อันตรายของ “วัยกระโดดโลดเต้น”

ในแต่ละปีเด็กๆ ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะ “พลัดตกหกล้ม”นั้น มีไม่ใช่น้อยๆ เลย

การพลัดตกหกล้มนอกจากนำมาซึ่งการบาดเจ็บแขน ขา ใบหน้า ยังเสี่ยงต่อการเลือดคั่งในสมอง เพราะหัวกระแทกพื้น เนื่องจากศีรษะของเด็กจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ล้มทีไรหัวก็มักถึงพื้นก่อน

“กระโดดโลดเต้น” นับได้ว่าเป็นกิจกรรมโปรด ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กๆ ทุกวัยก็ว่าได้หนูน้อยวัย 1-1 ขวบ 6 เดือน เริ่มเดินได้ ก็เริ่มปีนขึ้นบันได คุณพ่อคุณแม่จะต้องช่วยดูช่วยสอนให้ใกล้ชิดครับ ทั้งยามขึ้นและลงบันได ถ้าไม่สามารถดูใกล้ชิดต้องมีรั้วกั้นที่บันได ไม่ให้เด็กขึ้นลงได้เอง

เด็กวัย 2 – 3 ขวบ นอกจากจะชอบปีนบันได เกาะราวเดินขึ้นลงได้แล้ว ยังชอบ “กระโดดโลดเต้น” อีกด้วย คุณพ่อคุณแม่จะต้องคอยช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด และหัดให้ลูกใช้มือข้างหนึ่งจับราวบันได ค่อยๆ ก้าวเดินทีละขั้น

พอ 3 ปี เด็กวัยนี้จะเดินสลับขาขึ้นบันไดได้ เริ่มกระโดดสองขาจากพื้นได้ ก็จะเริ่มกระโดดลงจากที่สูงบ้างแล้ว คราวนี้ก็ต้องระวังแล้วครับ เพราะเดินลงมาถึงบันไดขั้นล่างๆ ก็จะเริ่มกระโดดลงแล้ว

บันไดควรติดตั้งประตูกั้นตั้งแต่ลูกเริ่มคลานได้แล้ว และต้องทำทั้ง 2 บาน คือกั้นทางขึ้น และทางลง นอกจากนั้นต้องมีกลอนล็อคไว้เสมอ และล็อคทุกครั้งหลังจากที่เปิดเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญต้องทำให้เปิดเข้าหาตัวได้เท่านั้น เพื่อกันไม่ให้เด็กผลัก หรือไถลตกลงไป

การเล่นบรรดาเครื่องเล่นในสนามเด็กเล่นก็เช่นกัน แม้ว่าจะเป็นประโยชน์ ช่วยให้ลูกแข็งแรง ร่าเริง แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของเด็กวัย 2 – 3 ขวบนะครับว่า ยังไม่สามารถปีนป่ายได้ดี เพราะพัฒนาการด้านการปีนป่ายที่ต้องใช้ทั้งพละกำลัง ทั้งการประสานงานของกล้ามเนื้อหลายมัดและสายตาจะทำได้สมบูรณ์ต้องอายุ 4-5 ปีขึ้นไป

เด็กๆ วัยชอบ “กระโดด” ยิ่งต้องคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องเล่นและสนามเด็กเล่นให้มาก เพราะอันตรายจากสนามเด็กเล่นนั้น กว่า 70% เกิดจากการพลัดตกหกล้ม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่บางครั้งนำมาซึ่งการบาดเจ็บและเสียชีวิตได้ (เพราะหัวกระแทกพื้น)โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตกจากเครื่องเล่นที่อยู่สูงแล้วลงมากระแทกพื้น ทำให้เลือดคั่งในสมอง ดังนั้นพื้นสนามจะต้องมีความหนานุ่ม และควรเป็นพื้นทราย พื้นขี้เลื่อย หรือเป็นยางสังเคราะห์ ไม่ใช่เป็นพื้นแข็งๆ อย่างพื้นซีเมนต์ ยางมะตอย ทรายอัดแข็ง พื้นหญ้า หรือที่พบเห็นอยู่ไม่น้อย ก็คือ พื้นที่เกลื่อนไปด้วยก้อนกรวดก้อนหิน เศษอิฐ เศษปูน (เผลอๆ มีเศษแก้ว เศษตะปูด้วย)

พื้นทรายซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีในการดูดซับพลังงานนั้น ก็จะต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร สำหรับเครื่องเล่นสูงไม่เกิน 1.20 เมตร หากเครื่องเล่นสูงเกินกว่านั้น ความหนาของพื้นทราย ก็ไม่ควรน้อยกว่า 30 เซนติเมตร นอกจากนั้นพื้นสนามที่ดี อาจทำมาด้วยยางสังเคราะห์ หรือวัสดุอื่นที่มีการทดสอบแล้ว นอกจากนั้นเครื่องเล่นทุกชิ้นต้องมีการยึดฐานรากให้มั่นคง ต้องวางห่างกันอย่างน้อย 150-180 ซ.ม. ต้องไม่เป็นสนิม ไม่เก่าผุๆ พังๆ ฯลฯ

