ดูแลลูกอย่างไรเมื่อไปสวนสัตว์

 

 

จริงๆ แล้วอย่าว่าแต่สัตว์ป่าเลยนะครับ แม้แต่สัตว์เลี้ยง อย่าง หมา แมว ไก่ นก ฯลฯ พ่อแม่ยังต้องคอยสั่งสอนถึงวิธีเล่นกับสัตว์เลี้ยง และต้องคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยของลูกให้มาก ทั้งเรื่องการฉีดวัคซีนให้แก่สัตว์ ทั้งการปฏิบัติของลูกต่อสัตว์เพื่อไม่ให้มันทำร้ายเราได้ เช่น ไม่ให้ลูกเล่นกับสัตว์เลี้ยงแรงๆ หรือเข้าไปวุ่นวายกับมันตอนกำลังกินอาหาร ตอนที่มันกำลังต่อสู้(กัด)กัน หรือเมื่อมันมีลูกอ่อน หรือห้ามไม่ให้ชะโงกดูนก ดูไก่ใกล้ๆ กรงขังเพราะอาจโดนจิกลูกตา ฯลฯ

ส่วนสัตว์ป่านั้นแม้มาอยู่ในเมืองยังต้องขังอยู่ในกรง หรือแม้แต่ฝึกฝนมามากเท่าใด สัตว์เหล่านี้ก็ยังคงมี “สัญชาตญาณแห่งสัตว์ร้าย” อยู่เต็มเปี่ยม ซึ่งหากวันนั้นอารมณ์มันเกิดแปรปรวนขึ้นมา คนที่รับเคราะห์ก็คือคนที่อยู่ใกล้ตัวมันที่สุด

ดังเช่นเมื่อหลายปีก่อน ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเจ้าเสือลายพาดกลอน อายุ 1 ขวบ (หนักเฉียด 100 กิโลกรัม) ซึ่งผู้เลี้ยงยืนยันว่าฝึกฝนจนเชื่องแล้ว จึงให้มันออกจากกรงมาให้นักท่องเที่ยว  ถ่ายรูปคู่กับมันอย่างใกล้ชิดเพื่อเก็บไว้เป็นที่ระลึก แถมให้ลูบหัวลูบหางมันได้ตามสบาย ที่ผ่านมามันก็ยังไม่เคยทำอันตรายใคร จนเจอเจ้าเด็กน้อยจอมซนคนหนึ่ง ที่เย้าแหย่มันอยู่นั่น กระทั่งเจ้าลายพาดกลอนคงโกรธจัดจึงกัดฉับเข้าให้ที่ต้นคอ

แม้แต่การยืนนิ่งๆ เพื่อถ่ายรูปด้วย ก็ยังไว้ใจไม่ได้อย่างเด็ดขาด เช่น ที่สวนสัตว์แห่งหนึ่งในพัทยา ก็เคยมีเสือลายเมฆตัวเล็กๆ ยาวเพียง 1 เมตร อันเป็นเสือเลี้ยงที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสัมผัสได้ตามสบาย จู่ๆ วันหนึ่งก็กระโดดผลุงเข้าไปงับที่หัวไหล่ซ้ายของเจ้าหนูวัย 3 ขวบ จนเลือดพุ่งกระฉูด

คำแนะนำเพื่อความปลอดภัยเมื่อพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ หรือไปเล่นกับสัตว์ต่างๆ มีดังนี้ครับ

1. อย่าไปลูบเนื้อตัว ไปยืนถ่ายรูปคู่กับสัตว์ป่า แม้แต่การยื่นแขน ยื่นขา หรือไปยืนใกล้ๆ กรงของมันก็ห้ามโดยเด็ดขาด โดยเฉพาะความซนของเด็กที่เราอาจไม่ทันระวัง เช่น ปีนขึ้นไปบนราวเหล็กหรือขอบบ่อซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ เมื่อไปเที่ยวสวนสัตว์จึงใกล้ชิดลูกไว้อย่าให้คลาดสายตา

2.ห้ามลูกป้อนอาหารสัตว์ป่าอย่างเด็ดขาด เพราะแม้แต่การป้อนนมเจ้าเสือน้อย ยังต้องใช้เจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญ ซึ่งรู้วิธีป้อนนมขวดนมอย่างปลอดภัย เช่น การใช้มือประคองใต้คาง แล้วยกหน้าแหงนขึ้น ส่วนเท้าทั้งสอง ก็ต้องให้มันมีที่ยึดเกาะ มิฉะนั้นก็อาจถูกมันข่วนจนบาดเจ็บ เพราะโดยธรรมชาติของมันแล้ว เวลาที่หิวนมพวกมันจะแย่งกันดูดนมแม่  โดยต้องพยายามใช้เท้ากดเข้าไปที่เต้านมของแม่เสือ เพื่อกินนมให้ได้อย่างถนัดถนี่ หน้าของพวกมันจึงต้องแหงนขึ้น เพื่อป้องกันการสำลักนม

โดยเฉพาะการให้อาหารสัตว์ป่าที่โตแล้ว ยิ่งต้องใช้ “มืออาชีพ” เป็นอย่างยิ่ง เช่น เจ้าหน้าที่ผู้เข้าไปให้อาหารเสือในกรง เขาจะต้องหันหน้าสู้ และต้องจ้องเสืออย่างไม่วางตา ในขณะที่โยนอาหารให้มัน ซึ่งนั่นคือวิธีการที่จะทำให้เสือไม่กล้าเข้ามาใกล้ เพราะเสือนั้นมันชอบเล่นทีเผลอ โดยมักจะขย้ำเหยื่อจากทางต้นคอด้านหลังและคนเรานั่นแหละที่มักจะเผลอเข้าจนได้

