เตรียมความพร้อมนำลูกสู่ศตวรรษที่ 21

หมอมีแรงบันดาลใจจับปากกาเขียนเพราะ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช นายกสภามหาวิทยาลัยมหิดล มอบหนังสือให้ 2 เล่ม เมื่อพบกันในการประชุม สสค. ซึ่งชื่อเต็มยาวมาก ย่อๆ แล้วกันนะคะว่า สสค. ก็คือ “สสส. สำหรับการศึกษา” ว่าเราจะช่วยลูกหลานพัฒนาการศึกษาอย่างไร เรามีการประชุมสม่ำเสมอกันทุกเดือน

เช่นเดียวกับทางการแพทย์ การสาธารณสุข ที่ปฏิรูปการแพทย์และสาธารณสุข Health Care Reform มาโดยตลอด จนโรงพยาบาลรัฐฯ แน่นล้น เพราะบริการดีขึ้น สิทธิประโยชน์ประชาชนมีมากขึ้น ขณะเดียวกันการปฏิรูปการศึกษาก็ดำเนินมาพร้อมๆ กัน แต่การทดสอบเด็กไทยระดับนานาชาติที่เรียกว่า PISA TEST ยังปรากฏเด็กไทยล่าช้ากว่าเพื่อนบ้าน การวิจัยของไทยเองพบว่า EQ และ IQ ของเด็กไทยลดลง ยิ่งทำให้เรากลุ้มมากขึ้น จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ด้านการศึกษาเพื่อช่วยเด็กไทย

หนังสือเล่มนี้คุณหมอวิจารณ์เขียนเองและมีคุณค่ามาก ชื่อ “การสร้างการเรียนรู้สู่ศตวรรษที่ ๒๑” ซึ่งมองด้านการศึกษา แต่บทบาทพ่อแม่สำคัญมาก จึงอยากเผยแพร่ว่า ลูกของเราที่ดำรงชีวิตในยุคนี้และยุคหน้าควรมีคุณสมบัติอย่างไร

ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัว ปลุกระดม และพร้อมนำลูกสู่อนาคตอันใกล้ มีตัวย่อดังนี้คือ 3Rs + 8Cs และอาจารย์วิจารณ์เพิ่มอีก + 2Ls ด้วย คือ Learning และ Leadership
สำคัญที่สุดคือ 3Rs + 8Cs + 2Ls มีดังนี้

• Reading, ‘wRiting, ‘Rithmetics
 (ทักษะการอ่าน การเขียน และการคำนวณ มีความสำคัญมาก)


• Critical Thinking & Problem Solving
 (ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา)


• Creativity & Innovation
 (ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)


• Collaboration, Teamwork & Leadership 
 (ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)


• Cross-cultural Understanding
 (ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์)


• Communication, Information & Media Literacy
 (2-3 ภาษา) (ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ)


• Computing & Media Literacy
 (ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)


• Career & Learning Self-reliance
 (ทักษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)


• Change 
 (ทักษะการเปลี่ยนแปลง)


• Learning Skills 
 (ทักษะการเรียนรู้)


• Leadership
 (ภาวะผู้นำ)

ส่วน 21st Century Themes ที่สำคัญมากมีดังนี้
• ภาษาและสุนทรียะทางภาษา
 • ภาษาโลก
 • ศิลปะ
 • เศรษฐศาสตร์
 • วิทยาศาสตร์
 • ภูมิศาสตร์
 • ประวัติศาสตร์
 • ความเป็นพลเมือง และรัฐ การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น

หนังสือเล่มนี้มีประโยชน์มาก อยากให้ผู้ปกครองได้อ่าน เพื่อช่วยกันเลี้ยงดูลูกให้มีศักยภาพและสง่างามใน 21st Century นี้

เมื่อพิจารณาดูคุณสมบัติที่คาดหวัง มีองค์ประกอบสำคัญคือ การเป็นคนดี มุ่งทำสิ่งที่ดี มีแรงบันดาลใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่เรียกว่า Motivation ทั้งการดำรงชีวิต การเรียนรู้ รอบรู้ ใฝ่ดี มีความคิดกว้างไกล คิดชอบ ทำชอบ สร้างสรรค์ สมองทั้งซีกซ้ายและซีกขวาทำงานอย่างสมดุลกัน มีความเห็นอกเห็นใจและพร้อมทำงานร่วมกับผู้อื่น มีมนุษยสัมพันธ์ดี เห็นใจผู้อื่น มีจิตเมตตาช่วยเหลือและเข้าใจผู้อื่น นั่นคือมี EQ หรือ Emotional Quotient ดี สามารถรับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างชาญฉลาด ทั้งคอมพิวเตอร์และการสื่อสารต่างๆ เรียนรู้อาชีพ ตั้งใจทำงาน พูดง่ายๆ มีอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา สามารถประกอบวิชาชีพและยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อความเจริญได้ ฯลฯ

