อย่าให้ลูกคลาดสายตา !

เหตุใด? ผู้ใหญ่จึงทิ้งให้เด็กน้อยอยู่โดยลำพัง กระทั่งเกิดเหตุที่น่าสลดใจที่สุด?
นอกจากความประมาทแล้ว เชื่อว่ายังมีผู้ใหญ่อีกหลายท่านที่ขาดความเข้าใจในธรรมชาติพัฒนาการของเด็ก เพราะนึกไม่ถึง

หลักในการดูแลเด็กที่ยังไม่พ้นวัย 3 ขวบนั้น ก็คือ “อย่าให้คลาดสายตา “อยู่ในวงแขน” “เห็นและคว้าถึง” ไม่ว่าในขณะนั้นหนูน้อยกำลัง นั่ง-เดิน-วิ่งเล่น- อยู่ในห้องน้ำ หรือแม้แต่กำลังนอนหลับอยู่บนที่นอน
สำหรับเด็กอายุ 3-5 ปีนั้นใช้หลักว่า “เห็นและเข้าถึง” “อย่าให้คลาดสายตา อยู่ในที่ที่ปลอดภัยที่จัดไว้ให้ และเข้าถึงได้ในทันที”

ที่บอกว่า “ อย่าให้คลาดสายตา ” เป็นเพราะ…โลกของเด็กปฐมวัยนี้ คือความตื่นตาตื่นใจ พวกเขาอยากรู้อยากเห็นไปซะทุกอย่าง ประกอบกับพัฒนาการทางร่างกายทำให้พวกเขาเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่วยิ่งขึ้น ในขณะที่ยังไม่เข้าใจความเสี่ยง ยังระวังตัวไม่เป็น  หลายๆคนจึงเรียกเด็กในวัยไม่เกิน 6 ขวบนี้ว่า เป็น “ วัยแห่งอุบัติเหตุรอบๆ ตัวแม่”

เสี่ยงต่อการ…จมน้ำ
ลูก 1 ขวบ-จมถังน้ำดับอนาถ! แม่และป้าต่างออกไปทำงานนอกบ้าน ปล่อยลูกวัยขวบเศษให้อยู่ลำพัง แม้ว่าแม่จะอออกไปนั่งขายของห่างไปไม่เกิน 10 เมตร แต่เมื่อลับมาดูลูก ก็พบว่าลูก หัวและตัวของลูกทิ่มลงในไปถังน้ำที่สูงราว 35 ซ.ม. และมีน้ำอยู่ครึ่งถัง! คาดว่าหนูน้อยคงหย่อนตุ๊กตาลงไปในถังน้ำ แล้วก้มลงไปเก็บ ศีรษะจึงจุ่มลงไปในน้ำ และเสียชีวิตเพราะขาดอากาศหายใจ

เราพบว่ามีผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน ที่นิยมนำถังสี(ถังพลาสติกที่เคยเป็นถังใส่สีมาก่อน)มาใช้งาน เช่น นำมาเป็นถังซักผ้า หรือถังถูบ้าน เพราะอาจเห็นว่ามันทั้งสูงทั้งหนาบรรจุน้ำได้เยอะดี แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดเสี่ยงประจำบ้าน เมื่อมันมักจะมีน้ำคาอยู่ภายใน เพราะไม่ได้รีบเททิ้งแล้วคว่ำถังหลังจากใช้งานเสร็จ หรือหากยังใช้งานยังไม่เสร็จก็ควรดูแลลูกเล็กอย่าให้คลาดสายตา เพราะจะต้องไม่ลืมนะครับว่า การจมน้ำหรือขาดอากาศหายใจนั้น เพียงแค่ 4 นาทีก็อาจเสียชีวิตหรือเกิดภาวะสมองตายกลายเป็นเจ้าชายนิทรา

เสี่ยงต่อการ…พลัดตกจากที่สูง

*คุณยาย และคุณป้า กำลังนั่งเปิบข้าวด้วยกันอย่างเอร็ดอร่อย จนหลงลืมไปเลยว่าหลานชายวัย 3 ขวบ กำลังนั่งเล่นอยู่อีกห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องที่เพิ่งทาสีเสร็จ และเพื่อการระบายลมระบายกลิ่นเหม็นของสีใหม่ จึงได้เปิดหน้าต่างอย่างอ้าซ่า แถมยังมีโซฟาตัวใหญ่ตั้งอยู่จนชิดขอบหน้าต่าง หลานวัยซนปีนขึ้นไปกระโดดเล่น ขึ้นๆลงๆบนโซฟาใหญ่ และแล้วเด็กน้อยก็…ร่วงลงมาจากตึกชั้นที่ 21 ของคอนโดหรูกลางเมือง…

