เรื่องเล่า "เบ่งคลอดลูกแบบนาทีต่อนาที" ของคุณแม่คนไทยในห้องคลอดอเมริกา


การคลอดลูกถือว่าเป็นที่สุดของคนเป็นแม่จริงๆ ค่ะ วันนี้เรามีเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง เบ่งคลอดจริง เจ็บจริง ของคุณแม่อั้ม ชญาภา ที่จะมาเล่าการคลอดลูกสาว Daphne (ด๊าฟนี่) แบบนาทีต่อนาทีจากห้องคลอดในอเมริกา San Francisco Bay Area, California

คลอดลูก, คลอดลูกธรรมชาติ, คลอดลุกแบบธรรมชาติ, การคลอดลูก, เบ่งคลอด, คลอดลูกเมืองนอก, คลอดลูกต่างประเทศ, ห้องคลอด, บล็อกหลัง, บล๊อคหลัง, แม่เตรียมคลอด, แม่ท้อง, แม่ตั้งครรภ์, วิธีคลอดลูกแบบธรรมชาติ

วันนี้จะมาเล่าเรื่องการคลอดลูกที่อเมริกามาให้ฟังค่ะ ถือว่าแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยการบล็อกหลังแบบคลอดเอง ลูกคนแรกอายุครรภ์ 38 สัปดาห์ 2 วัน คลอดวันที่ 25 พ.ค. 2560
  • Daphne เป็นลูกคนแรก บ้านนี้เลยเข้าเรียนการเตรียมตัวคลอดลูกกับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นกับทางโรงพยาบาล
  • ถ้าไม่มีเหตุสุขภาพจำเป็นจริงๆ คุณลูกและคุณแม่แข็งแรงดี หมอจะให้คลอดเองค่ะ เชื้อโรคตามธรรมชาติที่ลูกผ่านมาทางช่องคลอด จะเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ลูก และร่างกายจะเตรียมตัวผลิตน้ำนมตามธรรมชาติ จะผ่าในกรณีที่การคลอดเองไม่เป็นไปตามแผน เช่นคุณแม่ความดันลด คุณลูกการเต้นของหัวใจดร็อปลง สายสะดือพันคอ เป็นต้น
  • โค้ด 511 คือ ถ้ามีการปวดทุก 5 นาที ปวดนาน 1 นาที ในแต่ละครั้ง จนครบ 1 ชั่วโมง โทรไปโรงพยาบาลแล้วเตรียมตัวไปโรงพยาบาลได้ค่ะ ถ้าปวดไม่ใกล้เคียงกับโค้ด แปลว่าปวดเตือน ไม่ต้องไปโรงพยาบาล แต่ถ้าน้ำคร่ำแตก เตรียมตัวไปโรงพยาบาลได้เลยค่ะ
  • ในกรณีของแม่อั้ม น้ำเดินตอนตีสาม ไปถึงโรงพยาบาลตีห้า พยาบาลตรวจเช็คดูว่าเป็นน้ำคร่ำจริงๆ ไม่ใช่น้ำฉี่ ก็เตรียมตัวรอคลอดเลยค่ะ
  • ที่นี่(อเมริกา) ห้องคลอดกับห้องพักฟื้นจะเป็นห้องเดียวกันเลย เป็นห้องส่วนตัว มีที่นอนสำหรับคนเฝ้า1 คน คุณลูกจะคลอดที่นี่ ทำความสะอาด ชั่งน้ำหนัก ทุกสิ่งอย่างที่นี่ และจะนอนกับแม่ที่นี่ คุณหมอกับพยาบาลจะเข้ามาตรวจในห้องเอง นอกจากคุณลูกจะมีปัญหาสุขภาพอื่นๆที่ต้องการความช่วยเหลือ ถึงจะถูกแยกจากแม่ไป ไม่เช่นนั้นแม่ลูกก็จะอยู่ด้วยกันในห้อง จนถึงเวลาออกจากโรงพยาบาลเลย
  • พยาบาลจะเช็คว่ามดลูกเปิดกี่เซนต์แล้ว คุณแม่มาถึงปากมดลูกเปิด 3 เซ็นฯ แล้วค่ะ
  • คุณหมอเข้ามาซาวนด์เพื่อดูว่าหัวเด็กอยู่ตรงไหนหันด้านไหน
  • พยาบาลมาเจาะเข็มที่มือหรือแขนทิ้งไว้ เผื่อมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องให้ยาหรือผ่าตัด จะให้ยาผ่านทางสายเข็มอันนั้น เข็มนี้จะติดตัวเราไปจนถึงก่อนวันสุดท้ายที่จะออกจากโรงพยาบาล
