วิธีปฐมพยาบาล…พ่อแม่ต้องรู้และทำได้

การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหลายครั้งที่ไม่มีเวลาพอรอหน่วยฉุกเฉิน และหลายครั้งไม่หนักพอจะตามหน่วยฉุกเฉิน การปฐมพยาบาลเด็กจึงเป็นทักษะที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนเหมือนทักษะการเลี้ยงลูกด้านอื่นๆ ซึ่งเราจะมาทบทวนความรู้เรื่องนี้กันครับ

1.หกล้มแผลถลอก ฟกช้ำ

แผลถลอก ล้างแผลให้สะอาดโดยใช้น้ำประปาหรือน้ำสะอาด ชะล้างฝุ่นผงออกจากบาดแผลให้หมด ปิดด้วยผ้าสะอาด หรือผ้าทำแผล โดยทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผลนะครับ

แผลฟกช้ำ ให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งใน 24 ชั่วโมงแรก และหลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบ่อยๆ หากมีเลือดออกหลังล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ให้ห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้อย่างน้อย 5 นาที ก่อนทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผลเช่นกัน

2.ของมีคมบาด ทิ่มแทง

หากเป็นแผลบาด แผลจากของมีคมตัด มีเลือดออกให้กดแผลเพื่อหยุดเลือด เปิดน้ำก๊อกชะล้างแผล โดยเฉพาะถ้าอุปกรณ์ที่บาดไม่สะอาด มีคราบเลอะหรือมีสนิม ชะล้างน้ำมากๆ ให้สะอาด และกลับมากดแผลให้เลือดหยุดกันต่อ ทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผล

ห้ามขันชะเนาะโดยเด็ดขาดครับ ไม่ว่าจะเป็นนิ้วหรือแขนทั้งแขนก็ตาม หลังเลือดหยุดปิดแผลด้วยผ้าสะอาด หากแผลอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น ใบหน้า ข้อมือ หรือแผลยาวกว่า 2 ซม. หรือแผลลึก ควรส่งแพทย์หลังปฐมพยาบาลเองแล้ว เพราะอาจจะต้องเย็บแผล

ถ้ามีอาการบวมให้ประคบด้วยน้ำเย็นรอบๆ เพื่อลดบวม หลังจากนั้นสังเกตการขยับนิ้วหรือมือของเด็ก หากขยับไม่ได้ ให้ระวังเส้นเอ็นฉีกขาด ควรส่งพบแพทย์เพื่อประเมิน ในกรณีที่มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น จำเป็นต้องได้รับการเย็บต่อเส้นเอ็น มิฉะนั้นจะทำให้นิ้วมือไม่สามารถใช้งานได้ดีเหมือนเดิม หากของมีคมทิ่มแทงทะลุ ค้างอยู่ อย่าดึงออกเองครับ ให้ส่งโรงพยาบาลเลย

3.บาดแผลจากดอกไม้ไฟ ไหม้ประทัดระเบิดใส่

การปฐมพยาบาลที่สำคัญประการแรก คือการดับไฟที่ติดตามเสื้อผ้าก่อน อาจราดด้วยน้ำสะอาดที่หาได้ใกล้มือ หรือให้กลิ้งตัวลงกับพื้นหากลามลุกติดเสื้อผ้ามาก หลังจากนั้นปลดเสื้อผ้าส่วนที่ติดไฟ และรีบชะล้างด้วยน้ำสะอาด ห่อส่วนที่เป็นบาดแผลด้วยผ้าสะอาด

หากไม่ใช่การติดไฟ แต่เป็นแรงระเบิดที่ทำให้เกิดบาดแผลห้อยร่องแร่ง ให้รีบชะล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาด เพื่อลดความร้อนและชะล้างเขม่าดินปืนทั้งหลาย และห่อด้วยผ้าสะอาด ก่อนนำส่งโรงพยาบาล

ถ้าบาดเจ็บที่ลูกตา อาจถึงขนาดมีลูกตาแตก หรือสิ่งแปลกปลอมทะลุเข้าไปในลูกตาได้ ควรปิดตาด้วยผ้าสะอาด ห้ามกดลงบนลูกตา และรีบส่งโรงพยาบาลทันทีครับ!