*เด็กหญิงวัย 4 ขวบที่ มักจะถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวเสมอ..ที่แฟลตแถวหาดจอมเทียน พัทยา พ่อและแม่ต้องออกไปทำงานกะกลางคืน  ส่วนลูกชายวัย 9 ขวบ ก็จะต้องหารายได้พิเศษ โดยออกตระเวนขายของที่ระลึก ให้แก่นักท่องเที่ยวในเวลาค่ำคืนแถวชายหาดจอมเทียน และแล้ววันหนึ่ง ในเวลาหลังเที่ยงคืน เด็กหญิงวัย 4 ขวบปีนระเบียง กระทั่ง ร่วงลงจากชั้น 5 ของแฟลต

เด็กน้อยวัยซน (ก่อน 5 ขวบ ) มักเสี่ยงต่อการหกล้มศีรษะฟาดพื้น และพลัดตกจากที่สูง…โดยสถานที่เกิดเหตุมักจะคือ บันได  โซฟา  เก้าอี้  หน้าต่าง  การใช้รถหัดเดิน  เครื่องเล่นในสนามเด็กเล่น  และ  ดาดฟ้า – ระเบียงบ้าน
การป้องกันไม่ใช่การเอาแต่คอยดุคอยห้าม แต่ควรจัดให้ลูกได้เล่น ได้ออกกำลังกาย ภายใต้การดูแลอย่างไม่ให้คลาดสายตาของพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่ดูแล และอีกข้อหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเด็กวัยนี้ก็คือ “กลัวการพรากจากพ่อแม่หรือคนที่ตนรัก ”

เสี่ยงต่อการ…ของติดคอ

* เด็กชายวัย 2ขวบ นั่งหม่ำลูกเชอรี่ (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 2 ซ.ม.) เข้าไปทั้งลูก โดยไม่ได้เคี้ยว ทำให้ลูกเชอรี่หล่นผลุบลงไปอุดหลอดลม แล้วเกิดอาการช็อคจนหมดสติ แม้ว่าเมื่อถึงโรงพยาบาลแพทย์จะพยายามนำสิ่งอุดตันจากหลอดลม แต่ก็ไม่ทันการในที่สุดเด็กก็ต้องเสียชีวิต

* ทารกน้อย (11 เดือน) ที่กลืนน้อตยาว 1ซ.ม. ที่พ่อเก็บอยู่ในขวดเครื่องดื่มชูกำลัง แล้วเผลอวางไว้บนพื้น แล้วคุณยายก็เข้าครัวทำกับข้าว

* เด็กน้อยวัย แค่ 1ขวบ กลืนกระดุมแป๊ะ (โลหะ) เข้าไปติดหลอดลม จนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องหลังของกรณีสลดใจนี้ก็คือ…เด็กอยู่ในบ้านที่ผลิตกระเป๋าใส่สตางค์ โดยมีกระดุมแป๊ะเป็นส่วนประกอบสำคัญ ที่มักจะตกอยู่ตามพื้น

ป้องกันลูกติดคอ

1.ในยามกินอาหารก็ควรดูแลอย่างใกล้ชิด อาหารชิ้นโตๆ ก้อนกลมๆ หรือแข็งๆ ลื่น กลืนยากหรือเคี้ยวลำบาก เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น ข้าวเหนียว ตังเม ถั่วตัด ฯลฯ หากจะให้ลูกกิน ก็ต้องตัดแบ่งเป็นคำเล็กๆด้วยนะครับ เพื่อป้องกันการติดคอ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เสมอ เวลาจะป้อนอาหารลูกก็ควรให้เพียงคำเล็กๆ แล้วรอให้เด็กทานจนหมดปากจึงค่อยป้อนอีก (ไม่ยัดเยียดจนเต็มปาก) เวลาหม่ำข้าวก็อย่าให้เด็ก วิ่งหรือกระโดดโลดเต้น เพราะ มันเสี่ยงต่อการสำลักอาหาร