  • ถึงแม้ว่าจะคลอดเอง แต่ก็งดน้ำ งดอาหาร เลยตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาล กินได้แต่น้ำแข็งก้อน เพราะต้องเตรียมพร้อมเสมอถ้ามีการผ่าเกิดขึ้น
  • แม่อั้มโดนยาเร่งคลอดตอน 6 โมงกว่าๆ (ในปริมาณที่น้อยมาก) แต่ร่างกายตอบสนองดี มดลูกเปิดขึ้นเรื่อยๆ
  • ประมาณบ่าย 2 ปากมดลูกเปิดถึงช่วงที่สามารถจะเบ่งได้แล้ว แต่พยาบาลให้รอไปก่อนเพื่อที่จะได้เบ่งไม่นาน เจ็บตัวน้อยหน่อย
  • ในอเมริกา การคลอดเองสามารถขอยาบล็อคหลังได้ เรียกว่า epidural เพื่อบรรเทาความปวด แต่ต้องเซ็นเอกสารเมื่อตอนแอดมิดเข้าโรงพยาบาล ว่าต้องการยา ถ้าเซ็นไว้ว่าไม่เอายา ไม่ว่าจะขอหมออย่างไรหมอก็ไม่อนุญาต
  • หลายคนจะสงสัยว่าบล็อกหลังแล้วเบ่งเองได้ด้วยหรือ คำตอบคือได้ค่ะ ตัวเราจะติดเครื่องเช็คอัตราการเต้นหัวใจของลูก และการบีบตัวของมดลูก คุณหมอจะให้เราแบ่งตอนที่มดลูกบีบตัว (คนส่วนมากใช้ยาค่ะ)
  • แม่อั้มขอ epidural ไปตอน 10 โมงเช้า เพราะเริ่มทนความปวดไม่ไหว ปวดท้องคลอดลูกนี่เกินคำบรรยายจริงๆ ค่ะ ทนอยู่เกือบชั่วโมง แฟนบอกขอยาเถอะสงสาร หมอให้ยาระงับอาการปวดมาก่อน(ในปริมาณที่น้อยมาก) คุณแม่จำชื่อยาไม่ได้ ยาจะทำให้รู้สึกง่วง ผ่อนคลาย  *** นับถือคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติล้วนๆ จริงๆ ค่ะ***
  • ตอน 10 โมงครึ่ง คุณหมอที่มีความรับผิดชอบเรื่องยาบล็อกหลังมาทำการบล็อกหลังให้
  • เรามีปุ่มกดที่จะสามารถทำให้ epidural เข้าร่างกายในปริมาณที่มากขึ้น ถ้าเรารู้สึกปวด แต่ปุ่มนั้นจะถูก control ไว้ไม่ให้เราได้รับยามากเกินไป ไม่ว่าเราจะกดเพิ่มยาแค่ไหนก็ตามมันก็จะออกมาแค่ที่คุณหมอตั้งไว้ คุณแม่กดไปแค่หนึ่งครั้ง
  • ประมาณเกือบ 4 โมงเย็น พยาบาลเริ่มลองให้เบ่ง ในการบีบตัวมดลูกหนึ่งครั้ง จะเบ่งเป็น 3 ชุด นับชุดละ 1-10 เมื่อพยาบาลเห็นว่ามีแนวโน้มที่ลูกจะออกมาแล้ว ก็จะตามหมอมา
  • พยาบาลอีกหนึ่งคนเอากระจกมาให้ดู ตอนที่เราเบ่ง เพื่อให้ดูว่าเราใกล้แค่ไหนแล้ว เห็นหัวลูกผุดๆ โผล่ๆ อาจจะมีแรงเบ่งมากขึ้น :) แต่ก็ไม่อยากเบ่งแรงมากไป เพราะแม่ไม่มีความรู้สึก อาจจะเกิดการฉีกขาดได้ ภาพที่เห็นไม่น่ากลัวอย่างที่คิด อาจจะเป็นเพราะว่าแม่ไม่ค่อยมีเลือดออกมากด้วย
  • เบ่งอยู่เกือบ 1 ชั่วโมง คุณลูกก็ไหลออกมาค่ะ ต้องยอมรับว่าคลอดง่ายมากๆ
  • ที่นี่จะเน้นให้ลูกได้ สัมผัสกับแม่ก่อน skin to skin ลูกจะมาอยู่บนอกเราหลังจากคลอดเลย ไม่มีการทำความสะอาดทั้งนั้น คุณพ่อก็ตัดสายสะดือไป
  • พยาบาลทำความสะอาดแผล คุณหมอเย็บถ้ามีการฉีกขาด
