โลกเปลี่ยนไป…อะไรคงอยู่

เร็วๆ นี้หมอให้สัมภาษณ์หลานสาวอายุ 13 ปี ซึ่งเรียนอยู่สาธิต โปรแกรมภาษาอังกฤษ (EP หรือ English Program) ซึ่งเรียนอย่างสนุกสนานและค้นคว้าด้วยตัวเอง

วันก่อนต้องค้นคว้าเป็นกลุ่มในเรื่อง Atmosphere คือบรรยากาศชั้นต่างๆ ของโลก ว่ามนุษย์อยู่ชั้นไหน เครื่องบิน จรวดอยู่ชั้นไหน โอโซนอยู่ชั้นไหน ฯลฯ ช่วยกัน 3 คน ค้นจากอินเตอร์เน็ต จินตนาการและประดิษฐ์เป็นนวัตกรรม (Innovation) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของ 21st Century สรุปงานต่อด้วยการทำนิทรรศการและรายงาน ทำกันตั้งแต่ 10:00 น. ถึง 23:00 น. ช่วยกันออกแบบเป็นกล่องของบรรยากาศและโลก ใช้สถานที่ที่บ้านหมอเอง

วันนี้หลานต้องทำสรุปรายงานสัมภาษณ์คนไทยหลากหลายอายุ เรื่องความแตกต่างระหว่างยุคก่อนและยุคปัจจุบันในหลายๆ ประเด็น ว่าสมัยคนอายุคุณย่าแตกต่างกับปัจจุบันอย่างไร ทำให้หมอคิดว่าอายุ 74 ปีนี้ เห็นผลการเลี้ยงดูเด็กไทยยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กคนนั้นกลายมาเป็นรุ่นหลังหมอ คือรุ่น Baby Boom เพราะคนตายมากหลังสงคราม

ลูกหมอปัจจุบัน 3 คน อายุตั้งแต่ 46 ปี 42 ปี และ 40 ปีตามลำดับ เป็น Generation X ตอนนี้หลานวัยรุ่นกำลังอยู่ใน Generation Y และเจ้าตัวเล็กสุดอายุ 3 ปี อยู่ใน Generation กำลังจะเป็น Z มีความหลากหลายทางความรู้ ประสบการณ์ ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติของคนต่างรุ่น ให้ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่างมีความสงบสุขในประเทศและบนโลกใบนี้

ขณะที่กำลังพูดคุยกับหลานสาวอายุ 13 ปี ที่ระเบียงบ้าน เรื่องหลักสูตรการเรียนและโครงการต่างๆ มีหลานชายคนเล็กตัวป้อมๆ อายุ 3 ปี วิ่งวนเวียนอยู่ใกล้ๆ อยากเข้ามาร่วมบทสนทนาวิชาวิทยาศาสตร์ ม.1 แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรก็เลยร้องเพลงประจำเนิร์สเซอรี่ของตนเอง เดี๋ยวหมอเรียกตัวเองว่ายาย เดี๋ยวเรียกว่าย่าเขาก็งง ๆ หมอบอกว่า “ยายเป็นแม่ของป้าอ้วน ป้าอ้วนเป็นแม่ของพี่บิ้ง ยายจึงเป็นยายของพี่บิ้ง ส่วนย่าคนนี้แหละเป็นแม่ของพ่ออั๋น พ่ออั๋นเป็นพ่อของเต็ม ย่าจึงเป็นย่าของเต็ม” ถามเขาว่า “รู้เรื่องหรือยัง” เขาตอบว่า “ยัง” แล้วก็ออกไปวิ่ง ร้องเพลงต่อไป เป็นเพลงชาวเขาของเด็กในบ้านเรา อยู่กับหลานๆ ก็ตลกดีค่ะ

รุ่นหมอจบศิริราช พ.ศ. 2506 นับเป็นรุ่นที่ 68 ของศิริราช ปัจจุบันโรงพยาบาลศิริราชอายุเกิน 125 ปี จึงมีแพทย์เข้ามาเกิน 125 รุ่นแล้ว รุ่นหมอจึงไปทัศนศึกษาด้วยกันทุกๆ ปี โดยรถบัสใหญ่ 2 คัน ตามสถานที่ต่างๆ

ระยะหลังไปวัดวาอารามมากขึ้น พอขึ้นรถบัสก็จะมีแพทย์หญิงอาวุโสผู้ใฝ่ธรรมะชวนพวกเราให้สวดมนต์เช้าและสวดมนต์เย็นเพื่อความเป็นสิริมงคล และเวียนให้เพื่อนๆ ในรถซึ่งนานๆ พบกันครั้ง มาจากภาคต่างๆ ของประเทศบ้าง สหรัฐอเมริกาบ้าง ได้ทัวร์กันสนุกและทำบุญให้เพื่อนๆ ผู้ล่วงลับด้วย ในกระเป๋าหรือไอแพดมักมีรูปหลานๆ มาอวดกัน

 

105-chanika
ครั้งหนึ่งไปวัดท่าซุงที่อุทัยธานีของหลวงพ่อฤาษีลิงดำผู้จากไปแล้ว แต่มีผู้คนเคารพนับถือท่านสืบทอด รวมทั้งมีแพทย์บวชไม่สึกด้วย ท่านสอนเพื่อนๆ แพทย์ว่าควรเตรียมตนได้แล้ว อายุก็มากเต็มที ให้ปฏิบัติตน รักษากาย วาจา ใจ ทำสมาธิ ถ้าบวชได้จะดี