อีกประเด็นทีต้องพูดถึงก็คือ เด็กวัยซนมักชอบ “เลียนแบบ” บางครั้งพ่อแม่เองก็คาดไม่ถึง อย่างเช่นเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีกิจการขนมชื่อดังแห่งหนึ่ง จัดแข่งขันกระโดดงับขนมออกทีวี เพื่อโปรโมทบริษัทตนเอง ปรากฏว่ามีผู้คนออกมาร้องทุกข์ว่า ลูกๆ หลานๆ ของตนเลียนแบบหลังจากได้ดูรายการดังกล่าวในทีวี

นั่นคือพากันกระโดดงับขนมกันเป็นการใหญ่ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดขนมติดคอเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาเตือนว่า พฤติกรรมการบริโภคดังกล่าว เป็นการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง และไม่เหมาะสม อาจก่อให้เกิดอาการสำลัก หรือติดคอ เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ จึงอยากฝากเตือนผู้ใหญ่ให้คอยห้ามปรามและสอนเด็กๆ ถึงอันตรายของการเล่นเลียนแบบดังกล่าวด้วยครับ

กระโดดให้ปลอดภัยและได้สุขภาพ

พ่อแม่ที่มีลูกในวัย 5-6 ขวบ ต้องเล่นกระโดด ปีนป่ายกับลูกๆ แล้วครับ อย่ามัวแต่ห้าม เพราะวัยนี้เขาจะสนใจการกระโดด การปีนป่าย และพัฒนาการของเขาก็อยู่ในวัยที่ทำได้แล้ว แต่พ่อแม่ต้องสาธิต สอน บอกวิธีการปีนป่าย กระโดดที่ถูกที่ ถูกทาง ถูกวิธี บอกข้อกำหนด ข้อห้าม อันตรายที่จะเกิดขึ้นถ้าทำผิดวิธี

กิจกรรม “กระโดด”ที่ขอแนะนำคือ การ “กระโดดเชือก”ครับ ซึ่งผลดีของการออกกำลังกายดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอก็คือ กล้ามเนื้อแข็งแรง การทรงตัวดีเยี่ยม และที่น่าสนใจยิ่งก็คือ การกระโดดเชือกนั้นจัดได้ว่าเป็นการออกกำลังกายที่ปลอดภัย ไม่ทำอันตรายต่อกระดูก และข้อของลูก แต่เรื่องที่จะละเลยไม่ได้ก็คือ ทุกครั้งที่กระโดดเชือกจะต้องสวมรองเท้ากีฬาด้วยครับ เพราะรองเท้ากีฬาจะช่วยลดแรงกระแทก

คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าลูกของเราวัยนี้มีพลังเหลือเฟือ ทั้งชอบกระโดดโลดเต้น วิ่งไปโน่นไปนี่ไม่หยุดหย่อน เด็กวัยนี้จึงควรสนับสนุนให้ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา เพื่อให้พวกเขาแข็งแรงแจ่มใสทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต  สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรแนะนำก็คือ ให้เด็กๆ เอาใจใส่ในเรื่องความปลอดภัย โดยควรจำประโยคนี้ให้ขึ้นใจนะครับ “เด็กวัยซนต้องอยู่ในสายตา และอยู่ในระยะที่จะเข้าถึงตัวลูกอย่างทันท่วงทีได้ตลอดเวลาด้วย”

ปฐมพยาบาล : การบาดเจ็บจาก “การกระโดด”

1.หกล้มแผลถลอก ฟกช้ำ หากเป็นแผลถลอก ล้างแผลให้สะอาดโดยใช้น้ำประปาหรือน้ำสะอาด ชะล้างฝุ่นผงออกจากบาดแผลให้หมดปิดด้วยผ้าสะอาด หรือผ้าทำแผล โดยทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผลนะครับ

หากเป็นแผลฟกช้ำ ให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งใน 24 ชั่วโมงแรกและหลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบ่อยๆ ถ้ามีเลือดออกหลังล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ให้ห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้อย่างน้อย 5 นาที ก่อนทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผลเช่นกัน

2.สงสัยว่ากระดูกหัก กระดูกเคลื่อน หลังการพลัดตก หกล้ม ชนกระแทกหากมีอาการปวดบวมแขน ข้อศอก หัวเข่า หรือเท้า ให้คิดถึงกระดูกหักเคลื่อน คลายเสื้อผ้าบริเวณนั้นออก เอาเครื่องประดับในบริเวณที่สงสัยว่าอาจมีการบาดเจ็บออกมาก่อน อย่าเคลื่อนไหวกระดูกที่สงสัย ให้ตรึงกระดูก รวมทั้งข้อบนและข้อล่างของกระดูกที่สงสัยไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว โดยใช้หนังสือพิมพ์หรือวารสารต่างๆ ผ้าห่ม หมอน หรือท่อนไม้ ดามกระดูกที่สงสัยนั้นไว้แล้วพันด้วยผ้า

หากมองเห็นกระดูกโผล่ออกมา อย่าพยายามดันกลับเข้าไป ให้เอาผ้าสะอาดคลุมไว้ก่อน แล้วดามกระดูกก่อนนำส่งโรงพยาบาล ถ้ากระดูกบิดเบี้ยวอย่าพยายามหมุน ดึง ดัน ให้กระดูกกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เราคุ้นชิน ห้ามทำโดยเด็ดขาด ให้ดามกระดูกไว้ในท่าที่พบเห็นก่อนนำส่งโรงพยาบาลต่อไปครับ

Facebook Comment