เยี่ยมเยียนเด็กๆ กับโภชนาการสัญจร

 

เมื่อเร็วๆ นี้หมอเดินทางไปสงขลา กับทีมวุฒิอาสาธนาคารสมองของสภาพัฒน์ และทีมโภชนาการของมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเยี่ยมเยียนโรงเรียนในโครงการ “ปัจจัยและกระบวนการสู่ความสำเร็จในการพัฒนาเด็กไทยให้เต็มศักยภาพด้วยอาหารและโภชนาการ”

ความประทับใจในถิ่นธุรกิจแดนใต้
เมื่อ 5 ปีก่อน ศ.พญ.สาคร ธนมิตร และหมอเคยไปเยี่ยม และเขียนเล่าสู่ท่านผู้อ่านถึงการพัฒนาโรงเรียนต่างๆ ในหาดใหญ่และสงขลา ครั้งนั้นไป 2 วัน 1 คืนค่ะ ประทับใจมากและมีประโยชน์มาก โครงการนี้ได้รับความช่วยเหลือจากภาควิชากุมารเวชศาสตร์ โดย รศ.พญ.ลัดดา เหมาะสุวรรณ และทีมงานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ซึ่งนับว่าประสบความสำเร็จดี แม้นเวลาผ่านไปมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารโรงเรียนบ้าง แต่ก็ยังมีคุณครูน่ารักที่มุ่งมั่นทำเพื่อเด็กๆ ต่อไป

วันก่อนเดินทาง หมอรู้สึกเคืองตาซ้ายและเป็นมากขึ้นตอนเดินทางทั้งๆ ที่หยอดน้ำตาเทียม เกรงว่าอยู่ถึง 2 วัน อาจเป็นมาก จึงโทรปรึกษา อ.ลัดดา ซึ่งเมตตานัดหมอเข้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ให้จักษุแพทย์ช่วยดูแล ล้างตาซ้ายของหมอด้วยน้ำยา 500 ซีซี รู้สึกเกลี้ยงเกลาดี ปรากฏว่าขนตาผู้สูงอายุหลุดง่าย อาจงอเข้าไปข้างในจึงหลุดไประคายตาเวลากะพริบ ทำนองว่าไปช่วยแก้ปัญหาอื่นได้ร้อยแปด แต่พอผงหรือขนตาเข้าตาตัวเองกลับจนปัญญา

ตอนรับประทานอาหารเย็น รศ.นพ.สุธรรม ปิ่นเจริญ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มอ. ยังกรุณามาต้อนรับด้วย รับประทานอาหารใต้กันอร่อย แต่หมอเป็นกรดไหลย้อนเลยกินเผ็ดๆ ไม่ได้ค่ะ คุยกันเรื่องผักพื้นบ้าน เช่น ผักกูด และเมนูอาหาร เช่น ใบเหลียงผัดไข่ สะตอผัดกุ้ง ปลาทอดขมิ้น แกงเหลือง คุยจนถึงบ๊ะกูเต๋อาหารคลาสสิกใต้สุดแหลมทอง หมอตั้งใจจะหาเครื่องปรุงสำเร็จรูปกลับ กทม. ด้วย

ตอนเช้าก็รีบออกเดินทางเพื่อเยี่ยมเยียนโรงเรียน 2 แห่ง เราออกเดินทางไปสงขลา หมอเคยอยู่แถวทุ่งสง นครศรีธรรมราช ตอนเด็กๆ อายุ 8-10 ปี มาสงขลาบ่อยๆ เพราะคุณพ่อทำงานรถไฟ เขาเล่าว่าคนสงขลานั่งรถเมล์ไปเก็บดอกเบี้ยคนหาดใหญ่ คนหาดใหญ่นั่งรถเก๋งไปกู้เงินคนสงขลา เพราะหาดใหญ่เป็นเมืองธุรกิจ เงินสะพัด ส่วนสงขลาคนอยู่สงบๆ แบบเศรษฐกิจพอเพียงแต่รวยจริง ไม่รู้ว่า 60 ปีผ่านมา ยังจริงเหมือนสมัยก่อนไหม หาดใหญ่เจริญมาก ตำนานนั้นคงเปลี่ยนไปแล้ว

ทีมคุณหมอสำรวจอาหารในโรงเรียน
พอถึงสงขลาก็เห็นเกาะหนู เกาะแมว นางเงือก รู้สึกชื่นใจเมื่อระลึกถึงความสุขสมัยเด็กๆ ที่มาบ่อยๆ กับคุณพ่อคุณแม่และน้องชาย โรงเรียนแรกที่เราไปเยี่ยมคือโรงเรียนอนุบาลสงขลา โดย ผอ.ศิลปะชัย ผลกล้า อายุ 52 ปี ซึ่งคุณครูหลายๆ คนบอกว่าตั้งแต่ ผอ. มามีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาหลายๆ อย่างโรงเรียนดูสะอาด มีระเบียบวินัย แบ่งงานกัน คุณครูแต่ละคนรู้งานของตนเอง และภาพรวมของการพัฒนาด้านโภชนาการดี สามารถพูดอธิบายและรู้งานซึ่งกันและกัน

