ลูกหลานมีเมตตา จะพาสู่ความสุข

ในภาวะที่บ้านเมืองวุ่นวาย มีความรุนแรงทั้งภายในและภายนอกประเทศ สหรัฐและรัสเซียทำท่าจะเกิดสงครามเย็นอีกจากกรณียูเครน-ไครเมีย 

ไม่รู้เป็นการจารกรรมไฮแจคหรือการเมืองกันแน่ ในบ้านเราเองก็มีข่าวสะเทือนใจ เช่น ลูกวัยรุ่นฆ่าพ่อแม่และน้อง วัยรุ่นยกพวกตีกัน และความรุนแรงทั้งในครอบครัวและในสังคมยังมีมากขึ้น ทำให้เราต้องคิดว่าถ้าลูกเติบโตอยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ลูกจะปลอดภัยหรือไม่

ถ้ามานั่งคิดดู เมืองไทยเราสงบร่มเย็นเป็นสุขมานาน อย่างที่กล่าวว่า “ตามประเพณีไทยแท้แต่โบราณ ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ” คือ ให้กันตามมีและตามเกิด ให้เพลินเพลิดกายจนกว่าจะกลับ คนรวยก็ต้อนรับ คนจนก็ต้อนรับ มีอะไรก็แบ่งกันกิน เด็กๆ จะถูกสอนให้แบ่งปัน มีส้มสูกลูกไม้แบ่งเพื่อนบ้าน

ถ้าบ้านไหนแกงอร่อยหม้อหนึ่งก็แบ่งกันกิน ลูกหลานก็นับญาติกับข้างๆ บ้าน เรียกลุง ป้า น้า อา กันทั้งที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกัน พอเกิดวิกฤติก็ร่วมกันสู้ ร่วมช่วยเหลือกัน (คล้ายปี 2554 ตอนน้ำท่วม กทม. ซึ่งพอหายน้ำท่วมก็ทะเลาะกันใหม่) เด็กๆ ที่เติบโตมาตั้งแต่เล็กเห็นแบบอย่างจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็ทำตาม มีพระ มีวัด และศาสนา คอยชี้แนะ ทำให้สงบร่มเย็น มีเมตตาต่อกัน

ชีวิตไทยๆ เปลี่ยนแปลงตามวันเวลา

ล่วงมาถึง พ.ศ. 2557 ผ่านกึ่งพุทธกาลมา 57 ปี มีการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เป็น BIG CHANGE คือวัฒนธรรมสังคมตะวันตกหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำท่วม

เชื่อกันว่าอารยธรรมหรือความศิวิไลซ์ (Civilization) เข้ามากลืนกินวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนนั้นหมออายุ 4-5 ขวบเท่านั้น ตอนนี้อายุ 74-75 ปีแล้ว ยังจำได้ตอนวิ่งหนีลงหลุมหลบภัยเมื่อเครื่องบินมาทิ้งระเบิด คนไทยตายมาก แต่คนทั่วโลกตายมหาศาล

จบสงครามฝ่ายนาซีและญี่ปุ่นแพ้ แต่ยุโรปสู้รบกันนาน โดนระเบิดมาก ตายมาก บ้านเมืองชำรุดแหลกลาญ สหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง ส่งสินค้า ของกิน ของใช้ รถยนต์ เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฮเทคขาย ร่ำรวยมาก เพราะไม่ถูกทำลาย รวยจากสร้างอาวุธสงครามขายทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย

ชีวิตไทยๆ เริ่มเปลี่ยนหลังสงคราม เช่น ลูกกินนมแม่อยู่ดีๆ ก็ไม่ทันสมัยเสียแล้ว เพราะตะวันตกโฆษณาว่าแม่ไม่ใช่โรงงานผลิตนม ต้องกินนมวัวที่ผลิตจากต่างประเทศ สินค้าฟุ่มเฟือย แฟชั่น และแบรนด์ต่างๆ เข้ามาแทนที่การแต่งกายแบบไทย ๆ ฯลฯ ครอบครัวเริ่มเปลี่ยนไปจากที่อยู่กันเป็นครัวเรือน มีปู่ ย่า ตา ยาย พี่ ป้า น้า อา กลายเป็นครอบครัวเดี่ยวๆ มีแค่พ่อ แม่ ลูกอยู่ตามลำพัง คนต่างจังหวัดเคลื่อนย้ายเข้ามาเมืองกรุงหรือเมืองอุตสาหกรรม

