คุณค่าผู้สูงวัยกับครอบครัวไทยและลูกหลาน

 

ดังที่ทราบดีว่าประชากรผู้สูงอายุปัจจุบันมีอยู่ 13% ของประชากรทั้งหมด และอีก 15 ปีข้างหน้าอาจถึง 25% ซึ่งจะเป็นประชากรส่วนใหญ่กลายเป็น Aging Society แต่ประเทศไทยเตรียมพร้อมด้านนี้ช้ากว่าประเทศอื่นๆ ที่เขาเตรียมมาร่วม 100 ปี ในเมื่อความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในไม่ช้านี้ จึงถึงเวลาที่เราต้องเร่งเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้าน

เมื่อประชากรเปลี่ยนแปลงไป

การที่วัยเด็กมีการเกิดลดลงทุกทีจนเหลือประมาณ 750,000 คนต่อปี ประเทศที่เจริญแล้วจะเตรียมพร้อมว่า เด็ก 1 คน เมื่อเติบโตเป็นวัยทำงานต้องมีงานทำ มีผลผลิตทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเด็ก 1 คน ต้องดูแลพ่อแม่ 1 คู่ และปู่ย่าตายายอีก 2 คู่ เพราะผู้คนจะอายุยืนทั้งพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย อัตราส่วนจะเป็น 1:2:4

มีการศึกษาดูสถิติแล้วพบว่า ครอบครัวเปลี่ยนแปลงไป อัตราการแต่งงานลดลง อัตราคนโสดเพิ่มขึ้น อัตราการหย่าร้างเพิ่มขึ้น อายุแม่ในเมืองใหญ่จะสูงขึ้น พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวเพิ่มสูงขึ้น เด็กอยู่กับพ่อแม่ลดลง ความปรารถนาของคู่สมรสเมื่อมีคู่แล้วอาจแต่งหรือไม่แต่ง จะไม่แนะนำต่อผู้อื่นว่าคู่ชีวิตเป็นภรรยาหรือสามี สิทธิสตรีสูงขึ้น มักรอให้ประสบความสำเร็จในการศึกษา การงานอาชีพ มีคอนโดมิเนียม มีบ้าน มีรถ จึงคิดจะมีคู่ ฯลฯ ทำให้อัตราการเจริญพันธุ์เฉลี่ยที่ครอบครัวจะมีบุตรลดลงจาก 6.3 คน ในช่วงปี พ.ศ. 2507-2508 กลายเป็นมีบุตร 1.8 คน ในปี 2549

ปัจจุบันยิ่งลดลงอีกมาก ทำให้อัตราส่วนประชากรวัยทำงานและแรงงานลดลงมาก ซึ่งจากสถิติครอบครัวควรมีลูกในอัตราอย่างน้อย 2.1 คน จึงจะพอดูแลอัตรา 1:2:4 ได้ แต่ปัจจุบันลดต่ำลงมากเป็น 1.7 และมีแนวโน้มลดต่อไป เพราะชายหญิงวัยทำงานยุคใหม่จำนวนหนึ่งต้องตัดสินใจไม่มีบุตรเพื่อมุ่งแต่งานและชีวิตส่วนตัว

วิชาประชากรศาสตร์ซึ่งสำคัญมากในการพัฒนาประเทศดูเป็นของใหม่สำหรับบ้านเรา ไม่แน่ใจว่ามีอยู่ในหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ หรือไม่แต่คิดว่าต้องพัฒนารีบด่วนเพื่อให้ทุกคนเข้าใจและมีส่วนช่วยกันเพื่อประเทศของเรา พวกเราควรเตรียมพร้อมตั้งแต่อายุ 40 ปี เพื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัยอย่างมีคุณค่า ซึ่งอายุทางราชการกำหนด 60 ปี ไว้สำหรับเกษียณ อายุมนุษย์เราถ้าเอาใจใส่สุขภาพกายและใจดีจะยืดถึง 120 ปี บางคนอาจถึง 150 ปี ด้วยซ้ำไป ดังนั้น 60 ปีของการเกษียณนี้เป็นเพียงครึ่งเส้นทางชีวิตเท่านั้น

การแบ่งกลุ่มผู้สูงอายุ หรือ ส.ว. นี้ประกอบไปด้วย กลุ่ม 60-69 ปี, 70-74 ปี, 75-79 ปี และกลุ่ม 80 ปีขึ้นไป ซึ่งสรีระร่างกาย ศักยภาพ และความต้องการแตกต่างกันตามวัย ผู้สูงอายุไทยนั้นผู้ชายจะอายุสั้นกว่าผู้หญิง