ของว่างวันนั้นน่าสนใจเพราะเป็นของท้องถิ่นจริงๆ ห่างจากผงชูรส สารกันบูด ห่อด้วยใบปอบ้าง ใบตองจากธรรมชาติบ้าง มีข้าวเหนียวห่อหลายๆ แบบคล้ายข้าวต้มลูกโยนแต่อร่อยมากๆ ที่หมอชอบเขาเรียกว่า “ขนมกอแระ” ไม่รู้ทำจากอะไรแต่รู้ว่าอร่อยล่ะ

ผอ.ท่านนี้มีคติคือไม่บังคับเด็ก แทนที่จะสั่งเด็กว่าต้องกินโน่น งดนี่ แต่โรงเรียนนี้จะให้เด็กมีโอกาสเลือกว่าอยากกินอะไร ครูจะรวบรวมข้อมูลแต่ละสายชั้นและจะมีตัวแทนครูเข้ามาร่วมกำหนดเมนูให้ผู้จัดซื้อตามฤดูกาล เช่น เด็กตอบว่าชอบกินข้าวมันไก่หรือข้าวหมกไก่ก็จัดได้บางครั้ง แต่ต้องเติมแกงจืดและมีผักทุกมื้อ เป็นกุศโลบายให้เด็กไม่ต่อต้านผัก ซึ่งส่วนมากมักเขี่ยทิ้ง แต่เด็กที่นี่ชอบเพราะเขาบอกว่าชอบแครอต ถั่วฝักยาว ผักกาดขาว ซึ่งใส่มาในแกงจืด

ชื่อโรงเรียนอนุบาลก็จริง แต่มีนักเรียนมากกว่า 2,300 คน ทั้งอนุบาลและประถม จึงสามารถจัดการงบอาหารให้อยู่ที่ประมาณ 20 บาทต่อคนต่อวัน เด็กต่างวัยจะมีเมนูอาหารต่างกัน แม้นอาหารเช้าที่เด็กกินไม่ทันก็สามารถจัดที่โรงเรียนได้ เช่น ข้าวเหนียว ไก่ทอด ข้าวกะเพรา ซึ่งไม่ใช้โฟม

 

เนื่องจากโรงเรียนนี้เป็นที่นิยมมาก จึงมีนักเรียนมาก เดิมมีเด็กอ้วนมาก จึงไม่มีน้ำอัดลมและไอศกรีมขายในโรงเรียน นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลยังได้ประสานกับทางโรงเรียนเรื่องเด็กที่มีปัญหาขาโก่งเดินลำบาก เด็กเบาหวาน เด็กนอนกรนกลางคืน เพื่อช่วยแนะนำการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และอาจารย์แพทย์ยังแนะนำให้ระวังไข้รากสาด (ไทฟอยด์) ซึ่งหายไปนานหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนี้กลับมาแล้ว ไม่เฉพาะที่หาดใหญ่ แต่มีในจังหวัดอื่นๆ รวมเมืองท่องเที่ยวด้วย สาเหตุก็มาจากภาวะโลกร้อน คนกินน้ำแข็งมากอาจมีเชื้อโรคปะปน ไม่ก็ภาชนะหรือการปรุงอาหารไม่สะอาด

ที่น่าตื่นเต้นคือ ชั่วโมงอาหารเที่ยงต้องชมว่าคุณครูจัดระเบียบดีมาก คือกินเป็นผลัดๆ เพราะพื้นที่ต้องรองรับนักเรียนมากกว่า 2,300 คน แบ่งเป็นอนุบาล-ป.3 และ ป.4-ป.6 ซึ่งจัดไว้คนละเมนู ก่อนกินนักเรียนพร้อมเข้าแถว คุณครูตักอาหาร เด็กรอกินพร้อมๆ กัน ก่อนกินเด็กๆ จะกล่าวขอบคุณพ่อแม่ ขอบคุณประเทศ ขอบคุณอาหาร ขอบคุณโรงเรียน ชั้นโตจะมีผู้แทนนักเรียน 3-4 คน ยืนตักอาหารให้เพื่อนๆ ซึ่งผู้กินจะบอกให้ตักน้อย ตักมากได้ เวลากินต้องกินเป็นระเบียบ ทุกคนมีถ้วยน้ำของตัวเอง ช้อนส้อมใส่ถุงเป็นสมบัติของใครของมัน เด็กมารยาทดีมากกว่าในบางแห่งของ กทม. คือไหว้คุณครู ไหว้ผู้มาเยี่ยมเยียน ยิ้มตาโต ตาใส น่ารักมาก