2.เด็กในวัยไม่เกิน 3ขวบ มักจะชอบสำรวจโลกด้วยการหยิบของใส่ปาก โดยเฉพาะเมื่อเห็นชิ้นอะไรจิ๋วๆที่ตกอยู่ตามพื้น ก็มักจะพิสูจน์ทราบโดยการหยิบขึ้นมาดูแล้วเอาเข้าปากทันที (หรือแม้แต่จับยัดใส่จมูกตัวเอง) ไม่ว่าจะเป็นเมล็ดผลไม้ทั้งหลาย (ซึ่งมีโอกาสเข้าไปขวางหลอดลม จนเด็กขาดอากาศหายใจ ) หรือที่อันตรายสุดๆ เพราะทำให้เด็กหลายคนต้องเสียชีวิต ก็คือเม็ดยารักษาโรคต่างๆ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเผอเรอทำตกหล่น ให้เด็กเก็บไปหย่อนใส่ปากโดยคิดว่าเป็นขนม
ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเก็บกวาดพื้นบ้านให้เกลี้ยงนะครับ อย่าให้มีเศษวัสดุใดๆตกอยู่ตามพื้นบ้านเป็นอันขาด

การปฐมพยาบาล : กรณีมีสิ่งแปลกปลอในหลอดลม

การช่วยเหลือให้แบ่งแยกออกเป็นเด็กเล็กน้อยกว่า 1 ปี และเด็กที่โตกว่า 1 ปี ในกรณีที่เด็กยังรู้สึกตัวดี หายใจได้ไม่ลำบาก เพียงแต่มีอาการไอ และมีประวัติสงสัยสำลัก ให้พาไปโรงพยาบาล ในเด็กโตพอที่จะพูดกันรู้เรื่องผู้ช่วยเหลือควรพยายามให้เด็กไอแรงๆ บ่อยๆ แต่ถ้าเด็กมีอาการบ่งบอกถึงการอุดตันทางเดินหายใจ เช่นหายใจดัง หายใจลำบากอึดอัด หรือเขียว ผู้ช่วยเหลือจะต้องพยายามหาทางแก้ไขภาวะทางเดินหายใจอุดตันนี้ โดย

ในทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี ใช้วิธีตบหลัง(back blows) และกระแทกหน้าอก(chest thrusts) โดย

1.จับเด็กทารกให้คว่ำหน้า ลำตัวคร่อมไปตามท่อนแขนของผู้ช่วยเหลือ ให้ตำแหน่งศีรษะคงที่โดยจับให้แน่นที่ส่วนคางของทารก วางแขนที่มีทารกคร่อมอยู่ลงไปที่ต้นขาของผู้ช่วยเหลือโดยให้ศีรษะของทารกอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าลำตัว

2.ใช้ส่วนที่เป็นสันมือตบค่อนข้างแรง 5 ครั้ง ตรงด้านหลังของทรวงอกบริเวณระหว่างกระดูก
สะบักทั้ง 2 ข้าง

3.หลังจากตบหลังเด็กแล้ว พลิกเด็กจากท่านอนคว่ำเป็นท่านอนหงายบนท่อนแขนอีกข้างหนึ่งซึ่งใช้ตบหลังเด็กทารก โดยวางแขนข้างนี้ไว้บนต้นขาของผู้ช่วยเหลือและคงให้ระดับศีรษะของเด็กอยู่ต่ำกว่าระดับลำตัว

4.ใช้นิ้วมือ 2 ข้าง (นิ้วชี้และนิ้วกลาง) กดแบบกระแทกลงบนตำแหน่งเดียวกับการกดหัวใจจากภายนอก คือกดกระแทกลงบนกระดูกยอดอกที่ตำแหน่ง 1 นิ้วมือต่ำกว่าเส้นที่ลากเชื่อมระหว่างหัวนมซ้ายและขวา กดกระแทกแบบเดียวกัน 5 ครั้งติดต่อกัน

5.ทำขั้นตอน 1-4 สลับกันไปจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือหน่วยฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ หรือทำในระหว่างนำส่งโรงพยาบาลจนถึงมือแพทย์ หากผู้ป่วยหมดสติ หยุดหายใจ หัวในหยุดเต้น ต้องทำการเป่าปากและนวดหัวใจสลับไปกับความพยายามนำเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ

หวังว่า ทั้งหลายทั้งปวงที่นำมาฝากนี้ จะเตือนใจและเป็นข้อมูลให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ใหญ่ทุกท่านได้ตื่นตัวพร้อมปกป้องลูกน้อยของเราให้รอดพ้นจากอันตรายใกล้ตัว และเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์แข็งแรงเป็นแก้วตาดวงใจของคุณพ่อคุณแม่ตลอดไปครับ

 

Facebook Comment