เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น (2)

 

ตามที่ได้เขียนเรื่องนี้มาแล้ว จึงขอต่อตอนที่ 2 ค่ะ

ความเดิมนั้นเริ่มจาก ปัจจุบันเราได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น คนไทยไร้น้ำใจมากขึ้น โดดเดี่ยว สนใจแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเอง ทำอย่างไรก็ได้ขอให้ตัวเองได้ผลประโยชน์สุดๆ ยิ่งยุคดิจิตอล สมาร์ทโฟน ไอโฟน ไอแพด อะไรก็ไอ ไอ ไอ ( I ) คือฉันเท่านั้น ไม่ต้องคิดถึงคนอื่น ได้ยินบ่อยๆ จากคนที่เดินทางโดยรถไฟฟ้า รถเมล์ ว่าบางคนนั่งเล่นอยู่แต่โทรศัพท์มือถือ ผู้ชาย 4-5 คน แข็งแรงทั้งนั้น แต่พอคนแก่ขึ้นมาไม่มีที่นั่ง ทำเป็นมองไม่เห็น จนนักเรียนผู้หญิงตัวเล็กๆ ต้องลุกให้คนแก่นั่ง และข่าวเด็กโตรังแกเด็กตัวเล็กกว่าในโรงเรียนก็ยังคงปรากฏอยู่

ครั้นแล้วทางบริษัทรักลูกคงเห็นสังคมไทยเปลี่ยนไปมาก จึงให้หมอและคุณหมอคคนางณ์ จันทรภักดี ช่วยพูดเรื่องนี้ที่

โรงพยาบาลเด็กสมิติเวชศรีนครินทร์ เรื่อง Humanity และ Empathyในเด็กว่าจะมีวิธีดูแลเลี้ยงลูกอย่างไรให้สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุข มีเมตตาต่อกันดังอดีต เล่มที่แล้วหมอแนะนำให้พ่อแม่มีเมตตาต่อกัน เป็นกัลยาณมิตร ลูกจะเรียนรู้และเลียนแบบ รักลูกเท่ากันและให้ความยุติธรรมต่อลูก สอนลูกทำความดี และปฏิบัติดังนี้

1. ยามลูกเป็นทารก พ่อแม่ต้องเข้าใจลูกก่อน ตั้งแต่วัยลูกยังพูด ยังบอกไม่ได้ว่าเขาต้องการอะไรพ่อแม่บางคนเก่งมากได้ยินแค่เสียงลูกร้อง บอกได้เลยว่าลูกต้องการการกอด หิว หนาว หรือเหงา อยากให้พ่อแม่เล่นด้วย นั่นคือการทายใจลูก ถ้าลูกได้รับการตอบสนองตามความต้องการในจุดแรกๆ เขาจะรู้สึกและสัมผัส “ใจ” ของพ่อแม่ได้เช่นกัน แบบที่เรียกว่าใจถึงใจนั่นเอง เมื่อเขาโตขึ้นการสอนจะแปรไปตามอายุ เช่น ลูกวัย 3 ขวบ ที่โอ๋น้องเวลาน้องวัย 7-8 เดือนร้องไห้ เป็นการแสดงถึงจุดตั้งต้นพรหมวิหาร 4 ของหนูน้อย 3 ขวบ แม่ควรชื่นชมว่าลูกใจดีนะ สงสารน้องนะ แล้วเขาจะพัฒนามากขึ้นเมื่อโตค่ะ

2. พี่น้องวัยเตาะแตะย่อมทะเลาะแย่งของเล่นกันเป็นธรรมดา วัย toddler เรียกว่า วัย “IT’S MINE”อะไรๆก็ของฉันๆๆ คือเด็กมีอัตตาแรงกล้า “ฉันฉวยได้มันเป็นของฉัน” ใครจะเอาไปไม่ได้นะแต่ถ้ามันแตกแล้ว ไม่ดีแล้ว “มันไม่ใช่ของฉัน” ทั้งนี้เพราะวัยนี้สมองพัฒนาเร็ว แต่ความคิดไตร่ตรองด้วยเหตุผลยังตามไม่ทัน เปรียบเสมือนมีรถยนต์เครื่องแรงป้ายแดงแต่เบรคไม่ทำงาน จึงเกิดสงครามแย่งของเล่น แย่งแม่ ฯลฯ ทุกวัน พอโตจะดีขึ้นเอง ถ้าแม่บอกว่า “ผลัดกันเล่นก็ได้” หรือพี่ไปอ่านนิทานกับคุณแม่ ให้น้องเล่นก่อน เดี๋ยวผลัดกัน พี่สาวอายุ 3-4 ขวบ ที่ยอมน้องแม้นตาแดงๆ ถ้าแม่กล่าวชื่นชม “หนึ่งเป็นคนดีนะลูก” พร้อมกับกอดจูบลูกไว้ เดี๋ยวน้องก็เอาอย่างยอมพี่บ้าง นี่เป็นจุดเริ่มต้นการเป็นคนดี เช่นเดียวกับเวลาที่ลูกไปโรงเรียนอนุบาลเจอเพื่อนไม่สบายแล้วจูงมือไปส่งคุณครู แสดงว่าเขามีเมตตาดีแล้ว รู้จักสงสารเพื่อนที่ป่วยหรือตัวเล็กกว่า

