แทคทีมสร้างลูกเก่ง ดี มีความสุข



หากถามพ่อแม่และญาติแต่ละครอบครัวที่มีลูกๆ หลานๆ ว่า คุณมีเป้าหมายอยากให้ลูกหลานเติบโตขึ้นมาเป็นคนอย่างไร หลายคนคงตอบตรงกันว่า อยากให้เขาเป็นคนดี มีความสุข และเก่งพอที่จะพึ่งตนเองได้ เป็นที่ภาคภูมิใจของพ่อแม่และครอบครัว

หลายคนอาจกำลังรู้สึกว่าการมีลูกไม่ใช่เรื่องยากเท่าการจะเลี้ยงลูกสักคนให้เติบโตตามเป้าหมายที่คุณอยากให้เป็น ซึ่งในยุคปัจจุบันที่สังคมเรามีการแข่งขันกันสูงขึ้นในเรื่องการงาน ทำให้คุณพ่อคุณแม่และญาติคนอื่นในบ้านแทบไม่มีเวลาได้ดูแลลูกร่วมกัน ปัญหาที่หมอพบบ่อยคือ

 
  • พ่อแม่และญาติมักตามใจลูกมากเกินไป เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกหลาน
     
  • ผู้ใหญ่มักทำอะไรแทนลูกหลานทั้งหมดจนเกินพอดี เช่น อาบน้ำ ป้อนข้าว เพราะความที่มีเวลาน้อย กังวลว่าถ้าเด็กทำเองจะช้า ไม่ทันเวลา กลัวไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย
     
  • ความเห็นในการดูแลลูกที่ขัดแย้งไม่ตรงกันระหว่างพ่อแม่ หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัว เช่น บางคนอยากฝึกให้ลูกได้ทำอะไรเอง แต่บางคนตามใจลูกและทำอะไรแทนทั้งหมด จากปัญหาดังกล่าว เราจึงพบกันบ่อยว่าเด็กๆ ยุคปัจจุบันมักเอาแต่ใจ (เพราะถูกตามใจ) ทำอะไรเองไม่เป็น (เพราะขาดโอกาสฝึกฝนจากผู้ปกครอง) รวมทั้งไม่ค่อยมีระเบียบวินัยและขาดความรับผิดชอบ (เพราะขาดการปลูกฝังเรื่องหน้าที่ กฎเกณฑ์ ระเบียบวินัย) ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองกลุ้มใจในพฤติกรรมของลูกหลานจนอาจทะเลาะและโทษกันไปมาได้ แล้วอะไรที่จะช่วยให้คุณร่วมมือกันเลี้ยงลูกให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ คงเป็นคำถามที่คุณกำลังหาคำตอบอยู่ใช่ไหม? ในเรื่องนี้หมอนำหลักการและวิธีการดีๆ มาฝากดังนี้ครับ

1.เริ่มจากการมี Teamwork ที่ดีก่อน ดังนี้
 

A) การที่คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองพูดคุยเปิดใจรับฟังกันว่าอยากเลี้ยงดูลูกให้เติบโตเป็นอย่างไร ต้องการปลูกฝังให้เขามีคุณลักษณะที่ดีอย่างไรบ้าง จึงจะได้ความเห็นและกติการ่วมกัน
 

B) ควรตระหนักว่าการเลี้ยงลูกเป็นงานใหญ่ ต้องใช้ Teamwork ความสามัคคีที่จะดูแลลูกร่วมกัน โดยไม่โยนภาระการเลี้ยงลูกให้เป็นของใครอยู่คนเดียว เมื่อมีความเห็น มีกติกาที่ตรงกัน มีTeamwork ที่สามัคคีกันดีแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ
 

C) ความสม่ำเสมอในการดูแล โดยช่วยกันดูแลลูกในทิศทางเดียวกันอย่างเสมอเหมือนกัน เช่น ไม่ตามใจเหมือนกัน จะปลูกฝังอะไรก็ทำเหมือนๆ กัน เพราะถ้าขาดความสม่ำเสมอ ต่างคนต่างทำกันคนละทาง จะไม่สามารถปรับหรือปลูกฝังลูกให้เป็นไปในทางเดียวกันได้
 

หลายบ้านที่มีความเห็นในการดูแลลูกหลานที่ต่างกันอาจมีการทะเลาะกัน โทษกัน และส่งผลให้เกิดความเครียดรวมทั้งความสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกัน ดังนั้น การมี Teamwork ที่ดีจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการร่วมมือกันเลี้ยงลูกได้ประสบความสำเร็จ


2.ความรักความอบอุ่น (Love) คือการที่ทั้งครอบครัวพ่อแม่ ลูก และผู้ปกครองมีเวลาดีๆ ร่วมกัน เพื่อสานสายใยความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูก การทำให้บรรยากาศในครอบครัวอบอุ่นอบอวลไปด้วยความรัก และแสดงออกถึงความรักความชื่นชมในตัวลูก โดยพ่อแม่ควรมีเวลาเลี้ยงลูกด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ ใช้เวลาที่มีให้เป็นเวลาดีๆ มีการทำกิจกรรมและปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน พร้อมพยายามแสดงออกว่าคุณรักและชื่นชมลูก เช่น กอด โอบไหล่ ให้คำชมเชยเมื่อเขาลูกทำอะไรดีๆ เช่น วันนี้ลูกน่ารักมากที่ช่วยแม่กรอกน้ำ แม่ภูมิใจที่ลูกมีน้ำใจนะ


3.อบรม (Limitation: การมีกฎกติกาและการปลูกฝังสิ่งดีๆ) เพื่อที่จะปลูกฝังระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และฝึกหัดให้ลูกทำอะไรด้วยตนเองตามวัยที่เขาควรทำได้...แล้วอะไรล่ะที่ควรปลูกฝัง?

