ทำอย่างไรเมื่อลูกบ้าดารา คลั่งนักร้อง

บ้านไหนมีลูกคลั่งดารา นักร้อง ก็คงต้องหาวิธีรับมือหน่อยค่ะ เพราะจะต้องสอนให้เขารู้จักความพอดี ไม่เช่นนั้นการคลั่งดารานักร้องของลูกอาจส่งผลต่อการเรียนและชีวิตของเขาได้เช่นกัน

preteen_momypedia


สำคัญที่ท่าทีของพ่อแม่
พ่อแม่ต้องอย่าลืมว่า โลกนี้ไม่ได้มีแต่เหตุผลอย่างเดียวนะคะ การที่ลูกๆ มีอารมณ์ร่วม หรือต้องการผูกพัน ชื่นชมใครสักคนนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร ตราบเท่าที่เขายังยืน อยู่บนความพอดี..ซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องคอยดูแลไม่ให้เกินเลย แม้บางครั้งเราอาจจะ รู้สึกหมั่นไส้เล็กๆ ก็ให้ลองย้อนกลับมามองตัวเอง ในวัยเท่าๆ ลูกดูว่า สมัยสาวๆ เราก็เคย มีขวัญใจไว้ให้กรี๊ดอยู่บ้างเหมือนกัน แม้จะต่างยุคต่างสมัยกับลูก แต่ประสบการณ์ทางความ รู้สึกก็คงไม่ต่างกันมากนัก..ใช่ไหมคะ

ลองหันมาใส่ใจกับสิ่งที่ลูกชอบ หาข้อมูลดูว่าคนที่ลูกคลั่งไคล้นั้น เขามีข้อดีข้อด้อย อย่างไร แล้วหาจังหวะเหมาะๆ คุยกับลูกแบบสนุกๆ ไม่จริงจัง เช่น


"เมื่อวันก่อน แม่ฟังเขาให้สัมภาษณ์ในทีวี เขาต้องฝึกฝนมากเลยนะลูก กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้" หรือ


"ลูกอ่านข่าวหรือยัง ที่ดาราคนนี้ถูกจับข้อหาเสพยาบ้า หนูคิดยังไงกับเรื่องนี้... แม่ว่า ถ้าเขาไม่ได้ทำก็น่าสงสารนะ แต่ถ้าจริง เขาก็ไม่น่าเลยนะลูก"


เมื่อลูกมองเห็นความเป็นจริงมากขึ้น ก็จะเข้าใจได้เองแหละค่ะ ว่าดารา นักร้องที่คลั่งไคล้นักหนานั้น ก็แค่คนธรรมดา ที่มีความสามารถทางด้านการแสดง การร้อง เพลงเท่านั้น ไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่คิด และยังมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจมากกว่าการเฝ้าตามติดคนกลุ่มเดียว ที่สำคัญ เมื่อเราเข้าใจลูกมากขึ้น ท่าทีที่มีต่อลูกก็จะนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ จริงๆ ไม่ต้องแสร้งทำเป็นเข้าใจให้ลูกมาจับได้ทีหลัง



เปิดโอกาสให้ลูกพูด
แต่หากเราด่วนปฏิเสธ หรือคอยแต่ตำหนิว่าสิ่งที่ลูกทำนั้นไร้สาระท่าเดียว โดย ไม่เปิดโอกาสให้ลูกพูดเลย ก็เท่ากับเราเร่งผลักลูกให้ทุ่มเทจิตใจ และยึดเอาบุคคลนั้นเป็น ที่พึ่งทางใจแทนเรา โดยเฉพาะลูกสาว ซึ่งส่วนใหญ่อารมณ์ค่อนข้างอ่อนไหว และคล้อยตาม ได้มากกว่าลูกชาย (อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ) และยิ่งถ้าได้รับอิทธิพลจากกลุ่มเพื่อนที่ชื่นชอบเหมือนกัน คราวนี้อาการคลั่งไคล้จนเตลิดก็เกิดได้มากทีเดียว


การเปิดโอกาสให้ลูกพูดในสิ่งที่เขารู้สึกแบบนี้ดีค่ะ เพราะนอกจากไม่ทำให้บรรยากาศมาคุแล้ว เรายังได้รู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของลูกด้วยว่าคืออะไร เช่นกรณีของจอยที่อยาก ไปดูคอนเสิร์ตแบบประชิดติดขอบเวที เพียงเพราะเขาน่ารัก เก่ง ดีอย่างนั้นอย่างนี้และ

"ใครๆ เขาก็ไปดูคอนเสิร์ตนี้กันทั้งนั้น ถ้าไม่ได้ไป ก็คุยกับเพื่อนไม่รู้เรื่องอยู่คน เดียว"


นี่เองที่ทำให้แม่รู้ว่า จริงๆ แล้วจอยก็ไม่ได้คลั่งไคล้มากมาย เพียงแต่ได้รับ อิทธิพลจากกลุ่มเพื่อนมาเสริมความอยากอีกแรงเท่านั้น..ก็วัยนี้เพื่อนมาก่อน นี่คะ



อ่านลูก...จากเพื่อนของลูก
เพื่อนลูกคือแหล่งข้อมูลชั้นยอด ที่จะทำให้เรารู้ว่าลูกคิดยังไงกับใคร แค่ไหน รวมทั้งเราจะได้ประเมินได้ถูกว่า เพื่อนคนไหนเป็นอย่างไร มีแนวโน้มที่จะพากันไปทำอะไรสุ่มเสี่ยงเกินพอดีหรือไม่


การถามลูกว่าไปกับใครบ้าง จะช่วยให้เราพิจารณาได้ถูกว่า เพื่อนที่ลูกไปด้วย นั้นเป็นอย่างไร เรารู้จักหรือไม่ มีใครแปลกหน้าไปด้วยหรือเปล่า ถ้ายังไม่แน่ใจหรือไม่ มีข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อนลูกก็ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจในทันที บอกลูกไปว่า


