อากาศเปลี่ยนแปลง แต่สมองลูกไบร์ท

     
 
เป็นที่รู้กันดีว่า สภาวะโลกร้อน (Global Warming) ทำให้โลกร้อนขึ้น รวมถึงทำให้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น ฝนตกหนัก ร้อนจัด หนาวจัดในบางพื้นที่ อีกทั้งมลภาวะต่างๆ มากมายในยุคสังคมปัจจุบันที่มีการใช้ทรัพยากรมาก ใช้น้ำมันและพลังงานต่างๆ ทำให้เกิดมลภาวะ รวมทั้งสารตกค้าง เช่น สารปรอท ตะกั่ว ฯลฯ
           ซึ่งมลภาวะเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อการตั้งครรภ์และการคลอด โดยอาจทำให้เด็กคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวน้อย หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อสมองและพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กให้ช้าลง หรือเกิดโรคต่างๆ หลังคลอดได้ ซึ่งคำแนะนำที่ดีที่สุดคือ การป้องกันและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับมลภาวะดังกล่าว ส่วนสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยสามารถส่งผลกระทบทำให้เด็กๆ ปรับตัวไม่ทัน อาจทำให้ไม่สบายได้ง่ายจากโรคติดเชื้อตามฤดูกาล และโรคติดเชื้อที่เป็นผลมาจากอากาศเปลี่ยนแปลง อย่างในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาวอาจมีไข้หวัดใหญ่หรือเชื้อไวรัสบางชนิดระบาด
พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถดูแลลูกน้อยได้โดยการป้องกัน เช่น ฉีดวัคซีนกันไข้หวัดใหญ่หรือโรคระบาดตามฤดู และเมื่อลูกรักไม่สบายก็รีบพาไปรักษา หมอเองยังไม่พบรายงานว่าอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยมีผลกระทบโดยตรงต่อสมองของเด็ก (ยกเว้นการอยู่ในที่หนาวติดลบ หรือร้อนสุดขีดจนอาจเสียชีวิตได้ในต่างประเทศ แต่ในประเทศไทยเราอาจร้อนบ้าง แต่ไม่ได้ร้อนสุดขีดหรือหนาวสุดขั้วอย่างนั้น) แต่อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยสามารถส่งผลต่ออารมณ์จิตใจของคนเราได้ โดยอาจทำให้เด็กๆ และผู้ปกครองเครียดได้ง่ายจากการปรับตัวไม่ทันกับสภาพอากาศดังกล่าว
เมื่อหลายปีมาแล้ว ศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ เคยเขียนบทความเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพว่า คนเราจะมีสุขภาพกายและจิตที่ดีได้ต้องอาศัยปัจจัยสำคัญต่างๆ คือ การกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย การอยู่ในที่ที่อากาศดี การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรักษาสุขอนามัยและรู้จักดูแลป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงบริหารอารมณ์ให้แจ่มใส (5อ.) ซึ่งเมื่อดูแลสุขภาพกายและใจตามแนวทางนี้ ก็จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยและความเครียดของเด็กและคนในครอบครัวได้ จากหลักการดูแลสุขภาพ 5อ. ที่กล่าวมา หมออยากเน้นย้ำว่า การรู้จักบริหารอารมณ์ให้แจ่มใส โดยในที่นี้ขอใช้คำว่ารู้จักให้ “อาหารใจ” กับตัวเอง (คำนี้หมอพบในแผ่นป้ายในวัดป่าแห่งหนึ่งซึ่ง หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านกล่าวไว้อย่างลึกซึ้ง)
              โดยสรุปความได้ว่า ปัจจัยที่ 5 ที่คนเราลืมกันไป และสำคัญกว่าปัจจัย 4 (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค) นั่นคือ “อาหารใจ”
เรื่องอาหารใจนี้มีผลมากต่อสุขภาพของคนเราครับ เพราะสุขภาพร่างกายที่ดีต้องมีรากฐานจากจิตใจที่แจ่มใส ซึ่งสิ่งนี้มีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองและพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก ซึ่งหมอจะเขียนเล่าต่อไปนี้ครับ ในสภาพสังคมที่มีมลภาวะสูงและอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย แม้สภาพดังกล่าวอาจมีผลกระทบต่อเด็กอยู่บ้างตามที่กล่าวมาข้างต้น โดยบางครั้งเราอาจจะปรับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ เช่น ย้ายไปอยู่ในที่ที่สภาพอากาศดีและไม่มีมลภาวะ แต่หลายครั้งต้องยอมรับว่าเราปรับสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ได้ และเมื่อปรับสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ได้ สิ่งที่สำคัญมากคือการปรับตัวและปรับใจ มีรายงานมากมายที่กล่าวว่าสภาพแวดล้อมที่ดีในครอบครัว และการอบรมเลี้ยงลูกอย่างถูกวิธีด้วยความรักความอบอุ่น และความเข้าใจ มีผลต่อเด็กมากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก หมอขอเรียก “สภาพแวดล้อมที่ดีในครอบครัวและการอบรมเลี้ยงลูกอย่างถูกวิธี ด้วยความรักความอบอุ่นและความเข้าใจ” ว่า อาหารใจของเด็ก ซึ่งจะมีผลต่อสมอง พัฒนาการ อารมณ์ จิตใจของเด็กๆ และคนในครอบครัว และที่สำคัญ “อาหารใจของเด็ก” นี้เป็นสิ่งที่เราหาซื้อไม่ได้ ผู้ใหญ่มักหาอาหารใจให้ตนเองมีความสุขใจด้วยวิธีต่างๆ ได้ง่ายกว่าเด็ก เช่น บางคนอาจออกกำลังกาย เล่นดนตรี ดูหนัง ฟังเพลง ไปเที่ยวชมธรรมชาติ บางคนอาจเข้าวัดทำบุญ ทำใจให้เบิกบาน แต่เด็กๆ ยังต้องพึ่งพิง ต้องการความรักและการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด และต้องการอาหารใจจากพ่อแม่และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นคนสำคัญของเขา
หากพ่อแม่ผู้ปกครองสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเด็กๆ ในการบริหารอารมณ์ไม่ให้เครียด ทำใจให้เป็นสุขกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ สิ่งนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะส่งผลดีต่อพัฒนาการทางสมอง และพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก ซึ่งวิธีการง่ายๆ ที่คุณจะช่วยเด็กๆ ได้คือ

