นี่ไม่ใช่ รถหัดเดิน!

 

 


Stuart McClymont/Getty Images

 

 

ในขณะที่บ้านเรายังมีการขายรถหัดเดินกันอย่างสบายใจ แต่หลายประเทศกลับประกาศให้เป็นรถอันตราย ห้ามใช้!

ราว 3 ปีมาแล้วที่ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้เก็บข้อมูลการใช้ผลิตภัณฑ์ของเด็กเล็ก (ไม่เกิน 2 ขวบ ) 12 อย่าง ในเด็ก 245 ราย พบว่าเด็กได้รับบาดเจ็บจาก “รถหัดเดิน” มากที่สุด!

การบาดเจ็บในเด็ก 200 คน จากผลิตภัณฑ์ทารก

  1. รถหัดเดิน  = 47  ราย   
  2. กรุ๊งกริ๊ง = 24  ราย     
  3. เปลไกว = 20  ราย
  4. รถเข็นเด็ก = 10
  5. เก้าอี้นั่งโยก = 7 ราย   
  6. เตียงเด็ก = 6 ราย
  7. เป้อุ้มเด็ก = 4 ราย    
  8. เปลคอก = 2 ราย

จริงๆ แล้วนี่ไม่ใช่เรื่องน่าตกตะลึง เพราะเหตุว่าเมื่อ 23 ปีก่อน สหรัฐอเมริกามีเด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 15 เดือน) ได้รับบาดเจ็บจากรถหัดเดิน (Baby walker) ถึง 2 หมื่น 9 พันคน และในปี 1983 -1993 มีเด็กทารกเสียชีวิตจากรถหัดเดิน 11 ราย – จากรายงานในนิตยสารข่าวสุขภาพสหรัฐอเมริกา 

และนี่เป็นเหตุให้รถหัดเดินกลายเป็นสินค้า “อันตราย” ที่หลายประเทศ เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย อเมริกา ห้ามขาย ห้ามใช้ ในขณะที่บ้านเรายังมีการขายกันอย่างสบายใจ เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่จำนวนมากที่ยังเชื่อ(ผิดๆ)ว่า 

1.รถหัดเดินช่วยให้ลูกมีพัฒนาการเดินได้เร็วขึ้น

ทั้งๆ ที่วารสารกุมารแพทย์สาขาพัฒนาการและพฤติกรรมของเด็ก (สหรัฐอเมริกา) ได้ระบุอย่างชัดเจนตั้งแต่ ปี 1999 ว่าไม่ได้ทำให้เด็กเดินได้เร็วขึ้นเลย แต่พัฒนาการเดินกลับล่าช้าลงด้วย มีงานวิจัยในหลายประเทศ เช่น ที่สิงคโปร์ พบว่าเด็กที่ใช้รถหัดเดินเป็นประจำจะมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวช้ากว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้ราว 10.8 % (เดินได้ช้ากว่าเด็กที่ไม่ได้ใช้ประมาณ 1-3 เดือน) 

ส่วนในบ้านเราทุกวันนี้ หน่วยงาน สคบ.(สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)ได้ออกกฎหมายให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนชื่อจากรถหัดเดินมาเป็น “รถพยุงตัว” และให้ปิดฉลากคำเตือนที่ตัวรถว่า “อุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่ได้ช่วยหัดเดิน” แต่ก็ยังขายได้อย่างเสรี!

นอกจากนั้นยังเสี่ยงต่อการเดินล่าช้า เพราะการเคลื่อนไหวของเด็กขณะที่นั่งในรถหัดเดินนั้นจะใช้ปลายเท้าจิกลงพื้นแล้วไถไปข้างหน้า ยืนแล้วทิ้งน้ำหนักไปทางด้านหน้าเพื่อใช้อกดันตัวรถให้เคลื่อนที่  ทำให้เมื่อเด็กจะหัดเดินจริงๆ หลังจากตั้งไข่แล้วจะงง เพราะเด็กเดินต้องก้าวเท้าออกก่อน และเอาส้นเท้าลงก่อนปลายเท้า

 2.ลูกเพลิดเพลิน มีความสุข กับการนั่งไถรถไปได้ทั่วๆ บ้าน 

แม้เด็กจะดูชอบใจ ขยับตัวหัวเราะเอิ๊กอ๊ากพร้อมกับไถรถไปทั่วจริงๆ แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือความเร็วเมื่อเด็กไถรถไป เสี่ยงต่อการชนกระแทก พลิกคว่ำ หรือตกจากที่สูง ซึ่งอาจทำให้เด็กได้รับบาดเจ็บได้สารพัด เช่น  บาดเจ็บกระดูกขา ต้นคอ ศีรษะ หรือแม้แต่เกิดฟกช้ำดำเขียว หัวปูดหัวโน เพราะถึงแม้จะอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่หรือดูแลตลอดเวลา แต่การเคลื่อนไหวเร็วก็เกินกว่าจะคว้าไว้ทัน  พบว่าร้อยละ 78 ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนั้น เกิดทั้งที่เด็กอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่

ทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่ไม่น้อยที่เห็นถึงภัย และงดให้ลูกใช้รถหัดเดิน แต่สิ่งที่ขอแนะนำคือ ไม่ให้ลูกเราใช้ ก็ไม่ควรนำไปให้ใครอื่นใช้ต่อ เพราะนั่นเท่ากับผลักความเสี่ยงให้ลูกหลานคนอื่นแบบไม่เจตนาก็ได้นะครับ 

การปฐมพยาบาล หากบาดเจ็บ พลัดตก หกล้ม ชนกระแทกจากการใช้รถหัดเดิน 

ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บที่เกิดจากการพลัดตก ก่อให้เกิดการบาดเจ็บฟกช้ำดำเขียว ที่ศีรษะและใบหน้า 

กรณีเป็นบาดแผลถลอก : ชะล้างแผลให้สะอาด หากเป็นแผลฟกช้ำประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็นสักยี่สิบสี่ชั่วโมง หลังจากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นแทน ให้รับประทานยาแก้ปวดตามความจำเป็น แผลที่ปากอาจต้องกดนานเพื่อหยุดเลือด หากมีอาการปวดบวมแขน ข้อศอก หัวเข่าหรือเท้า ให้คิดถึงกระดูกหักเคลื่อนอาจต้องใช้วัสดุแข็งดามไว้ก่อนนำส่งพบแพทย์ 

กรณีหัวโนหัวปูด : ต้องสังเกตว่ามีอาการเลือดคั่งในสมองหรือไม่ โดยสังเกตได้จาก ปวดหัว มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม และ การทรงตัวไม่ดี   หากมีอาการดังกล่าวให้พาส่งโรงพยาบาล 

กรณีตกที่สูง : เช่น บันได หรือมีอาการหมดสติ ให้ระวังว่าอาจมีการบาดเจ็บของศีรษะ สมอง และกระดูกต้นคอที่รุนแรงได้ หากไม่แน่ใจให้จับเด็กนอนราบ ตามหน่วยฉุกเฉิน (1669) อย่าเคลื่อนย้ายผู้ป่วยเอง เพราะหากมีกระดูกต้นคอหักและเคลื่อนย้ายผิดวิธี อาจทำให้กระดูกกดทับไขสันหลังเป็นอัมพาตหรือหยุดหายใจได้

Facebook Comment