เข้าใจนิสัยวัยรุ่น

ผมได้รับเชิญไปบรรยาย ณ โรงพยาบาลที่มีชื่อแห่งหนึ่งในหัวข้อ "วัยรุ่นกับสังคมปัจจุบัน" ผมถามถึงวัตถุประสงค์หรือเหตุผลที่เลือกหัวข้อนี้ ผู้ที่เชิญบอกว่าไม่ว่ายุคไหนก็มักได้ยินหลายคนบ่นว่าปวดหัวกับวัยรุ่น หงุดหงิดกับลูกที่เป็นวัยรุ่น รู้สึกว่าพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่รู้ว่าทำไมลูกทำตัวเหินห่างพ่อแม่จนเกินไป หรือในหลายครอบครัวรู้สึกเป็นห่วงอนาคต ห่วงในสวัสดิภาพ ห่วงสารพัดจะห่วง เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายและรวดเร็ว

preteen_momypedia


ในฐานะที่ที่เป็นจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ผมคิดว่าเป็นเพราะเรายังทำความเข้าใจธรรมชาติ หรือจิตใจของวัยรุ่นไม่ดีพอ หรือจะเป็นเพราะข่าวคราวต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีแต่เรื่องติดลบเกี่ยวกับวัยรุ่นอยู่เรื่อยๆ ก็เป็นได้ จึงทำให้เราคิด และพูดถึงวัยรุ่นกันในทางที่น่าเป็นห่วง กังวล และน่ากลัวมากขึ้น

จริงๆ แล้วในการปฏิบัติงานของผมเกี่ยวกับวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นวัยรุ่นตอนต้นซึ่งมีอายุประมาณ 14-17 ปี หรือวัยรุ่นตอนปลายซึ่งมีอายุประมาณ 17-20 ปี อะไรๆ ที่เรากังวลว่าเป็นปัญหานั้น ส่วนใหญ่ก็ยังเป็นพฤติกรรมปกติที่เป็นธรรมชาติของวัยรุ่นอยู่ ไม่ได้ผิดเพี้ยนหรือออกนอกลู่นอกทางจนน่าเป็นห่วง หรือออกนอกทางจนกู่ไม่กลับ จะมีก็เพียงวัยรุ่นส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนน้อยที่ดูเป็นปัญหาและประพฤติตนไม่เหมาะสม จนเป็นสถานการณ์ที่เราต้องเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหานั้นอย่างจริงจังและรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาที่ร้ายแรงลุกลามมากขึ้น

ผมได้ประมวลและรวบรวมลักษณะทางจิตวิทยาของวัยรุ่นปกติที่ผู้ใหญ่คิดว่าผิด ปกติ หรือคิดว่าเป็นปัญหาเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีลูกวัยรุ่นได้วิเคราะห์ พินิจพิจารณาเพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร จะได้เข้าใจและสามารถตอบสนองหรือมีปฏิกิริยากับวัยรุ่นได้ราบรื่นขึ้น (แต่ถ้าลูกยังไม่ถึงวัยรุ่นก็ถือว่าอ่านเก็บข้อมูลเตรียมไว้ใช้กันนะครับ)


วัยรุ่นตามปกติจะมีลักษณะที่สำคัญๆดังนี้ครับ
1. ต้องการความเป็นอิสระวัย รุ่นชอบที่จะมีความเป็นส่วนตัว ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเขาแยกตัว แต่เป็นความรู้สึกอยากมีความเป็นส่วนตัว อยากมีห้องของตนเอง ที่จะทำอะไรได้ตามอิสระ ไม่ชอบการตรวจเช็ก ไม่ชอบการตรวจค้น ตรงจุดนี้พ่อแม่คงต้องให้วัยรุ่นมีความเป็นอิสระตามสมควร แต่ไม่ใช่ปล่อยอย่างอิสระจนไม่มีขอบเขต เพราะถึงแม้ว่าจะโตเป็นวัยรุ่นแล้วก็ตาม วัยรุ่นก็ยังต้องการคำแนะนำในสิ่งที่ควรหรือไม่ควรเพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน ของชีวิต แต่การแนะนำนั้นต้องแนะนำกันด้วยเหตุผลและอยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพอันดี ต่อกันระหว่างพ่อแม่และวัยรุ่น

2. มีลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่การต่อต้านผู้ใหญ่กับความต้องการความเป็นอิสระนั้นดูจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นสอด คล้องกัน คือเมื่อต้องการความเป็นอิสระก็จะรู้สึกต่อต้านการควบคุม ต่อต้านผู้ใหญ่ วัยรุ่นมักจะไม่ฟังคำแนะนำ สิ่งที่เราพูดให้ฟัง วัยรุ่นจะคิดว่าไปสั่งสอนเขา สิ่งที่พ่อแม่จุกจิกบ่นกับวัยรุ่น วัยรุ่นก็จะบอกว่าถูกพ่อแม่ด่าอีกแล้ว การต่อต้านผู้ใหญ่นี้เอง ทำให้ผู้ใหญ่หงุดหงิด และเกิดความรู้สึกเข้าใจผิดบ่อยๆ ว่าเดี๋ยวนี้ลูกไม่เคารพพ่อแม่แล้ว เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว หรือเป็นเด็กที่ไม่สำนึกบุญคุณที่พ่อแม่เลี้ยงดูมาแต่อ้อนแต่ออกเสียแล้ว ในที่สุดพ่อแม่อาจจะคิดน้อยใจและมีเจตคติไม่ดีต่อวัยรุ่น เช่น ไม่อยากมองหน้า ไม่อยากพูดคุยด้วย เป็นต้น

ลักษณะต่อต้านผู้ใหญ่ของวัยรุ่นนี้แก้ไขได้ไม่ยากเลยนะครับ แก้ง่ายๆ คือเราต้องลดความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่เสียบ้าง ลดบทบาทความเป็นพ่อเป็นแม่ลงบ้าง แล้วเพิ่มบทบาทของความเป็นเพื่อนกับลูกให้มากขึ้น เราเคยรู้สึกง่ายๆ กับเพื่อนอย่างไร ก็ลองง่ายๆ กับวัยรุ่นดูบ้าง เราเคยพูดเรื่องตลกๆ เราเคยพูดเรื่องที่ไม่ค่อยจะเป็นสาระกับเพื่อนอย่างไรก็พูดกับวัยรุ่นดูบ้าง ลองดูนะครับวัยรุ่นจะพูดคุยกับท่านได้ดีขึ้น และต่อต้านท่านน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัดทีเดียว

3. ไวต่อความรู้สึกมาก อ่อนไหวต่อความรู้สึกมากต่อการถูกตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ในเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย วัยรุ่นจะมีความรู้สึกมากและมักจะย้อนถามอยู่ในใจของวัยรุ่นเสมอว่า แค่นี้ทำไมถึงให้ไม่ได้ เรื่องเล็กนิดเดียวไม่เห็นสลักสำคัญอะไร ไม่เห็นจะเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตสักหน่อย ทำไมถึงได้คอยตำหนิติเตียนกันอยู่ร่ำไป

วัยรุ่นมักจะคิดอย่างนี้จริงๆ ครับ ยิ่งถ้าเป็นการลงโทษที่รุนแรง จะเป็นด้วยวาจา อารมณ์ หรือถึงขั้นลงโทษเฆี่ยนตี วัยรุ่นจะรู้สึกว่าทนไม่ได้ รู้สึกว่ารุนแรงมาก จนบางทีเขาอาจแสดงพฤติกรรมต่อต้านที่น่าเกลียด ไม่เหมาะสมและไม่น่าดู แต่อย่างไรก็ตาม แม้วัยรุ่นจะรู้สึกไม่ดีกับผู้ใหญ่ แสดงพฤติกรรมที่ไม่หมาะสมกับผู้ใหญ่อย่างมากมายหรือรุนแรงก็ตาม ผมได้เคยนั่งคุยกับวัยรุ่นเหล่านี้ เด็กๆ วัยรุ่นบอกว่าการที่เขาแสดงพฤติกรรมที่ไม่ดีนั้น จริงๆ แล้วเขาเสียใจมาก รู้สึกผิด รู้ว่าไม่ดี แต่เขาก็ยังไม่อยากจะยอมพ่อแม่ในตอนนั้น แปลความหมายของความรู้สึกนี้ได้ว่า เป็นเพราะยังคงมีความรู้สึกต่อต้านผู้ใหญ่อยู่ซึ่งเป็นภาวะปกติของวัยรุ่น จุดนี้เป็นจุดที่ผู้ใหญ่ต้องระวังเป็นพิเศษสักหน่อยในการแสดงอารมณ์กับวัย รุ่น การใช้อารมณ์จะก่อให้เกิดผลเสียมากทีเดียว ดังนั้น ใช้เหตุผลดีกว่าครับ

4.เกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้สึกอ่อนไหว ไวต่อความรู้สึกนั้น เราสามารถพบลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ ความรู้สึกสองจิตสองใจ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยได้ ตัดสินใจอะไรไม่ค่อยแน่ คิดแล้ว ตัดสินใจแล้วประเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนอีกแล้ว ลักษณะนี้ผู้ใหญ่คงต้องเข้าใจ ต้องทำใจ และอดทนต่ออารมณ์ของตนเองนะครับ ในที่สุดเมื่อเขาโตขึ้นความรู้สึกสองจิตสองใจนี้จะค่อยๆ หายไป

