แก้ปัญหาพี่อิจฉาน้อง

“ตอนนี้หนูกำลังจะได้เป็นพี่คนโตแล้ว เพราะมีน้องเล็กอีกคนอยู่ในท้องคุณแม่” ความรู้สึกหนึ่งของพี่คนโตก็ดีใจ แต่อีกใจกลัวว่าจะตกกระป๋อง และอาจเลยเถิดไปถึงขั้นอิจฉาน้องได้.... มาช่วยส่งเสริมให้พี่คนโตสวมบทพี่ตัวจริงด้วยความมั่นใจ ภูมิใจ และไม่อิจฉาน้องกันค่ะ


kids_momypedia.com

เข้าใจพี่ก่อนมีน้อง

สำหรับน้องหนูวัย 4-5 ขวบ การมีสมาชิกเพิ่มเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขา เด็กรู้สึกว่าทุกคนในบ้านเปลี่ยนไปเทคะแนนให้เจ้าตัวเล็กอีกคนกันหมด พอจะเข้าไปดูน้องหรือร่วมวงสนทนาด้วย ก็ถูกกีดกันออกมาเพราะกลัวว่าเขาจะไปทำให้น้องร้องไห้ สุดท้ายเลยต้องอยู่หัวเดียวกระเทียมลีบ แล้วก็นึกโทษว่าเป็นเพราะน้องที่แย่งทุกอย่างจากเราไป


หลังจากนั้นน้องหนูจะเริ่มเรียกร้องความสนใจ ทำพฤติกรรมเหมือนเด็กทารก เช่น ขอดูดนมแม่ ไม่ได้ดังใจก็ร้องไห้โวยวายหรือร้องให้อุ้ม ร้องไห้แข่งกับน้อง แต่ถ้าคุณเริ่มวางแผนรับมือเสียแต่เนิ่นๆ เหตุการณ์ทั้งหมดข้างต้นจะไม่เกิดขึ้น เพียงคุณลองนำเทคนิคต่างๆ นี้ไปลองใช้ดู

เตรียมรับบทพี่ตัวจริง

1. ยิ่งบอกเร็วยิ่งดี เนื่องจากลูกวัยนี้มีพัฒนาการทางอารมณ์ซับซ้อนขึ้น เช่น โกรธ น้อยใจ โมโห เหงา จึงต้องการระยะเวลาในการปรับตัวและปรับอารมณ์ เพราะฉะนั้นถ้าคุณวางแผนจะมีน้องอยู่แล้ว ลองเริ่มถามลูกดูว่า อยากมีน้องไหม ถ้ามีแล้วใครจะช่วยเลี้ยงน้อง

2. หน้าที่ดูแลน้องเป็นของทุกคน คุณพ่อและทุกคนในบ้านควรมีบทบาทตั้งแต่คุณแม่เริ่มท้องค่ะ เพื่อให้ลูกเห็นว่าทุกคนในบ้านช่วยกันดูแลเจ้าตัวเล็กอีกคน และควรเปิดโอกาสให้เขาร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วย เช่น เตรียมของ ดูแลคุณแม่ ดูแลกิจวัตรของตัวเอง


3. ไปโรงพยาบาลด้วยกัน น้องหนูจะได้เห็นและรับรู้ว่าน้องอยู่ในท้องแม่ และครั้งหนึ่งน้องหนูก็เคยอยู่ในท้องแม่เหมือนกัน กว่าจะโตแม่ต้องคอยดูแลหนู แต่ตอนนี้แม่มีหนูมาช่วยดูแลน้องเพิ่มขึ้นอีกคน


4. ครั้งแรกที่เจอหน้ากัน ลองคุยกับลูกคนเล็กว่านี่คือพี่หนูนะ เขารักหนูและจะช่วยแม่ดูแลหนู ลูกคนโตจะภูมิใจกับความเป็นพี่สุดๆ เลยค่ะ


5. คุณควรจะขอร้องให้ญาติสนิทที่มาเยี่ยมให้ซื้อของสัก 1-2 ชิ้น ฝากลูกคนโตด้วย แล้วบอกว่านี่คือรางวัลที่หนูช่วยแม่ดูแลน้อง จังหวะนี้คุณก็เล่าให้ญาติฟังว่าพี่คนโตช่วยดูแลคุณและน้องก่อนคลอดอย่างไรบ้าง เท่าที่วัยอย่างเขาทำได้