คำถามคือ ทำอย่างไรเราจะเตรียมลูกน้อยให้มีคุณสมบัติที่จะนำลูกสู่อนาคตด้วยความพร้อมได้ บางคนอ่านแล้วคิดว่าตัวพ่อแม่เองยังทำไม่ได้เลย แล้วลูกจะทำได้อย่างไร แต่ถ้าเราเลี้ยงลูกให้เข้มแข็งและขยันหมั่นเพียรตั้งแต่เด็กๆ พอเขาโตเป็นผู้ใหญ่อย่างพ่อแม่ เขาจะมีศักยภาพมากขึ้น ซึ่งในบทก่อนๆ ในรักลูก หมอได้เขียนบ่อยๆ เรื่องนี้ โดยเฉพาะ 2 บทหลัง จะเน้นเลี้ยงลูกให้มีคุณธรรม จริยธรรม และเป็นคนดี หมอยังเชื่อมั่นว่าถ้าลูกเป็นคนดี คุณสมบัติอื่นที่ดีๆ นั้นปลูกฝังไม่ยากเลย

ตั้งใจจะแนะนำหนังสือดีๆ แก่คุณๆ อีก 2 เล่ม เพื่อนำลูกสู่อนาคตอย่างเข้มแข็ง เป็นคู่มือเลี้ยงลูกดีเหมือนหนังสือคุณหมอวิจารณ์ เล่มนี้คือหนังสือ วิธีกระตุ้นสมองและฝึกพัฒนาการ เด็กแรกเกิดถึง 6 ปี ด้วยวิธีเล่นกับเขาง่ายๆ เป็นหนังสือแปลค่ะ เขียนโดย มากาเร็ต แซซเซ่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาการเด็กจากประเทศออสเตรเลีย แปลโดย พญ.เกศินี โอวาสิทธิ์ กุมารแพทย์ผู้ชำนาญการด้านพัฒนาการของเด็ก ซึ่งนับเป็นหนังสือที่แพร่หลายในนานาประเทศ การเลี้ยงลูกในยุคนี้ พ่อแม่มักไม่มีเวลาให้ลูกและไม่รู้จะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยพัฒนาให้ลูกเป็นคนดี คนเก่ง และสุขภาพแข็งแรง รวมทั้งเด็กยุคนี้จะอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่อำนวยต่อการเคลื่อนไหว ซุกซน สนุกสนาน การเล่นเพื่อออกกำลังกาย ทำให้การเรียนรู้น้อยลง ถูกจำกัดจากพื้นที่ที่อยู่อาศัย เวลาพ่อแม่มีน้อยลง เครื่องมือต่างๆ และไอทีทำให้เด็กเคลื่อนไหวน้อยลงๆ โอกาสกระตุ้นสมองและกล้ามเนื้อร่างกายลดลงด้วย เช่น การติดทีวี ติดเกม ติดไอแพด ติดอาหารสะดวกซื้อ อยู่แต่ในร่ม ไม่ได้รับแสงแดดและอากาศบริสุทธิ์ ซึ่งลดโอกาสในการพัฒนาร่างกาย สมอง จิตใจ

คุณหมอเกศินีได้นำคำร้องเพลงแบบไทยๆ น่ารักๆ มาอย่างเหมาะสมยิ่ง เช่น เพลงช้างๆๆ โยกเยกเอย มดแดง เพลงกบ ม้าวิ่งกับๆๆ และเพลงอนุบาลอื่นๆ ทำให้พ่อแม่ไทยๆ เล่นกันสนุกขึ้น หนังสือเล่มนี้อ่านแล้วสนุก แนะนำว่าอ่านแล้วลองเล่นกับลูกดู แค่วันละ 10 นาที ด้วยตัวเราเอง แต่ต้องเป็นไปตามอายุของเด็กนะคะ เด็กเล็กต้องระมัดระวัง อย่าเล่นผาดโผนเหมือนเด็กโต มีทั้งสิ้น 135 กิจกรรม มีภาพประกอบ 400 ภาพ ขอเน้นว่า การเล่น การอ่าน การร้อง การรำ ถ้าให้คนอื่นทำไม่มีเสน่ห์ประทับใจเท่าพ่อแม่เล่นกับลูกนะคะ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาเด็กสู่ 21st Century จะเกิดได้ด้วยสองมือพ่อแม่