1.พ่อแม่และผู้ปกครอง ต้องหมั่นบริหารอารมณ์ของตัวเองให้แจ่มใสครับ (รู้จักหาอาหารใจให้ตัวเอง)
2.ทำบรรยากาศในครอบครัวให้อบอุ่น และมีสัมพันธภาพที่ดีกับลูกอยู่เสมอ เช่น กอด หอม บอกรักลูกบ่อยๆ
3.มีเวลาดีๆ ที่จะทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก เช่น กินข้าวเย็นร่วมกัน ในวันหยุดพาเด็กไปสวนสัตว์ สวนสนุก หรือทำกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนในครอบครัวอารมณ์ดีและมีความสุข
4.เปิดโอกาสให้เด็กได้เล่นสนุกตามวัยกับเพื่อนๆ และพี่น้องบ้าง โดยไม่กวดขันเรื่องการเร่งเรียนเกินไปจนเด็กเครียด ซึ่งเรื่องนี้จะส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ การใช้กล้ามเนื้อ การรู้จักแบ่งปันและพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็กได้
5.เปิดโอกาสให้เด็กได้ฝึกทำอะไรต่างๆ ด้วยตนเองตามวัย โดยไม่ช่วยเหลือมากเกินไปจนเด็กทำอะไรไม่เป็น เช่น เด็กอายุ 3 ขวบจะสามารถจับช้อนและป้อนข้าวเองได้ เด็กอายุ 4 ขวบจะติดกระดุมเสื้อเองได้ เด็ก 5 ขวบจะใส่และถอดเสื้อผ้าเองได้คล่อง เด็กอายุ 6 ขวบจะสามารถผูกเชือกรองเท้าเองได้ เด็กอายุ 7 ขวบขึ้นไปอาจช่วยคุณพ่อคุณแม่ถือของและช่วยงานบ้านง่ายๆ ได้
6.เมื่อเด็กทำอะไรสำเร็จเป็นเรื่องสำคัญมากที่พ่อแม่ควรแสดงความรักและให้การชื่นชม เพื่อปลูกฝังให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองมีดี มีคุณค่า และเป็นที่รักของพ่อแม่ เช่น “แม่ชื่นใจมากที่วันนี้ลูกช่วยแม่ถือของ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นเด็กมีน้ำใจนะลูก” หรือ “พ่อชอบมากที่วันนี้ลูกทำการบ้านและงานบ้านเสร็จตามที่ตกลงกัน อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นเด็กมีความรับผิดชอบ”
7.เมื่อเด็กทำอะไรผิด พยายามเลี่ยงการดุหรือการทำโทษที่รุนแรง เพราะจะกระทบต่อพัฒนาการทางจิตใจของเด็ก และอาจทำให้เด็กเข้าใจผิดว่าพ่อแม่ไม่รักเขา ดังนั้น การจัดการแบบไม่ใช้ความรุนแรง เช่น ลดสิทธิ์การเล่นเกม ดูทีวี จะเป็นวิธีที่ดีกว่าเพราะไม่กระทบจิตใจเด็ก
8.อย่าลืมว่าเด็กมักเรียนรู้จากการเลียนแบบ ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรู้จักควบคุมและบริหารอารมณ์ ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ลูกของคุณได้แบบอย่างที่ดีจากตัวคุณ

สิ่งดังกล่าวเหล่านี้ จะทำให้บรรยากาศในบ้านอบอุ่น ส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง สติปัญญา จินตนาการ อารมณ์ จิตใจ และพัฒนาการต่างๆ ของเด็กให้สมวัยได้ ซึ่งมีความสำคัญมากกว่าสภาพอากาศภายนอกที่เปลี่ยนแปลงบ่อย

Facebook Comment