A) วินัย (discipline) และความรับผิดชอบ
B) ทักษะความสามารถพึ่งพาตนเองได้ตามวัย
C) คุณธรรม จริยธรรม

โดยควรมีกฎของบ้านให้ชัดเจน เช่น กิจวัตรประจำวันที่เด็กต้องทำทั้งเรื่องส่วนตัวและหน้าที่ต่อส่วนรวม โดยเด็กอายุ 6-7 ปี ควรกินข้าวอาบน้ำแต่งตัวได้เองโดยไม่ต้องช่วย เก็บของเมื่อเล่นเสร็จแล้ว ช่วยเก็บโต๊ะอาหาร ช่วยพ่อแม่หยิบถือของ นอกจากนี้ควรฝึกให้ลูกทำอะไรเองได้ตามวัยโดยที่พ่อแม่เป็นผู้สอนทักษะไม่ใช่ผู้ทำให้ รวมถึงปลูกฝังให้เด็กมีคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่เด็ก เช่น รู้จักมีน้ำใจ แบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ตั้งแต่เล็ก เพราะเด็กยังเป็นไม้อ่อนที่ดัดง่าย โดย หมอมีเคล็ดลับย่อๆ ในการฝึกวินัยเด็กให้สำเร็จมาฝาก ดังนี้
 

- มีกฎกติกาในบ้านให้กับเด็กอย่างชัดเจน
- เริ่มฝึกตั้งแต่เล็ก
- ฝึกโดยใช้ฐานความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก ไม่ฝึกอย่างใช้อารมณ์หรือความคาดหวังจนเกินไป
- ผู้ใหญ่ทุกคนร่วมมือในแนวทางเดียวกัน
- มีความหนักแน่นสม่ำเสมอ ไม่ใจอ่อนเวลาลูกงอแง
- รู้จักให้แรงเสริม แรงจูงใจ เช่น การกอด หอม คำชม รางวัล
 

4.เปิดโอกาสในการฝึกทักษะการช่วยเหลือตนเองตามวัย เป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่ควรปล่อยวางความกังวล และเปิดโอกาสให้ลูกได้ทำอะไรด้วยตนเองตามวัย โดยพ่อแม่ควรเป็นพี่เลี้ยงคอยสอนและฝึกทักษะให้ลูกทำอะไรเอง โดยหมอเห็นว่าปัจจุบันเด็กจำนวนมากไม่รู้จักทำอะไรด้วยตนเอง เช่น เด็ก 8-9 ปี ยังต้องให้พ่อแม่ป้อนข้าว เก็บกระเป๋า เก็บถุงเท้าให้ ซึ่งถ้าทำให้จนเคยชินเด็กจะเอาแต่ใจ ทำอะไรไม่เป็น และท้อถอยง่ายเมื่อเจออุปสรรค ในทางกลับกัน...ถ้าฝึกให้เด็กทำเองและชื่นชมเมื่อเขาทำได้ เด็กจะมีทักษะในการช่วยเหลือตนเอง และรู้ว่าตัวเองมีดี เวลามีอุปสรรคจะไม่ท้อ เพราะได้รับการปลูกฝังที่ดีจากพ่อแม่



เทคนิคดังกล่าวฝึกลูกได้ตั้งแต่วัยไหน

ควรฝึกตั้งแต่วัยเล็กๆ เช่น 1-2 ปีแรก เพราะวัยนี้สมองของเด็กที่ได้รับการฝึกฝนจะสร้างเส้นใยประสาทเป็นกิ่งก้านสาขาที่แตกแขนงออกไปเชื่อมโยงกับเซลล์ต่างๆ ของสมองได้มากที่สุด (Synapse and Connection) ทำให้เด็กเรียนรู้อะไรได้มากมาย แต่หากเด็กขาดการฝึกฝนที่เหมาะสมตั้งแต่วัย 2 ปีแรก คุณอาจพลาดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการฝึกให้สมองของลูกได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ และพัฒนาทักษะความสามารถที่สมวัยได้นะครับ หมอหวังว่าแต่ละครอบครัวจะมีความเห็น ความสามัคคี (Happy Teamwork) ในการดูแลลูกหลานร่วมกันอย่างมีความสุข และเด็กๆ เติบโตได้สมดังเป้าหมายที่ทุกคนต้องการ คือ เป็นคนดี มีสุข และพึ่งพาตนเองได้นะครับ
 

Facebook Comment