราชดำรัส กับประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ ความว่า ทรงเป็นห่วงที่ราษฎรมีความยากลำบาก และขอให้มีความมานะอดทน ในการทำมาหากิน นอกจากทำนาแล้วให้ทำครั่งด้วย เพื่อเป็นการเพิ่มพูนรายได้อีกทางหนึ่ง ขอให้ทุกคนมีความสามัคคีกลมเกลียวเพื่อชาติบ้านเมือง
     และได้เสด็จฯ ไปอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำหมาน ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำคอนกรีตแห่งแรกของภาพตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อเสด็จฯ กลับ ทรงขับรถยนต์พระที่นั่งด้วยพระองค์เอง ขับผ่านเมืองเลยช้าๆ เพื่อให้ชาวเมืองเลยได้ชมพระบารมีอย่างใกล้ชิดไปยังสนามบินบ้านนาอาน
 
     จากวันนั้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนจังหวัดเลยอีกหลายต่อหลายครั้ง ดังนี้
     พุทธศักราช ๒๕๑๐  ได้เสด็จฯ ประทับเฮลิคอปเตอร์ ไปยังสนามหน้าโรงเรียนสโมสรวิทยาลัย ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดชาย ประทับรถยนต์พระที่นั่ง ไปยังบริเวณก่อสร้างอาคารศาลากลางจังหวัดเลย หลังใหม่ เสร็จแล้วได้เสด็จฯ เยี่ยมพสกนิกรชาวจังหวัดเลยที่มาเฝ้าบริเวณสนามอย่างเนื่องแน่น
 
     วันที่ ๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๒ เสด็จพระราชดำเนินเปิดอาคารศาลากลางจังหวัดเลย และพระราชทานพระพุทธนวราชบพิธ ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดเลยเพื่อให้เป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัดเลย  
 
     วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรชาวบ้านหมากแข้ง ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย ทีตั้งในหุบเขา ราษฎรมีจิตใจรักถิ่นฐานยิ่ง ได้พระราชทานอุปกรณ์กีฬาให้แก่นักเรียน ถุงยังชีพพระราชทานแก่ผู้ใหญ่บ้าน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัคร
 
     วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเหล่าสมาชิกไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดเลย  
 
     วันที่ ๒๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๔ เสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคงบริเวณห้วยปลาดุก บ้านชมเจริญ ทรงพระราชทานหนังสืออนุญาตให้ได้รับการผ่อนผันให้มีสิทธิทำกินชั่วคราวในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ครั้งที่ ๑ (สทก.๑) แก่ราษฎร จำนวน ๔๐๐ ครอบครัว จัดตั้งเป็นหมู่บ้านป่าไม้ จำนวน ๒ หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านชมเจริญ อ.ปากชม และบ้านน้ำสวยห้วยปลาดุก อ.นาด้วง
 
     การเสด็จเยี่ยมเยียนพสกนิกรในพื้นที่ต่างๆ นั้น นำมาซึ่งโครงการในพระราชดำริมากมาย เพื่อทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเมื่อครั้งเสด็จเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงซื้อที่ดินจำนวน ๓๙ ไร่ บริเวณบ้านเดิ่น อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ โดยที่ดินผืนนี้มีโฉนดอันมีพระนามเต็มของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙  เป็นเจ้าของอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และที่ดินผืนนี้ได้ใช้เป็นพื้นที่ทำโครงการตามพระราชดำริ "พัฒนาปศุสัตว์ตามพระราชดำริ อ.ด่านซ้าย"
 
 
     ต่อมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่า บริเวณข้างเคียงเป็นที่ดินสาธารณะประมาณ 1,200 ไร่ ที่ใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กรมปศุสัตว์เข้าไปดำเนินการสำรวจพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์สาธิตด้านปศุสัตว์ และพระราชทานเปลี่ยนชื่อโครงการเป็น “โครงการศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ ตามพระราชดำริ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย” และภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็นศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ ตามพระราชดำริ อำเภอด่านซ้าย ซึ่งเป็นโครงการในพระราชดำริที่ให้ความรู้และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ในด้านของเกษตรกรรมและการเลี้ยงสัตว์ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
 
และอย่างที่ทราบกันดีว่า ในอดีตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยหลายๆ พื้นที่ถูกคุกคามโดยผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ในส่วนของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลยก็อยู่ในพื้นที่ที่ถูกผู้ก่อการร้ายคุกคามเช่นกัน
     วันที่ ๕-๖ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๙  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐  โดยพระยศในขณะนั้นคือ ร้อยเอกสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ได้ประทับเฮลิคอปเตอร์ เสด็จฯ เยี่ยมตำรวจ ทหาร และอาสาสมัคร ที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดน คุ้มครองบ้านหมากแข้ง ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ได้เสด็จฯ นำกำลังทหารออกปฏิบัติการบริเวณจุดซุ่มยิงของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ และประทับแรมที่ฐานปฏิบัติการของทหาร จนรุ่งเช้าได้เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรที่บ้านเรือนเสียหายจากการต่อสู้ และได้รับสั่งให้มีการซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพดี
 
     โดยในวันนั้นพระองค์ได้เสวยพระกระยาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นอย่างเรียบง่าย โดยทรงใช้ช้อนสังกะสีและจานสังกะสีเพียงเท่านั้น
 
     วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๙ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ ได้เสด็จฯ กลับมาอีกครั้งเพื่อตรวจผลการซ่อมแซมบ้านเรือนราษฎร ซึ่งสร้างความปิติยินดีแก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ราษฎรชาวหมากแข้ง รวมถึงทหาร ตำรวจ และอาสาสมัครที่ปฏิบัติการอยู่ ณ ที่แห่งนั้นเป็นอย่างมาก
 
 
          หากพูดถึงอำเภอด่านซ้าย หลายคนต้องนึกถึงพระธาตุศรีสองรักและประเพณีผีตาโขน ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน 7 ที่วัดโพนชัย
 
พระธาตุศรีสองรัก  ใครที่ได้มาไหว้พระธาตุศรีสองรักนี้ เชื่อว่าความรักและสัมพันธภาพนั้นจะมั่นคงสืบไป
 
ประเพณีผีตาโขน  ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน 7 ที่วัดโพนชัย
 
            และสำหรับคนที่อยากเที่ยวชมเทศกาลผีตาโขนไปพร้อมๆ กับการตามรอยเสด็จฯ โครงการศูนย์พัฒนาปศุสัตว์ ตามพระราชดำริ สามารถเดินทางมาที่อำเภอด่านซ้ายได้ คุณก็จะได้ทั้งความรู้ทางด้านประเพณีและวัฒนธรรม และเยี่ยมชมโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๙  ด้วย
 
 
การเดินทางมาจังหวัดเลย
รถยนต์ :
  • จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน ผ่านตัวเมืองสระบุรี จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 203 ผ่านอำเภอหล่มสัก หล่มเก่า เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูเรือ ถึงตัวเมืองเลยใช้เวลาเดินทางประมาณ 7-8 ชั่วโมง
  • หรือจากจังหวัดสระบุรี ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น รวมระยะทาง 536 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 12 ผ่านอำเภอชุมแพ แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 201 เข้าเขตจังหวัดเลยที่อำเภอ ภูกระดึง อำเภอวังสะพุง ถึงตัวเมืองเลย รวมระยะทาง 540 กิโลเมตร
รถโดยสาร :
  • บริษัท ขนส่ง จำกัด มีรถโดยสารประจำทางวิ่งระหว่างกรุงเทพฯ-เลย ทุกวัน ทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง รายละเอียดสอบถามที่สถานีขนส่ง หมอชิต ถนนกำแพงเพชร 2 โทร. 0 2936 2841-8, 0 2936 2852-66 หรือ www.transport.co.th
  • นอกจากนั้นยังมีบริษัทเดินรถเอกชนที่วิ่งบริการ ได้แก่ บริษัท แอร์เมืองเลย จำกัด กรุงเทพฯ โทร. 0 2936 0142 สาขาเลย โทร. 0 4283 2042 ห้างหุ้นส่วนจำกัด ชุมแพ ทัวร์ กรุงเทพฯ โทร. 0 2936 3842 สาขาเลย โทร. 0 4283 2285 บริษัท เพชรประเสริฐ จำกัด กรุงเทพฯ โทร. 0 2936 3230 สาขาอำเภอภูเรือ โทร. 0 4289 9386 สาขาอำเภอด่านซ้าย โทร. 0 4289 1908
 
รถไฟ :
จังหวัดเลยไม่มีสถานีรถไฟ แต่สามารถนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟหัวลำโพงมาลงที่สถานีรถไฟอุดรธานีและต่อรถ โดยสารประจำทางไปจังหวัดเลย สอบถามรายละเอียดได้ที่ หน่วยบริการเดินทาง การรถไฟแห่งประเทศไทย โทร. 1690, 0 2233 7010, 0 2223 7020 หรือ www.railway.co.th หรือ สถานีรถไฟอุดรธานี โทร. 0 4222 2061
เครื่องบิน :
ปัจจุบันมีสายการบินที่บินตรงสู่เลย คือ สายการบินนกแอร์ โทร. 1318 www.nokair.com และ สายการบินแอร์เอเชีย โทร.0 2515 9999 www.airsasia.com
 
การเดินทางไปภูกระดึง
            สำหรับผู้ที่สนใจอยากตามรอยเสด็จฯ บนภูกระดึง ซึ่งจะเปิดให้เดินขึ้นภูได้เป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม ถึง 31 พฤษภาคม โดยการเดินทางที่สะดวกที่สุด คือ
  1. ถ้ามารถโดยสารสาธารณะให้มาลงที่ผานกเค้า แล้วนั่งรถสองแถวไป ที่ทำการอุทยานฯ (ราคาสองแถว 20 บาท/คน)
  2. หรือลงที่หน้าอำเภอ ภูกระดึง เหมารถมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปลงที่ทำการอุทยาน
โดยการจะขึ้นภูกระดึงได้จะต้องไปถึงที่ทำการอุทยานฯ ก่อนบ่ายสองโมง ถ้ามาช้ากว่านั้นก็ต้องรอขึ้นในเช้าวันถัดไป และควรศึกษากฎการขึ้นภูกระดึงให้ละเอียด และเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการเดินขึ้นเขาในระยะไกลด้วย
 
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อพท.

Line@ : @dastatravel

เพิ่มเพื่อน


ที่มา : 
หนังสือรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจ พระบารมีปกเกล้า ชาวเมืองเลย
loei-report54.doc
http://headshot.tnews.co.th/contents/208875/
http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000030301
http://place.thai-tour.com/loei/dansai/271
https://www.facebook.com/phitakhonmuseum/
http://www.xn--o3cwalj6fsde3e.com/2012/10/blog-post_19.html
 

Facebook Comment