ประมาณ 5 ปี ยิ่ง ส.ว. มากจะพบเพศหญิงมากกว่าเพศชาย หมอเองอายุ 75 ปี ช่วง 60-69 ปี รู้สึกเฉยๆ เหมือนก่อนเกษียณ ทำงานได้เช้าจรดค่ำไม่เหน็ดเหนื่อย ทั้งงานหลวง งานราษฎร์ งานลูก งานหลาน รวมคนไข้และญาติโยม ทำอย่างแฮปปี้ พอ 70 ปีขึ้น เริ่มถอย แต่ใจยังสู้ว่าเรายังแจ๋วอยู่ พอเลข 75 ปีขึ้น เริ่มรู้สึกล้าๆ ทางร่างกาย หกล้มง่าย เริ่มลืมบ้าง แต่ยังเขียนบทความได้ โรคภัยก็มีมาก แต่กินได้นอนหลับ ยังสนุกอยู่กับการงาน ครอบครัว และกิจกรรมเพื่อส่วนรวมต่อไปยังไม่รู้ แต่รุ่นเพื่อนๆ จากไปเกือบ 40 คน จากแพทย์ที่จบพร้อมกัน 160 คน เพื่อนๆ ก็ซ่อมโน่นซ่อมนี่ เปลี่ยนเข่าบ้าง ซ่อมหัวใจไป

ตามกัน อนิจจัง วตสังขารา เห็นคน 80 ปีขึ้นที่ท่านยังแจ๋วมาก หรือแม้แต่ 90 ปีกว่า ก็แสดงตัวอย่างให้เราฮึดสู้ต่อไปว่าท่านยังมีความสุขกับชีวิต แม้หลายท่านนอนอยู่บนเตียง แต่ก็มีลูกหลานห้อมล้อมสุขใจ

มองคุณค่าผู้สูงวัย

ต้องยอมรับว่า ความอบอุ่นในครอบครัวไทยซึ่งมีลูกหลานที่น่ารักและมีทัศนคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ เป็นยาอายุวัฒนะวิเศษสุด ถ้าเป็นครอบครัวฝรั่งจะห่างเหินกัน คนแก่อยู่โดดเดี่ยว นานๆ จะมีคนมาเยี่ยมเยียน แต่คนแก่เขาก็ปรับตัวกันเก่ง ดูเป็นธรรมดา แต่ในอนาคตครอบครัวไทยที่มีสุขกับผู้สูงอายุจะยังคงอยู่หรือเปลี่ยนไปตามประเทศตะวันตกก็ไม่รู้ค่ะ

มีผู้ตั้งคำถามว่า แล้วผู้สูงอายุต้องการอะไร มองตนเป็นอย่างไร สมาชิกและประชาคมอยากรู้ความในใจผู้สูงอายุ ก็พยายามอ่านใจตัวเองและส.ว.ท่านอื่น ๆ ด้วยดังนี้

1. ต้องการให้เห็นคุณค่าว่า ส.ว. ไม่ใช่ส่วนเกินของครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ส.ว.ผ่านโลกมามากทั้งการงาน ครอบครัว อาชีพ สถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดในบ้านในเมือง ถือว่าเป็นทรัพยากรทั้ง Social Asset และ National Asset รวมถึง Cultural Asset และมีความยินดีที่จะใช้ประสบการณ์ที่มีมาในอดีต เช่น จากหน่วยงานหรือชุมชนของตน ไปช่วยครอบครัว สังคม ประเทศชาตินอกจากนี้ประสบการณ์ที่ผ่านมายังทำให้มองการณ์ไกล สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ได้ แม้นมิใช่หมอดู

รวมทั้งช่วยเป็นเข็มทิศของครอบครัวลูกๆ หลานๆ ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ บางรายลงมือช่วยดำเนินการด้วยซ้ำไป ทั้งนี้รวมถึง Financial Asset เพื่อความมั่นคงของลูกหลานและหน่วยงานที่ต้องการความช่วยเหลือ

มีครอบครัวหนึ่งมีลูกอ่อน พ่อแม่ทะเลาะกันแทบตาย ภรรยาเกิด Post Partum Blue คืออาการซึมเศร้ามากหลังคลอด ร้องห่มร้องไห้ ตีโพยตีพายว่าสามีไม่สนใจ เขาเลยออกจากบ้านไป ถึงบท ส.ว. คุณยายต้องเข้ามาสงบสงคราม คือช่วยลูกเลี้ยงหลาน ช่วยบรรเทาความเครียดลูกสาว ปลอบใจลูกเขยให้กลับบ้านช่วยดูลูก ครอบครัวสุขสันต์อีกครั้ง

