อยู่อย่างไรเมื่อแผ่นดินไหว-พายุร้ายมาเยือน?

ระยะนี้มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.9 แมกนิจูด ที่ประเทศเนปาล ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนหลายพันคน และที่ใกล้ตัวยิ่งกว่านั้นก็คือ ประเทศไทยเรากำลังเผชิญกับพายุฤดูร้อนที่ส่งผลให้มีลมฝนรุนแรงเกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาค

ในเมื่ออันตรายจากภัยพิบัติอยู่ใกล้ตัวเราขนาดนี้ Rakluke.com จึงขอนำเสนอคำแนะนำซึ่ง รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้จัดการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ได้กล่าวไว้ดังนี้ค่ะ

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเนปาล เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 (โดย EPA/Narendra Shrestha)

แผ่นดินไหว

แม้ภัยแผ่นดินไหวในบ้านเราจะเกิดขึ้นไม่มากและความรุนแรงยังน้อยอยู่ แต่ภาวะโลกร้อนมากขึ้นก็คงประมาทมิได้ จึงควรเตรียมวิธีป้องกันไว้ด้วย

1. ยามเกิดแผ่นดินไหวและเรากำลังอยู่ภายในอาคาร เช่น ในบ้าน ในห้องเรียน หรือที่ทำงาน ให้หลบเข้าใต้โต๊ะ หรือใช้หมอน ผ้าหนาๆ คลุมศีรษะเพื่อป้องกันสิ่งของสารพัดตกใส่ หากเป็นไปได้ให้รีบไปอยู่บริเวณที่โล่งกว้าง (ซึ่งตรงข้ามกับยามมีฝนฟ้าคะนอง การอยู่ในที่โล่งกว้างกลับเสี่ยงโดนฟ้าผ่า)

แผ่นดินไหวแม้จะหนักหรือ เบา ก็มักมีการเขย่าสั่นไหวจนกระจกแตกร้าว ฝุ่นละอองคละคลุ้งไปทั่ว ดังนั้น หลังเหตุการณ์สงบก็จะต้องสำรวจดูว่า บรรดาจานชามถ้วยหรือภาชนะใส่อาหารน้ำดื่มนั้น มีฝุ่นละออง หรือเศษแก้วเศษวัตถุอะไรหรือไม่ เผื่อเด็กๆ หรือใครก็ตามมาดื่มกินจะได้ไม่อันตราย

2. ถ้าอยู่ภายนอกอาคาร เวลาเดินไปไหนให้ระวังศีรษะไว้ด้วยครับ เพราะอาจมีเศษกระจก หรือกระเบื้องหลังคาที่จะตกลงมาโดนศีรษะหรือเนื้อตัวได้ เดินไปตามถนนก็จะต้องใส่รองเท้าด้วยครับ เพราะอาจมีเศษแก้วที่ตกอยู่ตามพื้น และจะต้องอยู่ให้ห่างจากรั้วบ้าน เสาไฟฟ้า อาคาร และตึกสูง

3. ถ้ากำลังอยู่ในห้างสรรพสินค้า สิ่งที่ต้องระวัง คือ อย่าไปอยู่ใกล้ชั้นวางของ เพราะบรรดาชั้นวางของจะทำด้วยไม้หรือเหล็ก หรือวัสดุหนักใดๆ ในยามแผ่นดินไหว อาคารสั่นอาจล้มครืนลงมาได้โดยง่าย รวมทั้งสินค้าหนักๆ ซึ่งวางไว้สูงก็อาจหล่นโครมใส่ศีรษะ 

เมื่ออาคารสั่นให้หลบไปอยู่ใต้โต๊ะ หรือยืนอยู่ใกล้ๆ เสาหรือกำแพง อย่ารีบร้อนหาทางออกเอง ทำตามที่พนักงานห้าง (ที่มาดูแลความปลอดภัย) บอก ให้หนีโดยใช้บันได (ห้ามใช้ลิฟต์) เมื่อลงมาจากอาคารแล้ว ให้วิ่งที่มีลานกว้างๆ ที่ใกล้ที่สุดยามที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว ไฟไหม้ พายุถล่ม ผู้ที่น่าหวงใยที่สุดก็คือเด็กๆ เพราะขนาดผู้ใหญ่ตัวโตๆ ยังโดนเบียดจนล้ม แล้วโดนฝูงชนเหยียบเละกันมานักต่อนักแล้ว