"ขอแม่คิดดูก่อนสัก 2-3 วัน แล้วค่อยมาคุยกันอีกที"


แล้วก็ค่อยๆ หาข้อมูลเพิ่มเติมจากเพื่อนๆ ลูก หรือพ่อแม่ของเพื่อนลูกดูซิว่า เขา คิดยังไงกับเรื่องนี้ ถ้าดูแล้วว่า ไปกับเพื่อนที่ดี นิสัยน่ารัก ยังง้าย..ยังไง ก็ไม่เกินเลย หรอกค่ะ ปล่อยให้เขาเรียนรู้ชีวิตนอกบ้านกับเพื่อน(ที่ไว้ใจได้)เถอะค่ะ แล้วเขาก็จะรู้ เองว่า มันเป็นแค่อารมณ์ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาชั่วขณะหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ให้เขาไปได้ ไม่ต้องห้าม เพราะถ้ายิ่งห้ามก็เท่ากับยิ่งไปกดเขาไว้ไม่มีทางระบายพลังงานที่เหลือเฟือ ของวัยได้


แต่ถ้าพิจารณาแล้วว่า ปล่อยไปไม่ดีแน่ ก็ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่า ไม่ใช่เรา ไม่ไว้ใจลูก แต่เราไม่ไว้ใจคนที่แวดล้อมลูกมากกว่า


"แม่รู้ว่าหนูดูแลตัวเองได้แล้ว แต่แม่ไม่ไว้ใจสภาพแวดล้อมและคนอื่นมากกว่า การ ที่หนูจะต้องไปเบียดเสียดกับคนตั้งเยอะตั้งแยะที่ไม่รู้จักกัน ดีไม่ดีแม่ก็ไม่รู้ แล้วกว่าคอนเสิร์ต จะเลิกก็ดึกดื่น ถึงแม่จะไปรับลูก แม่ก็อดห่วงไม่ได้"


การปฏิเสธลูกต้องระวังอย่าไปพูดว่าเพื่อนลูกไม่ดี แม่ไม่ไว้ใจเพื่อนลูกเพราะ เขาจะยิ่งสร้างความรู้สึกต่อต้านการตัดสินใจครั้งนี้ของเราค่ะ



เมื่อลูกคลั่งไคล้เกินเหตุ
มีบ้างที่ลูกอาจจะก้าวเกินขีดแดงที่เรากำหนดไว้ในใจ ถึงขนาดซื้อของราคาแพงๆ ให้นักร้องขวัญใจ (เรื่องนี้ต้องอาศัยการสังเกตค่ะ เพราะวัยรุ่นเขาไม่ค่อยอยากกวนเงินใน กระเป๋าเราเท่าไร..มันไม่ภูมิใจน่ะค่ะ) แม่ๆ อย่างเราก็อดห่วงไม่ได้ กลัวว่าลูกจะอดข้าว อดน้ำ เก็บเงินไปซื้อของให้คนอื่นจนหมด หรือเกินเลยถึงขนาดตามติดทุกเวที หายใจเข้าออก เป็นศิลปินคนนั้นละก็ เราคงต้องรุกคืบเข้าไปเตือนให้ลูกเห็นความเป็นจริงมากขึ้นค่ะ


"แม่อยากรู้จังว่า...มีดีตรงไหนนะ ถึงขนาดที่ลูกแม่ยอมอดขนม เก็บเงินซื้อนาฬิกาให้เนี่ย"


"ใครๆ ก็ซื้อให้กันทั้งนั้น หนูไม่เห็นว่ามันจะแปลกเลย"


"แล้วหนูจะรู้ได้ยังไงว่าเขาจะชอบนาฬิกาที่หนูซื้อให้"


ลูกอาจจะตอบประมาณว่า "หนูก็แค่อยากให้เท่านั้น ชอบไม่ชอบก็ไม่เป็นไร"


"แต่แม่ว่า ถ้าเขาดีอย่างที่หนูว่า เขาคงไม่อยากให้น้องๆ ต้องมาลำบากเก็บเงิน ค่าขนมเพื่อซื้อของให้หรอกมั้ง สู้ซื้อใส่เองไม่ดีกว่าเหรอ" หรือ


"แม่ว่าแทนที่หนูจะซื้อของแพงๆ ให้เขา ทำไมหนูไม่ทำเองละลูก ของที่ทำขึ้นเอง น่ะ ไม่เหมือนใครและมีคุณค่าต่อจิตใจมากกว่าอีก แล้วเงินเก็บหนูก็เอาไว้ซื้อของที่หนูอยากได้ไม่ดีกว่าเหรอ"


พยายามชี้ให้ลูกเห็นข้อเท็จจริงมากที่สุดค่ะ ว่าเราควรจะพอดีแค่ไหน ที่ไม่เบียด เบียนทั้งตัวเองและคนอื่นๆ แล้วหากิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจทำร่วมกับลูก จะช่วยให้เราดึงลูก กลับมาหาเราได้อีกครั้ง..

ขอแค่เราอยู่ใกล้ชิดลูก ให้เวลา พูดคุยกับเขาอย่างเข้าใจ ลูกเราไม่มีทางเตลิด ไปไกลเกินกว่าจะคว้ากลับมาได้แน่ค่ะ

บทความแนะนำ

สอนลูกข้ามถนนอย่างปลอดภัย ก่อนจะสาย!
ลูกไม่ยอมกินข้าวเองที่โรงเรียน
เสียง บอกพัฒนาการลูก
โรค SIDS ภัยเงียบเด็กวัย 0 -1 ปี

Facebook Comment