เป็นแรงงานทันสมัยที่ทิ้งลูกไว้ให้คนแก่เฒ่าดูแล ปัญหาในเมืองใหญ่ (Mega City) และหัวเมืองใหญ่ๆ มีมากขึ้น ทั้งอาชญากรรม ความไม่ปลอดภัย ความแออัด สุขภาพ การศึกษา สวัสดิการแม่และเด็ก คนแก่ แล้วก็มีปัญหาอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ว่าชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้กันอย่างไร

Screen Shot 2014-12-24 at 10.11.29 AM

เรื่องของนิสัยใจคอ

เราเคยสงสัยว่า ทำไมคนเราในโลกนี้ 7,000 ล้านคน เฉพาะคนไทย 67 ล้านคน รวมอาเซียนเป็น 600 ล้านคน ถ้ารวมเอเชียแปซิฟิค (มีจีน 1,300 ล้านคน และอินเดีย 1,200 ล้านคน) เป็น 3,000 ล้านคน และประชากรทั่วโลกรวม 7,000 ล้านคน หน้าตาไม่เหมือนกันเลย ขนาดคนไทยด้วยกัน พี่น้องคลานตามกันมาหน้าตายังไม่เหมือนกันเด๊ะ ฝาแฝดไข่ใบเดียวก็แค่คล้ายกัน ไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง

โดยเฉพาะนิสัยใจคอ เช่น แฝดสยามที่โด่งดังมากในไทยช่วงต้นยุครัตนโกสินทร์ ไปอยู่สหรัฐฯ ทำให้คนรู้จักทั่วโลก ชื่อ “อิน” กับ “จัน” ตัวติดกันด้านข้าง (Conjoined Twin) เดินทางโชว์ตัวไปทั่วทางซีกตะวันตก คนหนึ่งชอบดื่มสุรา อีกคนไม่ชอบเลย เหม็นด้วย แต่งงานกับฝรั่งและลูกหลานเหลนโหลนก็เป็นชาวอเมริกันทุกวันนี้

ค.ศ.1874 ฝาแฝดอายุ 63 ปี ตอนตายคนติดสุราตายก่อน อีกคนต้องนอนคู่กับแฝดเพราะตัวติดกันจนตายตามไป ดังนั้นนิสัยใจคอมีดีเอ็นเอ (DNA) กำหนดก็จริง แต่มีสิ่งอื่นที่เหนือกว่านั้นกำกับ มิฉะนั้นฝาแฝดย่อมต้องเหมือนกันทั้งหน้าตาและนิสัยใจคอ ทางพระท่านว่า แล้วแต่กรรมกำหนดมา

เพราะอุปนิสัย ความดีความชั่ว ติดตัวกันมาแต่อดีตชาติ ซึ่งซับซ้อนและยาวนานมาก พระท่านเปรียบเหมือนเราเขียนลงในแผ่นกระดาษด้วยดินสอ แล้วก็เขียนทับอีกๆๆ ไม่รู้กี่ภพ กี่พันปี จนดูไม่ออกว่าเขียนอะไรไว้บ้าง แต่ถ้าเราคิดว่าอย่าไปแก้ไขอะไรเลย ลูกนิสัยไม่ดี ไม่รักดี เกิดจากกรรมเก่า ปล่อยตามเวรตามกรรม ก็ยิ่งทำให้เขามีวิบากโดยสร้างกรรมใหม่ๆ มากขึ้น ไม่สามารถหลุดพ้นบ่วงกรรมได้

หมอเคยได้ดู DVD เรื่องของฮิตเลอร์ว่าทำไมจึงโหดร้าย สามารถทำสงครามโลกครั้งที่ 2 เข่นฆ่าชาวยิวและคนทั่วโลกได้ขนาดนั้น ปรากฏว่าสมัยเด็กๆ เขาโดนความรุนแรงในครอบครัว ถูกทำร้ายร่างกายซ้ำซากตั้งแต่เด็กๆ เพราะพ่อดุร้ายมาก ทุบตีบ่อยๆ โตขึ้นไปพอเห็นเยอรมันแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้เขาแค้นมาก