3. พูดคุยเล่าเรื่องกับลูก เช่น แม่เล่าตัวอย่างคนดีที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยการสละที่นั่งบนรถเมล์ให้แก่คุณยายหรือตำรวจหน้าโรงเรียนพาแม่และลูกข้ามถนน หรือคนขับแท็กซี่เก็บเงินคืนให้เจ้าของ เหล่านี้แม่ควรชื่นชมเขาให้ลูกฟัง

4. สอนลูกพูดคำไพเราะ มีปิยวาจา รู้จักกล่าวสวัสดี สาธุ ขอโทษเมื่อทำผิด และขอบคุณพร้อมกับพนมมือไหว้สวยๆ และค้อมตัวลง รวมถึงนอบน้อมกับผู้ใหญ่ ลูกจะเป็นที่รักที่นิยมของผู้พบเห็นและชมว่าได้รับการอบรมที่ดี

5. ตัวอย่างดีๆ ในวิถีไทย วันสงกรานต์ วันปีใหม่ วันเกิดผู้ใหญ่ พาลูกไปกราบปู่ ย่า ตา ยาย ไปทำบุญด้วยกัน ให้เด็กๆ ช่วยคุณแม่จัดของไปทำบุญและจัดของไปไหว้ผู้อาวุโส

6. เด็กปฐมวัยให้ช่วยงานบ้างตามวัย เขาจะมีจิตอาสาและเมตตาคนอื่นเมื่อโตขึ้น เช่น งานเล็กๆ ในบ้าน ช่วยพี่ น้อง พ่อแม่ สอนให้ลูกรักธรรมชาติด้วยการปลูกต้นไม้ ดูต้นไม้ดอกไม้เติบโต ดูนก ผีเสื้อ ตัวหนอน ดูชีวิตสัตว์เลี้ยง ให้อาหารปลา เป็นต้น

หลานหมออายุ 2 ปีครึ่ง นำเมล็ดฟักทองจากในครัวไปปลูกลงดิน เฝ้าดูจนฟักทองออกดอกเหลืองอร่ามงดงาม แล้วเรียก “คุณย่าดูฟักทองๆ” หลานจะตักบาตรกับหมอในบางวัน เข้าห้องพระสวดมนต์ได้ ไม่น่าเชื่อว่าอายุไม่ถึง 3 ขวบ เขาท่องนะโมตัสสะฯ ครบ 3 จบ อิติปิ โส ภควาฯ ก็ได้ด้วย

7. เด็กหญิงเด็กชายสอนและอบรมเหมือนกัน บางคนเข้าใจผิดว่าเด็กชายอย่าไปอ่อนมาก “เดี๋ยวจะเป็นตุ๊ด” ให้ห้าวๆ เหี้ยมๆ ไว้หน่อยจึงจะแมน ความจริงความอ่อนโยนไม่ใช่ความอ่อนแอ ความดีมีเมตตาต่อกันไม่แบ่งเพศเลย เพราะเราเป็นมนุษย์ร่วมโลกเดียวกันค่ะ เราไม่ชอบผู้ชายที่โหดๆ แต่ชื่นชมผู้ชายที่เป็นคนดี พูดดี จิตใจดี ความประพฤติดี เพราะเราต้องการคนดีในสังคมเพิ่มขึ้นมากๆ

โลกจะน่าอยู่สำหรับลูกตอนนี้และในอนาคตที่มีความเจริญยิ่งทางเทคโนโลยีและสภาพสิ่งแวดล้อมที่โหดร้ายมากขึ้น ถ้าลูกมีภูมิคุ้มกันด้านจิตใจ เป็นคนดี เขาจะมีชีวิตที่มีความสุข และช่วยเหลือผู้อื่นได้ด้วย

 

Facebook Comment