4.สงสัยว่ากระดูกหัก กระดูกเคลื่อน

หลังการพลัดตก หกล้ม ชนกระแทก หากมีอาการปวดบวมแขน ข้อศอก หัวเข่าหรือเท้า ให้คิดถึงกระดูกหักเคลื่อน คลายเสื้อผ้าบริเวณนั้นออก และเอาเครื่องประดับในบริเวณที่สงสัยว่าอาจมีการบาดเจ็บออกมาก่อน อย่าเคลื่อนไหวกระดูกที่สงสัย ให้ตรึงกระดูก รวมทั้งข้อบนและข้อล่างของกระดูกที่สงสัยไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว โดยใช้หนังสือพิมพ์หรือวารสารต่างๆ ผ้าห่ม หมอน หรือท่อนไม้ ดามกระดูกที่สงสัยนั้นไว้แล้วพันด้วยผ้า

หากมองเห็นกระดูกโผล่ออกมา อย่าพยายามดันกลับเข้าไป ให้เอาผ้าสะอาดคลุมไว้ก่อน แล้วดามกระดูกก่อนส่งโรงพยาบาล ถ้ากระดูกบิดเบี้ยวอย่าพยายามหมุน ดึง ดัน ให้กระดูกกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เราคุ้นชิน ห้ามทำโดยเด็ดขาด ให้ดามกระดูกไว้ในท่าที่พบเห็นก่อนส่งโรงพยาบาลต่อไปครับ

5.บาดแผลงูพิษ สัตว์มีพิษกัด

ทำความสะอาดแผล เช็ดให้แห้ง ใช้ผ้ายืด (ที่ใชักับนักกีฬา) พันรัดรอบเหนือแผลก่อน แล้วพันลงทับรอบแผล หลังจากนั้นใช้ไม้ดามรอบแผล เพื่อลดการเคลื่อนไหว เป็นการลดโอกาสการแผ่ซ่านของพิษเข้าสู่กระแสโลหิต และส่งพบแพทย์ต่อไป

ถ้าเป็นไปได้ก็ควรทราบว่าเป็นงูพันธุ์ใด หรือจำลักษณะเด่นๆของมันให้ได้ เพื่อคุณหมอจะได้รักษาหรือจ่ายยาได้ตรงกับการแก้พิษของงูชนิดนั้นๆ หรือถ้าจัดการฆ่างูตัวนั้นได้ ก็นำไปให้คุณหมอได้ดูด้วย (แต่ต้องมั่นใจว่ามันตายสนิทแล้วจริงๆ เพราะเคยมีกรณีที่ตีจนงูแน่นิ่งไปแล้ว จนมีคนชะล่าใจ เอามือไปลูบๆคลำๆ มันเข้า มันก็กลับฟื้นคืนสติ และฉกกัดคนลูบเข้าให้อย่างรวดเร็ว)

6.หกล้ม / วิ่งชนกัน / ของหล่นใส่หัว / หัวโนหัวปูด

ให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งใน 24 ชั่วโมงแรกและหลังจากนั้นให้ใช้เปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นปะคบบ่อยๆ ต้องสังเกตว่ามีอาการเลือดคั่งในสมองหรือไม่ โดยสังเกตได้จากปวดหัว มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม และ การทรงตัวไม่ดี หากมีอาการดังกล่าวให้พาส่งโรงพยาบาล

7.เด็กตกจากที่สูง

เมื่อตกที่สูงเด็กมักเอาศีรษะลงก่อน เพราะในเด็กศีรษะมีน้ำหนักมาก เมื่อศีรษะเป็นส่วนนำ โอกาสเกิดการบาดเจ็บสมอง เลือดออกในสมอง และกระดูกต้นคอหักก็มีสูง เมื่อมีกระดูกต้นคอหักมักเป็นข้อต่อระดับบนๆ คือข้อต่อที่ 2-3 ส่งผลให้เกิดอัมพาตแขนขาทั้งหมด รวมทั้งไม่สามารถหายใจได้เอง

ดังนั้นเมื่อเด็กตกที่สูง หมดสติ ผู้ดูแลเด็กต้องตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ อย่ากลัว หากเด็กยังหายใจได้เอง และตกลงบนที่ที่ไม่อันตราย อย่าขยับเขยื้อนเด็ก โทร. 1669 ตาม “หน่วยกู้ชีพ” มาช่วยเหลือ เพราะการขยับเขยื้อนผิดวิธีจะทำให้กระดูกต้นคอที่หักกดลงบนไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาตได้

หากไม่หมดสติแต่ตกสูงกว่า 3 เมตร (ประมาณตึก 1 ชั้น) และมีบาดเจ็บศีรษะ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันคือให้นอนราบ โทร. 1669 ตาม “หน่วยกู้ชีพ” มาช่วยเหลือ หน่วยกู้ชีพจะเคลื่อนย้ายเด็กอย่างระมัดระวัง หากจะต้องยกก็จะยกเด็กพร้อมๆ กันทั้งศีรษะ คอ ลำตัว ไม่ให้คดงอ และจะวางบนกระดานแข็ง ใช้หมอนทรายหนุนศีรษะทั้งสองด้าน ไม่ให้ขยับไปมาระหว่างนำส่งโรงพยาบาล