ความแค้นสมัยเด็กจนถึงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่จึงสะสมมาจนเป็นคนโหดร้าย จุดจบคือการฆ่าตัวตายเมื่อแพ้สงครามครั้งที่ 2 ซึ่งคิดไม่ถึงว่าคนเพียงคนเดียวนี้จะมีอิทธิพลนำความทุกข์แสนสาหัสมาสู่ชาวโลกและสังหารคนเป็นสิบล้านคนได้ น่าสงสัยว่าการเลี้ยงดูเป็นปัจจัยเสริมหรือปัจจัยหลักต่อทัศนคติและพฤติกรรม หรือว่าเขามีความผิดปกติทางจิตอยู่แล้ว หรือเป็นเรื่องของพันธุกรรม ซึ่งคนที่มีความผิดปกติเหล่านี้พบได้ทั่วไปในสังคม

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ลองคิดดูว่า ถ้าผู้ใหญ่ไม่โอบอุ้มลูกหลานเราให้มีตัวอย่างที่ดี มีเมตตา ช่วยสงเคราะห์ผู้ด้อยกว่า เด็กจะไปเรียนรู้จากที่ไหน เราเลี้ยงดู อบรมบ่มนิสัย ส่งเสริมให้ลูกมีเมตตาดีที่สุด เพราะเมตตาธรรมค้ำจุนโลก

ข้อนี้พิสูจน์ได้จากทุกหลักศาสนาที่สอนเหมือนกันหมด ทั้งพุทธ คริสต์ อิสลาม เต๋า และอื่นๆ บางคนบ่นว่า “ยากนะคะคุณหมอ สิ่งแวดล้อม สื่อต่างๆ ตั้งแต่ลืมตาตื่นนอนจนหลับมีแต่เรื่องความรุนแรง ความเห็นแก่ตัว ต้องสู้เพื่อเอาตัวรอด ลูกจะเห็นตั้งแต่เล็กๆ”แต่เราหล่อหลอมเขาได้ตั้งแต่เล็กๆ ให้เขามีเมตตาต่อสัตว์ ให้เขารักดอกไม้ สัตว์นานาชนิด แม้ตัวหนอน

วันก่อนนี้หมอพาหลานชายอายุ 3 ขวบ เดินเล่นให้ดูธรรมชาติยามเย็น เจอตัวหนอนกำลังกินใบไม้ กินจุจริงๆ หมดใบเร็วมาก รูปร่างเหมือนในนิทานที่ตัวเขียวๆ อ้วนๆ หลานชอบมาก กินมากไปน้ำหนักเยอะทำให้หล่นลงมา ตัวหนอนพยายามเกาะแน่นที่ขอบกระถางต้นไม้ หมอก็เชียร์ “เอ้าปีนขึ้นไปๆ ไปหาแม่นะ เดี๋ยวกลับไม่ถูก” หลานก็ช่วยเชียร์ หมอเอาใบไม้ประคองให้ขึ้นไปอยู่บนต้นได้ หลานจำแม่นผ่านมาเป็นเดือนยังจำได้ “ช่วยตัวหนอนกลับบ้านดีกว่า”

อีกวันที่ช่วยเลี้ยงหลาน เขากำลังซุกซนต้องเอานิทานสยบเพราะเราปวดเข่า เขาชอบจูงหมอวิ่งซึ่งเราสู้ไม่ได้ ต้องเล่าเรื่องหรรษา “กานดากับแม่มด” จากนิทาน Hansen and Gretel หลงป่าเข้าไปเจอบ้านขนมปังและช็อกโกแลต พอแทะประตูขนมก็โดนจับตัว

หมอถามว่า ถ้าเป็นหลานจะทำอย่างไร เขาว่า “ตีแม่มดเลยตีๆๆ” หมอจึงบอกว่า พูดกับเขาดี ๆ ได้ไหม แม่มดคนนี้ฟันผุทั้งปาก อารมณ์ไม่ดีเลย เขาไม่เคยได้กินผลไม้อร่อยๆ คุยกับเขาดูว่าอยากกินผลไม้มั้ย อร่อยนะ ปล่อยหนูไปพบพ่อแม่และขนผลไม้มาให้ พร้อมแปรงสีฟัน ยาสีฟันเถอะ แม่มดชอบใจจึงปล่อยกลับ และเด็ก 2 คน ก็กลับมาอีกตามสัญญาและกลายเป็นเพื่อนกัน

นิทานนี้สอนเด็กให้รู้จักการเจรจา ฟังเหตุผล ทุกคนมีสิทธิ์คิดเองได้ การใช้กำลังหรือความรุนแรงไม่แก้ปัญหา ความเมตตาเท่านั้นที่จะแก้ไขปัญหาได้

 

Facebook Comment