มิฉะนั้นจะเวียนว่าย ตาย เกิดซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนี้ ซึ่งพวกเราเห็นหลานๆ และพ่อแม่ของเขาต่างคร่ำเคร่งกับการเรียนทั้งในชั้นเรียนและเรียนพิเศษในวันหยุด ทำงานกันหนักทุกครอบครัว ดูจะหนักหนากว่าสมัยปู่ ย่า ตา ยาย อย่างหมอ และชีวิตก็วนเวียนอยู่เช่นนี้ ถ้าเกิดใหม่ก็เช่นกัน

ดังนั้นการเลี้ยงดูลูกอย่าซีเรียสผลักดันหรือกดดันลูกหลานจนไม่มีความสุข ลูกๆ หลานๆ เขาก็รักเรากันทั้งนั้น แต่ชีวิตของเขาในยุคนี้แตกต่างจากยุคของเราโดยสิ้นเชิง รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ต้องพยายามเข้าใจรุ่นพ่อแม่ และรุ่นพ่อแม่ต้องเข้าใจรุ่นลูกหลานของตน เดินอยู่ในทางสายกลางๆ

ข้อสำคัญคือต้องให้ลูกหลานมีวิจารณญาณหรือ Critical Thinking รู้จักคิดเอง รับผิดชอบ ขยันหมั่นเพียร มีสติมีปัญญาแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม ดังนั้น Problem Solving จึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ และสูงยิ่งกว่านั้นสำคัญสุดคือ การเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม มั่นคงในความสุจริต ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักปรับตัวอย่างเหมาะสม ไม่เอาเปรียบคนอื่น เห็นใจและมีเมตตา ศีล 5 ยังคงสำคัญ แม้นทำไม่ครบก็พยายามต่อไป ลูกๆ จะอยู่ในทำนองคลองธรรม และไม่ออกนอกลู่นอกทาง

สมัยหมอเด็กๆ คุณแม่จะสอนว่า ถ้ามีอะไรคับขันหรือวิกฤติคิดอะไรไม่ออก ให้ท่องคำว่า “เต ชะ สุ เน มะ ภู จัน นา วิ เว” คุณแม่ว่าสอนกันตั้งแต่สมัยคุณทวด (คงมาพร้อมพุทธศาสนาเข้าสู่ประเทศไทยยุคแรกๆ) สมัยเด็กๆ หมอก็จำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง

ต่อมาศึกษาเพิ่มเติมพบว่าเป็นพระนามของพระพุทธเจ้า ซึ่งก่อนจะมาประสูติเป็นพระพุทธเจ้าชาติสุดท้ายนั้น ท่านได้เกิดมาหลายร้อยชาติ แต่ 10 ชาติสุดท้ายท่านทรงบำเพ็ญบารมี 10 ประการ พระนามท่านคือคำย่อของคาถาที่หมอท่องมาแต่เด็กคือ เต ชะ สุ เน มะ ภู จัน นา วิ เว คือ

1. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญ เนกขัมมบารมี คือ บารมีจากการออกบวช 


2. พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญ วิริยะบารมี คือ ความพากเพียรสูงสุด เมื่อเรือแตกท่านว่ายน้ำในมหาสมุทรใหญ่เป็นเวลานานมาก ด้วยวิริยะบารมี


3. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี คือ เมตตาสูงสุด ท่านดูแลพ่อแม่ตาบอดด้วยความเมตตาและกตัญญูสูงยิ่งนัก


4. พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี คือ ความมีจิตที่แน่วแน่สมบูรณ์


5. พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี คือ ความมีปัญญาสูงสูด


6. พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญ ศีลบารมี คือ ความมีศีลสูงสุด


7. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญ ขันติบารมี คือ ความอดกลั้นสูงสุด


8. พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญ อุเบกขาบารมี คือ การมีอุเบกขาสูงสุด


9. พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญ สัจจบารมี คือ ความมีสัจจะสูงสุด


10. พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญ ทานบารมี คือ การรู้จักให้ทานสูงสุด

นี้คือ ทศชาติชาดก 10 ชาติสุดท้ายก่อนเป็นพระพุทธเจ้า หมอจึงถึงบางอ้อ ที่คุณแม่สอนไว้ ท่านจากไปนานถึง 30 ปี คุณทวดหญิงท่านจากไปตอนหมออยู่ในท้องคุณแม่ 4 Generation หรือ 4 ชั่วอายุคน ที่ผ่านการอบรมสั่งสอนมาให้ระลึกถึงการทำความดีอยู่เสมอ

ดังตัวอย่างพระพุทธองค์ซึ่งทรงบำเพ็ญเพียรยาวนานมาก เพราะคนเราเรียนทันกันหมด แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่การทำความดีนั้นเป็นของที่ติดตัวเราไปทุกเวลานาที ทั้งภพนี้และภพหน้า จึงสรุปว่า แม้นโลกเราจะเจริญมากทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และจะอีกกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นปี สัจจธรรมและคุณความดีที่เราทำไว้สอนลูกสอนหลานจะทำให้เขามีชีวิตอย่างมีสุขได้ในทุกยุคทุกสมัย

 

 

 

Facebook Comment