ลองคิดดูนะครับว่าถ้าพ่อแม่ตกใจอุ้มแบบที่เราอุ้มกันเป็นประจำคือ มักเอามือหนุนคอและใต้เข่า ศีรษะเด็กมักห้อยลงบนแขน หรือถ้าแย่กว่านั้นพ่อแม่อุ้มเด็กขึ้นมากอดร้องไห้ เขย่าให้ลูกตื่นคืนสติ ยิ่งอันตรายกันเข้าไปใหญ่เลยครับ ดังนั้นต้องตั้งสติให้ดีครับ

ในกรณีที่เด็กตกต่ำกว่า 120 ซม. ตื่น ไม่หมดสติ ลุกขึ้นนั่ง ยืนได้ ร้องไห้เสียงดังดี ไม่มีบาดเจ็บศีรษะรุนแรง คุณพ่อคุณแม่สามารถพยุงพาเดินไปที่รถ พาส่งโรงพยาบาลได้เอง ถ้ามีเลือดออกอย่าลืมหาผ้าสะอาดกดไว้ด้วยนะครับ หากตกที่ความสูงระหว่าง 120 ซม. ถึง 3 เมตรให้พิจารณาเป็นรายๆ ไปครับ เพราะมีโอกาสทั้งเบาและหนัก ถ้าไม่แน่ใจนอนนิ่งไว้ก่อนและโทร.1669 ให้มารับตัวครับ

ในกรณีที่มีเลือดออกในสมอง อาจไม่มีอาการแต่แรก แต่มักมีอาการภายใน 24 ชั่วโมง หรือมีอาการล่าช้าก็ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ต้องให้เด็กนอนพักและสังเกตอาการ ถ้าเด็กปวดศีรษะ ซึมลง อาเจียน ให้สงสัยไว้ก่อนครับว่าอาจเกิดเลือดออกในสมอง ให้ผู้ดูแลเด็กมารับการตรวจที่โรงพยาบาลครับ

8.บาดแผลความร้อนซึ่งเกิดจากไฟ หรือน้ำร้อน

ชะล้างด้วยน้ำเย็นหรือน้ำธรรมดาทันทีเพื่อลดอุณหภูมิบนเนื้อเยื่อที่ได้รับความร้อน หากมีอาการพุพองไม่ควรเจาะ ทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และปิดด้วยผ้าสะอาด ส่งพบแพทย์เมื่อมีอาการพุพองมากกว่า 1 ฝ่ามือเด็ก หรือแผลลึก หรือแผลอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญคือใบหน้า มือ อวัยวะเพศ

9.กลืนกินสารพิษ

อย่าพยายามให้เด็กกินอะไรไปล้างพิษหรือเคลือบกระเพาะเพื่อป้องกันสารพิษ รีบโทรปรึกษาศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ที่สายด่วน หมายเลขโทรศัพท์ 1367 ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดบริการให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลทุกวันไม่เว้นวันหยุด และตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้เชี่ยวชาญเภสัชพิษวิทยา และมีฐานข้อมูลของสารพิษที่ใช้ทั่วประเทศ พ่อแม่ควรเก็บขวดหรือภาชนะสารพิษนั้นไว้ให้แพทย์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการค้นหาข้อมูลและให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้อง เพื่อลดอันตรายและความรุนแรงที่เกิดขึ้น

สารพิษหลายตัวห้ามกระตุ้นให้อาเจียน เพราะสารพิษจะกัดกร่อนหลอดอาหาร ลำคอรุนแรงซ้ำไปซ้ำมาได้ เช่น สารพิษที่เป็นกรดหรือด่าง สารเหล่านี้จะเกิดอาการแสบร้อนในปาก ริมฝีปาก เยื่อบุช่องปากแสบร้อนไหม้พอง เจ็บคอ กลืนลำบาก การช่วยเหลือที่ถูกต้องให้รีบพาไปพบแพทย์ ห้ามล้วงคอ ห้ามทำให้อาเจียน การปรึกษาศูนย์พิษก่อนกระทำการใดๆ จะทำให้การปฐมพยาบาลทำได้อย่างเหมาะสม

10.สำลักสิ่งแปลกปลอมลงหลอดลมจนหน้าเขียว เสียงแหบ

การช่วยเหลือเบื้องต้นเด็กที่มีการอุดตันทางเดินหายใจเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเวลาที่จะช่วยกู้มิให้สมองตายนั้นมีเพียง 4 นาที ถ้าสิ่งแปลกปลอมสำลักอุดตันหลอดลมแบบสมบูรณ์ไม่มีทางที่อากาศจะเข้าไปได้ ดังนั้นจะไม่มีหน่วยฉุกเฉินใดช่วยได้ทันเวลา ผู้ดูแลเด็กจึงต้องมีความสามารถในการปฏิบัติการขจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลม

เด็กที่สำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินหายใจจะเกิดอาการฉับพลันทันที คือมีอาการไอติดๆ กัน ขย้อน หายใจเสียงดัง ต่อมามีอาการเสียงแหบ เขียว และหมดสติ

การช่วยเหลือให้แบ่งแยกออกเป็นเด็กเล็กน้อยกว่า 1 ปี และเด็กที่โตกว่า 1 ปี ในกรณีที่เด็กยังรู้สึกตัวดี หายใจได้ไม่ลำบาก เพียงแต่มีอาการไอ และมีประวัติสงสัยสำลัก ให้พาไปโรงพยาบาล ในเด็กโตพอที่จะพูดกันรู้เรื่องผู้ช่วยเหลือควรพยายามให้เด็กไอแรงๆ บ่อยๆ

ถ้าเด็กมีอาการบ่งบอกถึงการอุดตันทางเดินหายใจ เช่น หายใจดัง หายใจลำบากอึดอัด หรือเขียว ผู้ช่วยเหลือจะต้องพยายามหาทางแก้ไขภาวะทางเดินหายใจอุดตันนี้ ท่าช่วยเหลือที่ใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีคือท่าเคาะหลัง 5 ครั้ง สลับกับการกดหน้าอก 5 ครั้ง ท่าที่ใช้สำหรับเด็กอายุมากกว่า 1 ปีคือท่ากดท้องโดยผู้ช่วยเหลือยืนทางด้านหลัง ถ้าเด็กหมดสติก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการเป่าปาก และนวดหัวใจครับ

หากเป็นเด็กโตอายุมากกว่า 1 ปี ที่ยังรู้สึกตัว จะใช้ท่ากดท้องโดยผู้ช่วยเหลือยืนอยู่ด้านหลังแทน ออกแรงกดท้องในทิศทางที่ให้แรงกดพุ่งเข้าตัวเด็กและเฉียงขึ้น ทำไปเรื่อยๆ จนสิ่งของหลุดออกมา เด็กอาจช่วยไอเพื่อขับสิ่งของออกมาในขณะกดท้องด้วย

ถ้าพบว่าเด็กแน่นิ่ง ตัวซีด หรือเขียวคล้ำ ให้จับเด็กนอนหงาย พยายามปลุกเรียก สังเกตการหายใจโดยดูการเคลื่อนไหวของหน้าอก หน้าท้อง ถ้าเรียกไม่รู้ตัว ลักษณะเหมือนไม่หายใจ ให้กดทรวงอก บริเวณสันอกทันที สลับกับการเป่าปากหรือเป่าจมูก-ปาก (หากเป็นทารก โดยผู้ช่วยประกบปากเข้ากับจมูกและปากทารกในเวลาเดียวกัน) ขณะเดียวกันอีกคนก็รีบตามหน่วยฉุกเฉินหมายเลข 1669 ครับ

11.จมน้ำ

รีบช่วยขึ้นมาจากน้ำ จับนอนราบ ดูว่ารู้สึกตัวหรือหมดสติ หากหมดสติให้จับเด็กนอนหงาย พยายามปลุกเรียก ปลุกให้ตื่นรู้ตัว ถ้าไม่หมดสติหรือปลุกตื่นลืมตา หายใจเองได้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล หากพบว่าเด็กแน่นิ่ง ตัวซีด หรือเขียวคล้ำ อาจเริ่มมีอาการหายใจลำบากตามมาในภายหลังได้

ถ้าจับเด็กนอนหงาย พยายามปลุกเรียกและสังเกตการหายใจโดยดูการเคลื่อนไหวของหน้าอก หน้าท้อง แล้วพบว่าไม่รู้ตัว ลักษณะเหมือนไม่หายใจ ให้กดทรวงอก บริเวณสันอกทันที 30 ครั้งสลับกับการเป่าปากหรือเป่าจมูก-ปาก 2 ครั้ง (กรณีทารก ผู้ช่วยต้องประกบปากเข้ากับจมูกและปากทารกในเวลาเดียวกัน) ขณะเดียวกันอีกคนก็รีบตามหน่วยฉุกเฉินหมายเลข 1669 ครับ

ทักษะการปฐามพยาบาลเหล่านี้จำเป็นต้องมีติดตัวไว้นะครับ เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

 

 

บทความแนะนำ

Play + Learn เพลิน ที่ มิวเซียมสยาม
วิธีเอาตัวรอดเมื่อเรือล่ม
หนูน้อยเต้นแรง! อินเนอร์มาเต็ม ไม่แคร์เพื่อนเลย
Q & A แม่ท้องทำสปาได้ไหม
10 เมนูต้มจืดเพื่อสุขภาพ

Facebook Comment