ในจำนวนนี้มีเด็ก 1-2 คน ที่ไม่กินอาหารโรงเรียนแต่เอาคุกกี้มาจากบ้าน เพราะที่บ้านกินแต่อย่างนี้ หมอๆ เลยแนะนำวิธีค่อยๆ โน้มน้าวให้เด็กกินอาหารเหมือนเพื่อนๆ เพราะหมอเคยพบอาจารย์อนุบาลท่านหนึ่งที่รังสิตคลอง 4 เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เด็กไม่ยอมกินข้าว ครูจึงให้ศิษย์อนุบาลกินวันละ 5 เม็ด และเพิ่มเป็น 10 เม็ด ด้วยความอดทนจนกินข้าวเป็นเหมือนชาวบ้านค่ะ

ต้นแบบโรงเรียนปลอดน้ำอัดลม
สรุปว่าเป็นวันที่มีความสุขทั้งผู้เยี่ยม ผู้รับ และเด็กๆ ก่อนกลับทีมเราบุกลุยดูในครัวด้วยว่าสุขอนามัยเป็นอย่างไร เพราะต้องดูทั้งโภชนาการและสุขอนามัย การสาธารณสุข พร้อมชิมอาหารเมนูเดียวกับเด็กโตที่ห้องอาหารอาจารย์ ยอมรับว่านอกจากโภชนาการสมวัยแล้วยังอร่อยด้วย

ภาคบ่ายวิ่งกลับหาดใหญ่ไปที่โรงเรียนวัดเทพชุมนุมที่เคยชื่นชมเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เพราะเป็นโรงเรียนที่ปลอดน้ำอัดลมได้ในยุคต้นๆ ซึ่งยากมาก ด้วยความเข้าใจที่ดีต่อกันของผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ และโรงเรียน จนเป็นโรงเรียนตัวอย่างและได้รางวัล ห้องสมุดเด็กดีมาก ได้รางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ปี 2538 มีหนังสือเหมาะสมกับวัยให้เด็กเลือกเอง ยืมเอง เด็กดูแลรักษากันดี ยืมของเล่นกลับบ้านก็ได้ เด็กเล็กๆ รับผิดชอบดี

ผอ.สนิท จินดาวงศ์ ท่านนี้อยู่มานานมาก งานดำเนินด้วยดี ท่านยังพยายามหารายได้เข้าโรงเรียนโดยปลูกต้นยาง ซึ่งใกล้จะกรีดได้แล้ว เด็กส่วนหนึ่งไม่ได้กินอาหารเช้ามา ครูจะมาดูแลให้อาหารเด็กแต่เช้า เน้นเสริมผลไม้ตอนมื้อเที่ยงสลับกับของหวาน เช่น ถั่วเขียวต้ม นักเรียน 580 คน เดิมมีเด็กผอมมาก แต่เข้าโครงการแล้วเด็กดีขึ้น เหลือผอมน้อยกว่า 7% น้ำหนักเกินยังมี 4% มีทั้งท้วม อ้วนกลาง อ้วนมาก จึงส่งเสริมการออกกำลังกายมาก ปัญหาของเด็กอ้วนคือมักไม่ยอมออกกำลังกาย พ่อแม่บอกว่าเด็กมักจะเหนื่อยไม่ยอมทำ ซึ่งทางแพทย์แนะนำให้ค่อยเป็นค่อยไป ลดอาหารที่ละน้อยๆ เพิ่มการออกกำลังเท่าที่ทำได้ เพราะบางคนพุงใหญ่จนก้มไม่ลง

งบค่าอาหาร 20 บาท แบ่งเป็นข้าวกับกับข้าว 15 บาท ผลไม้ 5 บาท ถ้ากินมากกว่านี้ต้องจ่ายเงิน แต่ไม่มีขนมกรุบกรอบหรือขนมหวานในโรงเรียน ก่อนกลับบ้านมีคลาสออกกำลังกาย หมอๆ เดินไปพบตุ้ยนุ้ยบางคนก็แนะนำไปเลย เพราะหาดใหญ่เป็นเมืองอุดมสมบูรณ์ อาหารการกินสารพัด เมืองเจริญเร็วย่อมมีอาหารฟาสต์ฟู้ดเข้าถึงเด็กได้ง่ายเมื่อออกนอกรั้วโรงเรียน

ฝากไว้ว่าอย่าให้เด็กกินไส้กรอกมาก เพราะสังเกตเห็นว่าหน้าโรงเรียนทุกแห่งในประเทศไทยจะพบไส้กรอกสีแสดๆ สดๆ ใส่สารกันบูดและสีมาก ถ้ากินมากจะมีอันตราย แนะนำให้กินขนมไทยๆ ดีกว่าค่ะ

 

Facebook Comment