4. ถ้าเกิดแผ่นดินไหวในขณะกำลังขับรถยนต์ ให้ค่อยๆ ลดความเร็วลง แล้วหาที่จอดรถที่ปลอดภัย จากนั้นก็ดับเครื่อง ห้ามออกนอกรถจนกว่าการสั่นสะเทือนจะหยุดลง

5. สังเกตทางออกฉุกเฉิน เมื่อไปในสถานที่ใดก็ตาม ต้องรู้และจำให้ขึ้นใจว่า ทางออกฉุกเฉินตั้งอยู่ที่ใด หากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้ไปถึงอย่างรวดเร็วและปลอดภัย แต่หากไฟดับอย่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ให้คุมสติไว้ให้มั่น อย่าวิ่งกรูไปรวมตัวกันที่ทางออกจนแออัด ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ (ถ้าเจ้าหน้าที่ยังไม่หนีกลับก่อน!)

6. หนีขึ้นที่สูง สถานที่ที่อันตรายมากในยามเกิดแผ่นดินไหว คือ บริเวณภูเขา หน้าผา และบริเวณชายฝั่งทะเล เพราะอาจมีการทรุดตัวได้ และหากมีการทรุดตัว ให้พยายามหนีไปอยู่ในที่สูง

7. ติดตามข่าวสาร ยามเกิดภัยพิบัติต่างๆ ถือว่าเป็นยามวิกฤตหรือ ”หน้าสิ่วหน้าขวาน” เป็นอย่างยิ่ง จึงควรติดตามข่าวพิบัติภัยอย่างใกล้ชิด เพื่อการรับมือและป้องกันแก้ไขอย่างถูกต้องและทันการณ์

ยามฝนฟ้าคะนอง ฟ้าผ่า หรือเกิดพายุ

1. ไม่อยู่ในที่โล่งแจ้งหรือลานกว้าง เช่น กลางสนามหญ้า สนามกีฬา ไม่อยู่ใกล้เสาไฟฟ้า เสาโลหะสูงๆ หรือใต้ต้นไม้ รวมทั้งไม่อยู่ใกล้สะพาน ไม่อยู่ใต้สะพาน เพราะอาจกำลังปริร้าวซึ่งเสี่ยงต่อการทรุดพังได้ทุกเมื่อ

2. ไม่พกเครื่องประดับ และไม่ประดับร่างกายด้วยสร้อย แหวน ต่างหู กำไล นาฬิกา ฯลฯ และไม่ใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดขณะฝนฟ้าคะนองเด็ดขาด เพราะมันจะเป็นสื่อไฟฟ้าที่อาจนำภัยฟ้าผ่ามาให้อย่างไม่รู้ตัว

3. หลบเข้าบ้านหรืออาคาร เพื่อความปลอดภัยจากฟ้าผ่า นอกจากนั้น ตึกสูงหรือแม้แต่บ้านพักอาศัยควรติดตั้งสายล่อฟ้า หากเกิดพายุฝนฟ้าคะนองจะได้พากันหลบเข้าไปอยู่ในบ้านหรืออาคารได้อย่างปลอดภัย

4. เตรียมพร้อมหากไฟดับ พายุฝนฟ้าคะนองทีไร มักมาพร้อมกับไฟดับ ดังนั้น ไฟฉาย เทียนไขและไม้ขีดไฟ จึงต้องมีติดบ้านไว้เสมอ

“มหันตภัยอย่างพายุร้าย หรือแผ่นดินไหว หลายครอบครัวอาจไม่ใส่ใจนักเพราะเห็นว่ามันช่างไกลตัว และคงไม่มีทางเกิดกับตนและครอบครัวได้ แต่..อย่าลืมนะครับว่า ปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาระดับโลก ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศเกิดขึ้นได้เสมอ หายนะภัยที่เคยคิดว่าไกลตัว อาจมาเยือนเราเข้าสักวัน…อย่างไม่รู้ตัว!”

Facebook Comment