6. ถ้าเกิดอาการอิจฉาขึ้นมาจริงๆ หรือเรียกร้องความสนใจเป็นครั้งคราว เช่น ตีน้อง ให้รีบจับแยกทันทีแล้วบอกให้ลูกรู้ว่าน้องเจ็บ แต่ต้องดูด้วยว่าเกิดจากน้องคว้าผมหรือดึงผมให้พี่เจ็บหรือเปล่า ถ้าเป็นอย่างนั้นอธิบายให้ลูกรู้ว่าน้องเล่นด้วยแต่ยังไม่รู้กำลังของตัวเอง และบอกด้วยว่าถ้าจะเล่นกับน้องทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกดึงผม เช่น รัดผมให้เรียบร้อย


7. มีส่วนร่วม ถ้าพี่คนโตมาป้วนเปี้ยนอยากเล่นกับน้อง ก็ให้เขามีส่วนร่วมกับการดูแลน้อง เช่น หยิบของใช้ ดูน้องระหว่างคุณแม่เข้าห้องน้ำ ใช้เพลงจากที่โรงเรียนมากล่อมน้อง แต่ข้อควรระวังสำหรับเรื่องแบบนี้คือ อย่าบังคับจนพี่คนโตรู้สึกว่าน้องเป็นภาระ จนอดไปวาดรูปหรือเล่นกับเพื่อน


8. ระหว่างให้นมลูก ให้พี่ช่วยลูบเท้าหรือขาน้อง คุณอาจจะคุยและถามเรื่องทั่วๆ ไป หรือให้เขาทำกิจกรรมที่ตัวเองชอบ อย่าปล่อยให้ลูกนั่งทำตาปริบๆ อยู่ข้างๆ เพราะทำตัวไม่ถูกล่ะ


9. ลูกคนโตอ้อนอยากกินนม ก็ปั๊มนมของคุณนั่นแหละ ให้เขาชิม รับรองเขาจะไม่อ้อนขออีกเลย เพราะมันจืดและไม่อร่อยสำหรับเด็กโต แต่หากรสชาติถูกใจวัยอนุบาลขึ้นมา ให้บอกลูกว่า แม่แค่ให้ชิมและมีนมน้อยสำหรับน้องตัวเล็กๆ เท่านั้น เพราะน้องตัวเล็กกินนมทีละน้อย แต่หนูเป็นพี่ต้องดื่มนมจากแก้ว ถ้าน้องโตกว่านี้แม่ก็ให้น้องดื่มนมจากแก้วเหมือนกัน เพราะแม่ไม่มีน้ำนม


10. หาเพื่อนใหม่ให้ลูก เช่น คุณปู่ คุณย่า หรือเพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อทำกิจกรรมอย่างอื่น น้องหนูจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกทิ้ง อีกอย่างเด็กวัยนี้เริ่มมีช่วงเวลาส่วนตัวที่เขาอยากเล่นคนเดียวแล้วค่ะ


11. คุณครูสื่อสารกับพ่อแม่ ว่าเด็กมีอาการซึมหรือไม่อยากคุยถึงเรื่องน้องหรือเปล่า ถ้าเป็นไปได้ครูอาจจะชมเด็กที่ช่วยแม่ดูแลน้อง แต่ไม่ถึงกับต้องถี่เป็นรายวันนะคะ


12. ประโยคทำนองนี้ อย่าเผลอพูดไปนะ เพราะน้องหนูจะเกิดการเปรียบเทียบค่ะ "แล้วก็ห้ามดื้อ ห้ามซนด้วย เพราะแม่เหนื่อย ดูซิ น้องยังไม่ดื้อเลยนะ สู้น้องก็ไม่ได้"


ทั้งหมดนี้เป็นแค่หนทางรับมือกับบางสถานการณ์เท่านั้นค่ะ แต่เชื่อแน่ว่าความเป็นพ่อเป็นแม่ของคุณ จะทำให้ผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ เด็กบางคนปรับตัวเร็ว บางคนปรับตัวช้า จึงต้องให้เวลาและโอกาสลูกในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ด้วยค่ะ

บทความแนะนำ

เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี มีคุณธรรมและเมตตาต่อผู้อื่น (2)
แฟชั่นชุดคู่แม่ลูก สดใสมุ้งมิ้ง
อาหารเช้ากระตุ้นพลังสมอง
คลอโรฟิลล์กับเด็กเล็ก กินได้จริงหรือ !!

Facebook Comment