  • ลูกจะติดสายชื่อแม่ที่ข้อมือ ติดแม่เหล็กตรงเท้า ถ้ามีใครอุ้มลูกออกจากโรงพยาบาลโดยที่ยังมีแม่เหล็กอยู่ alarm จะดัง
  • ลูกจะอยู่บนอกเราประมาณ 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นพยาบาลจะมาทำความสะอาดให้ ห่อตัว ใส่หมวก นอนข้างๆ เตียงกับคุณแม่
  • คุณแม่ต้องตื่นมาให้นมทุก 2 ชั่วโมงถึงแม้ว่าจะมีน้ำนมหรือไม่มีก็ตาม ลูกกับแม่ผิวต้องสัมผัสกันตอนให้นม ลูกจะมีแค่ผ้าอ้อมแม่ก็จะไม่ใส่เสื้อ (ทุกครั้งที่ให้นมถ้าทำได้อย่างนี้เป็นเวลาสามเดือน จะดีมาก ลูกจะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย)
  • จะมีพยาบาลที่คอยดูแลเรื่องการให้นมเข้ามาดูและสอนอยู่เรื่อยๆ
  • คุณแม่จะใส่ ice pack (หน้าตาคล้ายๆ ผ้าอนามัยอันใหญ่) เป็นเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อบรรเทาแผลคลอด เปลี่ยนอันใหม่ถ้าความเย็นหาย, นั่งแช่น้ำอุ่นเป็นเวลา 10 นาทีประมาณหนึ่งสัปดาห์
  • ยาแก้ปวดทุก 6 ชั่วโมง ยาที่ทำให้อุจจาระอ่อนตัว 2 ครั้งต่อวัน
  • คุณแม่อั้มเดินได้เลยหลังจากหลังคลอดไม่กี่ชั่วโมง
  • โดยปกติแล้วจะออกจากโรงพยาบาลหลังจากหลังคลอดได้สองคืน
  • คุณลูกจะได้วัคซีน HepB หลังจากคลอด
  • หลังจากวันคลอดจะมีช่างภาพมาถ่ายรูป เราสามารถซื้อรูปได้ทางออนไลน์ แม่บ้านนี้เลยเตรียมเสื้อผ้าน่ารักๆ มาไว้ถ่ายภาพ
  • น้ำนมคุณแม่มาหลังคลอดได้ 5 วัน ก่อนหน้านั้นจะเป็น colostrum หัวน้ำนม ซึ่งมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก
  • การกลับบ้านจะกลับไม่ได้ถ้าไม่มี car seat เราจะเป็นคนติดตั้ง car seat เอง โดยสามารถให้เจ้าหน้าที่ทางหลวงตรวจสอบความถูกต้องในการติดตั้งได้ เรื่องความปลอดภัยที่นี่เข้มงวดมากค่ะ
  • ลูกบ้านนี้รู้สึกตัวว่าออกมาจากท้องแล้วในคืนที่สอง เค้าจะตื่นบ่อย เอาเข้าอกบ่อยๆ ให้ได้ยินเสียงหัวใจแม่ skin to skin แล้วเค้าจะชินกับโลกนอกท้องมากขึ้น

ขอบคุณที่อ่านนะคะ การคลอดลูกไม่น่ากลัวเลยค่ะ แม่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ น้ำหนักเพิ่มตามเกณฑ์ วันที่คลอดนี่ squat ไป 100 ครั้ง เดินอีกเป็นชั่วโมง เอารถไปล้าง ทำตัวเองให้ active ตลอดนะคะ ลูกจะได้แข็งแรง คลอดง่ายๆ เอาใจช่วยแม่ๆทุกคนค่ะ

อ่านแล้วเห็นภาพ ลุ้นตามไปค่ะ แถมยังได้เกร็ดความรู้เจ๋งๆ อีกเพียบในการคลอดลูก สุขภาพแม่หลังคลอด รวมทั้งการเตรียมตัวพาลูกกลับบ้านที่เราทึ่งมากว่า "ถ้าไม่มี Car Seat จะกลับบ้านไม่ได้" เพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญค่ะ ทีมงานรักลูกขอขอบคุณประสบการณ์ของ คุณแม่อั้ม ชญาภา และน้อง Daphne (ด๊าฟนี่) San Francisco Bay Area, California ค่ะ^^


 

Facebook Comment