ประสบการณ์ สว. ผ่านลูกและโลก ช่วยแก้ไขการเลี้ยงลูกได้ทั้งเรื่องท้องผูก ท้องเดิน ร้องไม่หยุด ไม่กินข้าว จนถึงเด็กดื้อ เด็กไฮเปอร์ เพราะพ่อแม่เคยเป็นมาก่อน ฯลฯ ดีสุดคือเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ความเป็นคนดี มีสัมมาคารวะ อ่อนโยน EQ ดี IQ ดี คุณย่าคุณยายช่วยได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นทุกบ้านควรทะนุถนอมท่านไว้ เป็น Life Asset ที่มีคุณค่ามาก

2. ที่อยู่อาศัย ซึ่งสำคัญมาก ในช่วงต้นๆ ของ สว. เช่น 60-65-69 ปี ท่านยังแอคทีฟ ขึ้นลงบันไดสะดวก พออายุมากขึ้นยิ่งมีน้ำหนักมาก จะมีปัญหาเข่า ขา สะโพก บางรายก็กระดูกสันหลัง โดยเฉพาะอายุเกิน 75 ปี จะเห็น สว. ผ่าเข่ากันมากขึ้น ต้องระวังอุบัติเหตุเพราะกล้ามเนื้อขาและน่องอ่อนลง จะหกล้ม พลัดตกง่าย ตาจะเกิดตาต้อและมองไม่ชัด กะระยะลำบาก ต้องปรับเรื่องห้องน้ำ ถ้าเป็นมากอาจต้องปรับให้อยู่ชั้นล่างมากกว่าชั้นบน มีราวจับกันหกล้ม

3. การดูแลสุขภาพอนามัย เป็นธรรมดาที่เซลล์เสื่อมสภาพตามวัย ดูแลเรื่องการเช็กสุขภาพ ให้ท่านมีโอกาสออกกำลังกาย ไปพบหมอตามนัด ดูเรื่องประกันสุขภาพ สว. ประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และระบบข้าราชการเกษียณอายุมีรองรับ ถ้าลูกรับราชการพ่อแม่ก็ได้สิทธิ์การรักษาพยาบาล และสถานที่ใกล้ๆ บ้านก็พอหาได้

4. การมีเวลาพักผ่อน งานอดิเรกและการท่องเที่ยว ท่านมีเวลาเหลือเฟือ ไม่เหมือนก่อนอายุ 60 ปี อาจจัดกลุ่มผู้สูงอายุทำประโยชน์เพื่อชุมชน สว.มีคุณค่าสูง ชุมชนน่าจะได้ประโยชน์จากท่าน มีความถนัดหลายด้าน อาจเปิดรับช่วยดูแลหลานๆ ของชุมชน ยามที่พ่อแม่เราต้องไปทำงาน หรือไปเป็นอาสาสมัครตามโรงพยาบาลหรือสถานสงเคราะห์ ให้ท่านเล่นคอมพิวเตอร์ เล่นไลน์ จะหายเหงาเลย

5. ความมั่นคงด้านเศรษฐกิจของ สว.และครอบครัว การออมสำคัญมาก ควรเริ่มการออมตั้งแต่เริ่มทำงาน ความจริง สว.สอนการออมให้แก่ลูกหลานตั้งแต่เด็ก ที่สิงคโปร์มีการสอนเด็กเรื่องคุณค่าเงินและการลงทุนด้วยซ้ำไป อย่าให้เด็กฟุ่มเฟือย

พ่อแม่เป็นตัวอย่างการออมและการลงทุน จนเมื่อตัวเองเป็น สว.จะมีความมั่นคงมาก สว.ที่วางแผนการเงินดี แม้นเกษียณแล้วภูมิใจมากที่มีโอกาสให้ความมั่นคงทั้งตนเองและครอบครัว มีธุรกิจของตนเอง เป็นที่ปรึกษาและพึ่งพาของลูกๆ หลานๆ ได้ด้วย

6. ศาสนาและธรรมะ สว.เป็นวัยที่เหมาะสุดสำหรับการปฏิบัติธรรมตามศาสนาที่ท่านเคารพนับถือ ชีวิตจะสงบสุขมาก เนื่องจาก สว.จะเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศในเร็วๆ นี้ ตอนที่หมอไปเดินศูนย์การค้าในวันธรรมดาจะพบ สว.จำนวนมาก พบทุกครั้งและทุกแห่งหนจำนวนมากขึ้นๆ ตามร้านอาหาร ดีพาร์ทเมนท์สโตร์ และตลาด ร้านอาหารทุกชนิดจะมี สว.ไปนั่งกัน บางทีเต็มร้านเลยค่ะ รวมแมคโดนัลด์และเคเอฟซีด้วย เป็นเวลาที่ สว.มีความสุขที่ได้กิน เที่ยว พักผ่อน ดูหนัง แต่งตัวทันสมัย ท่องเที่ยว บางแห่ง สว.จะมีลูกหลานมาเป็นกลุ่มใหญ่ น่าชื่นใจ ฝรั่งเห็นจะเป็นงงมาก ภาพอย่างนี้ฝรั่งหายากค่ะ ดังนั้นทางการตลาดสหรัฐฯ จึงมอง สว.เป็นกลุ่มกำลังสำคัญ โดยสรุปดังนี้