ส่วนเล่มสุดท้ายค่อนข้างอินเตอร์ เพราะเขียนโดยฝรั่ง หมออ่านดูแล้วมีมุมมองน่าสนใจมาก เป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่ม ทราบว่าอยู่ระหว่างการแปลโดยผู้ชำนาญการ เล่มกะทัดรัด ชื่อเรื่อง Creativity Gym for Innovative Leaders ฟังดูทันสมัยเข้ากับยุค 21st Century จริงๆ เขียนโดย Dr. Alexander Paufler เป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทระดับนานาชาติ หมออ่านแล้วก็วางไม่ลงเพราะน่าสนใจมาก ถ้าท่านสนใจอยากอ่านเร็วๆ ก็อ่านภาษาอังกฤษ ถ้ารอได้ก็รอภาคภาษาไทยค่ะ หมอบอกแต่ว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่ายิ่ง เขียนจากประสบการณ์ตรง และนำสู่ความเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จ เพราะพื้นฐานที่สำคัญยิ่งคือ ชีวิตวัยเด็กและการเลี้ยงดู ควรให้โอกาสลูกแสดงศักยภาพเต็มที่ด้วย Creativity ความคิดสร้างสรรค์ คิดเองทำเอง ลูกเรียนรู้อย่างเสรี ลูกจะประสบความสำเร็จดียิ่ง ก่อนจบฉบับนี้อยากจะเล่าเรื่องเบาๆ สบายๆ น่ารักๆ ของเด็กน่ารัก ไม่ว่าเด็กชาติใดล้วนบริสุทธิ์น่ารักทั้งนั้น

เมื่อเร็วๆ นี้หมอมีโอกาสฟังคอนเสิร์ตการกุศลเพลงอมตะระดับโลก ร้องโดยเด็กๆ 24 คน คือ Vienna Boy’s Choir จัดโดยสถานเอกอัครราชทูตออสเตรีย มหาวิทยาลัยคริสเตียน และคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อนำเงินช่วยเหลือเด็กป่วยเรื้อรังของโรงพยาบาลศิริราช โชคดีมากเพราะไปเวียนนา 2 รอบ ยังไม่ได้ฟัง มาฟังที่ศิริราชนี่เอง เด็กๆ น่ารัก หน้าใสๆ แต่เก่งมาก อายุระหว่าง 10-14 ปี ดังทั่วโลกเพราะเสียงโซปราโนไพเราะจับใจ เพลงดังๆ ทั้งนั้น เช่น จากภาพยนตร์ Sound of Music และ The Little Mermaid คนรู้จักทั่วโลก ร้องทั้งสิ้น 24 เพลง เป็นบทประพันธ์ของคีตกวีชื่อดังของโลกตั้งแต่สมัย ค.ศ.1637 ก็มีค่ะ เช่น Mozart Schubert และ Schuman รวมทั้ง Blue Danube ของ Johann Strauss เอกอัครราชทูตออสเตรียเล่าว่า วงดนตรีนี้ก่อกำเนิดตั้งแต่ ค.ศ.1498 นานเกิน 500 ปีมาแล้ว และยืนยาวคงอยู่อย่างสง่างามเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงเวียนนาและประเทศออสเตรีย จะเห็นว่า 21st Century นี้โลกเป็น One World และ Small World เพราะเด็กออสเตรียบินมาร้องเพลงให้คนไทยฟังเพื่อช่วยเด็กไทยที่ป่วย มีโปรแกรมจะไปอีกหลายๆ ประเทศในเอเชีย ถ้าท่านสนใจลองเข้ากูเกิลดู Vienna Boy’s Choir ใน Youtube หมอฟังเพลงเพราะมากๆ มีรูปให้ดูด้วยในกูเกิลค่ะ

 

Facebook Comment