3.สัตว์ที่ดูเชื่องก็ต้องระวัง บรรดาสัตว์ที่ดูจะเชื่องน่ารัก เช่น แกะ แพะ วัว แม้จะยอมให้ลูกๆ ป้อนอาหารมันบ้าง แต่ก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิดครับ และอย่ายอมให้ลูกๆ ถึงกับไปจุ๊บๆ มันอย่างเด็ดขาด แม้แต่สัตว์เลี้ยงของเราก็เช่นกัน

เหตุเพราะมีความไม่ปลอดภัยหลายประการที่ซ่อนอยู่ที่ใคร ๆ ก็อาจคาดไม่ถึง เพราะการจุ๊บปากหรือจมูกของมัน ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ในช่องปากของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลาย ซึ่งจะติดได้ทางน้ำลาย ทางลมหายใจ นอกจากการหอมๆ กอดๆ ซึ่งทำให้ลูกสูดลมหายใจของสัตว์เลี้ยงเข้าไป หากผิวหนังของลูกมีแผล หรือมีรอยข่วนยิ่งจะต้องระวังให้มาก เพราะว่าเจ้าเชื้อโรคนี้ มันอาจจะเข้าไปทางบาดแผล แล้วก็เข้าไปในกระแสเลือดได้

ไม่เพียงเฉพาะเด็กเท่านั้น ในผู้ใหญ่แบคทีเรียจากช่องปากสัตว์เหล่านี้ก็อันตรายเช่นกัน โดยเฉพาะคนที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง หรือในหญิงตั้งครรภ์ โดยอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าเพียงแค่มีอาการไอ จาม คัดจมูก หรืออาจจะเป็นหวัดธรรมดาๆ แต่แล้วก็กลับมีอาการรุนแรงมากขึ้น ต่อเมื่อให้ไปพบแพทย์ก็จะพบว่า เชื้อโรคชนิดนี้ได้แพร่ไปยังปอด หลอดลม ทำให้เกิดอักเสบอย่างรุนแรง

4. เชื่อฟังคำเตือนของป้ายและเจ้าหน้าที่ คำเตือนต่างๆ ที่อยู่ในสวนสัตว์ว่าต้องต้องปฎิบัติตัวอย่างไร บริเวณไหนห้ามเข้า ตรงไหนเป็นจุดอันตราย พ่อแม่ต้องสังเกตและคอยดูแลลูกๆ ให้ปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นจนนำไปสู่เรื่องเศร้า หรือเหตุการณ์รุนแรง

5. ดูแลลูกๆ ให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา เวลาพาลูกไปเที่ยว ต้องคอยดูแลลูกๆ ให้อยู่ในสายตาตลอดเวลา นอกจากกันพลัดหลงกันแล้ว ยังอาจเกิดอันตรายขึ้นกับลูกๆ ได้ เช่น พลักตก หรืออุบัติเหตุต่างๆ ถ้าเด็กเล็กมากอาจจะใช้สายจูง หรือเป้อุ้มลูกไว้กับตัว



 

การปฐมพยาบาลกรณี ถูกสัตว์กัด

1.รีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำ ถึงไม่มีแผลก็ควรล้างคราบน้ำลายออก โดยล้างผ่านน้ำก๊อก และฟอกสบู่หลายๆ ครั้ง จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียทาบริเวณรอบๆ แผล การล้างแผลต้องทำให้ดีใน 6 ชั่วโมงหลังถูกกัด มิฉะนั้นแผลจะติดเชื้ออักเสบได้ง่าย

2.แผลที่ติดเชื้อง่ายคือแผลที่เป็นรูลึก ล้างให้สะอาดได้ยาก เช่น แผลแมวกัด ซึ่งเขี้ยวแมวจะแหลม เวลากัดไม่กระชากเหมือนหมากัด ที่สำคัญหากกัดบริเวณที่มีเส้นเอ็น เช่น มือ จะติดเชื้อได้ง่ายครับ

3. ห้ามเลือด หากเป็นบาดแผลเลือดออก หลังล้างแผลแล้ว ให้กดบาดแผลด้วยผ้าสะอาดเพื่อห้ามเลือดประมาณ 5 นาที เลือดก็หยุดไหล แต่ถ้าไม่หยุดไหลอาจจะเป็นเพราะถูกเส้นเลือดใหญ่ หรือเด็กที่ถูกกัดเป็นโรคเลือดหยุดยากชนิดใดชนิดหนึ่ง ต้องรีบพาไปหาแพทย์รักษาครับ

4.ฉีดวัคซีน ถ้าสัตว์ฉีดวัคซีนแล้ว และเจ้าของมีหลักฐานยืนยันแน่นอน หากสังเกตเห็นว่าสัตว์ตัวนั้นไม่มีอาการผิดปกติ เด็กหรือผู้ใหญ่ที่ถูกกัดไม่ต้องไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า แต่หากไม่มั่นใจว่าหมา แมว หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ที่กัดนั้นจะเสี่ยงหรือไม่ให้รีบไปพบแพทย์ หากจำเป็นคุณหมอจะทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและฉีดอิมมูโนโกลบูลิน ซึ่งเป็นภูมิต้านทานสำเร็จรูปให้

การแสดงความรักความเอื้ออาทรต่อสัตว์โลกเป็นสิ่งที่งดงามทางจิตใจ ที่เด็กๆ ควรได้เรียนรู้ไว้ แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้เลยก็คือ ความปลอดภัยนะครับ

 

Facebook Comment