- การเข้าถึง สว. คือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ถึงท่านในด้านจับจ่ายใช้สอย เพราะว่าท่าน สว.จะละเอียดมาก จะไม่ซื้อทันที ต้องค้นข้อมูลมาก วิเคราะห์มากกว่าจะตัดสินใจ ดังนั้นต้องให้ข้อมูลโดยละเอียดในสิ่งที่ต้องการโปรโมต แต่อักษรอย่าเล็กมาก เพราะท่านอ่านไม่ค่อยเห็นชัด- นางแบบ นายแบบ ต้องอายุต่ำกว่า สว. สัก 15 ปี เช่นถ้าจะจับกลุ่ม สว.75 ปี นางแบบควรอายุ 60 ปี ดู look young สดใส ในแง่จิตวิทยาท่านอยากสดชื่นดูไม่แก่ค่ะ
– งานโปรโมตต้องดูสดใส สนุกสนาน ขบขัน เพราะในชีวิตท่านมีความสุขมากสุดเมื่ออยู่กับลูกๆ หลานๆ โดยเฉพาะหลาน ท่านจะโปรดมากกว่าลูกๆ อีก ในที่สุดทุกคนก็ต้องเป็น สว. ไม่ว่าท่านผู้อ่านและลูกๆ หลานๆ ที่จะเกิดตามกันมาเพื่อธำรงไว้ซึ่งวงศ์ตระกูลและประเทศชาติ ช่วยกันทนุถนอม สว.ไว้เป็นทรัพยากรล้ำค่าของประเทศไทยค่ะ

ก่อนจบขอฝากกลอนผู้ทรงคุณวุฒิสูงวัย ครูบัวทอง พัฒนถาบุตร ดังนี้

ความสุขผู้สูงวัย

อายุมากตรากตรำมานานนัก ถึงคราพักกลับทุกข์ไม่สุกใส


สุขภาพจิตเสื่อมทรามถูกหยามใจ จึงขอให้เตรียมตัวไม่กลัวเกรง


พยายามลดอัตตามาให้มาก อย่าทำใจให้ลำบากเขาข่มเหง


คงหนุ่มสาวเอาไว้ให้ครื้นเครง ตัวเราเองเป็นตัวเราควรเข้าใจ


คนเรานี้มีแก่หลายสถาน ขบวนการแก่ใช้สิทธิ์แก่สรรเสริญ


แก่ว้าเหว่แก่คุยบ่มแก่เจริญ แก่เหลือเกินประเภทแก่แต่นินทา


แก่อะไรแก่แค่ไหนก็ไม่ว่า แก่ฎีกาแจกกันจริงยิ่งสุขา


รับมากไปใจก็เสียเพลียอุรา ขอแนะว่าน่าทำไปตามใจปอง


สิ่งสำคัญนั้นหนอขอแนะนำ ขอให้จำไว้ว่าอย่าเศร้าหมอง


จงมองตนรู้ไว้และไตร่ตรอง สังขารนั้นเป็นของตัวเราเอง


คอยควบคุมดูแลสุขภาพจิต ต้องหมั่นคิดพิจารณาให้ตรงเผง


เราคือเราใครคือใครไม่ยำเกรง แล้วร้องเพลงว่าตัวข้าฟ้าดินกลัว


เกษียณฯ แล้วอยากทำอะไรก็ทำเถิด ที่จะเกิดคุณภาพชีวิตใหม่


ให้แก่ตนและผู้อื่นได้ชื่นใจ ก่อนอื่นใดต้องตรวจสุขภาพตน


อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โปรดนำมาเตือนใจไม่สับสน


แบ่งความสุขมอบให้ประชาชน ที่เป็นคนยากไร้และขาดแคลน


หากทำได้ดังที่แนะนำมา รับรองว่าจะสุขอย่างเหลือแสน


ใช้ชีวิตอยู่ได้ทุกดินแดน เพราะมีแผนชีวิตดีมีคุณธรรม

 

Facebook Comment