5. มีความรู้สึกว่าเพื่อนมีความสำคัญกับเขามาก ลักษณะนี้เป็นพัฒนาการตามปกติที่วัยรุ่นทุกคนจะต้องพัฒนามาถึงจุดที่เขามี ความรู้สึกว่าเพื่อนมีอิทธิพลกับเขามาก จนดูเหมือนว่าจะมีความสำคัญมากกว่าพ่อแม่เสียอีก อะไรๆ ก็จะบอกว่าเพื่อนเขาทำกันอย่างนั้น เพื่อนเขาคิดกันอย่างนี้

ตรงนี้จริงๆ แล้วพ่อแม่ก็ยังคงเป็นดวงใจของวัยรุ่นอยู่ วัยรุ่นยังเคารพผู้ใหญ่อยู่ในจิตสำนึกของเขาเสมอ แต่ด้วยพัฒนาการทางสังคมของวัยรุ่นมีความก้าวหน้าอย่างมากมายนี้เอง ทำให้เขาหันเหความสนใจจากพ่อแม่ไปสู่เพื่อน ใช้เวลากับเพื่อนได้อย่างมีความสุขจนลืมเวลา พยายามทำตัวให้เข้ากับกลุ่มทั้งกิริยามารยาทและการแต่งกาย ณ จุดหักเหนี้ถ้าวัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดี เขาก็จะมีแนวคิดที่ดีและถูกต้อง แต่ถ้าเขาเข้ากับกลุ่มเพื่อนที่เป็นปัญหาเขาก็จะมีแนวโน้มไปตามกลุ่มที่มี ปัญหานั้นๆ

ผู้ใหญ่ไม่ควรกีดกันการเข้ากลุ่มของวัยรุ่น แต่ควรให้ความใกล้ชิดสนิทด้วย เพื่อจะได้ทราบว่ากลุ่มเป็นอย่างไร การให้ข้อคิด ให้เหตุผล การชักนำที่อยู่บนพื้นฐานของสัมพันธภาพที่ดีนั้น เราสามารถเหนี่ยวนำ โน้มนำให้วัยรุ่นคบกับกลุ่มเพื่อนที่ดีได้ ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่วัยรุ่นมีแนวโน้มเข้าหากลุ่ม คือ เป็นการเก็บแบบฉบับหรือเอกลักษณ์ต่างๆ ทั้งจากกลุ่ม จากผู้ที่เขาชื่นชอบ จากบุคคลสำคัญในสังคม ประมวลเข้ามาเป็นเอกลักษณ์และบุคลิกภาพของตนเอง การที่วัยรุ่นจะเก็บเอกลักษณ์ต่างๆ จากพ่อและแม่เท่านั้นคงไม่พอกับพัฒนาการทางบุคลิกภาพของเขา

ท่านผู้อ่านที่เคารพครับ จากลักษณะสำคัญของวัยรุ่นที่ผมเขียนมาข้างต้นนั้นถ้าเข้าใจวัยรุ่น และเราดูแลวัยรุ่นด้วยเหตุผล อดทน และพยายามดำรงสัมพันธภาพที่ดีไว้ ในที่สุดทุกอย่างก็จะผ่านไปด้วยดี เมื่อเขาเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นตอนปลาย เราจะพบว่าวัยรุ่นของเราเปลี่ยนแปลงดีขึ้นมาก เป็นบุคคลที่น่ารักมากขึ้นทีเดียว

ในระหว่างที่เราดูแลวัยรุ่นอยู่นั้น ผมขอเสนอข้อคิดบางอย่างที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การดูแลวัยรุ่น สามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ปัจจัยที่ว่านี้คือ

      • บ้านต้องมีความสุข บ้านที่มีความสุขเปรียบเหมือนขุมพลังให้กับวัยรุ่นทั้งพลังผลักดันและพลัง สำรอง ที่ทำให้วัยรุ่นสามารถเผชิญและปรับตัวกับสภาพสังคมปัจจุบันได้ สามารถเป็นกำลังใจให้เดินไปในทิศทางที่ดี สามารถปลอบประโลมใจเมื่อทุกข์ร้อนหรือผิดหวัง และเป็นแหล่งของความสุขเป็นแหล่งของที่พักพิงทางใจ โดยไม่ต้องไปหาที่พักพิงทางใจที่อื่นซึ่งอาจเป็นอันตรายได้
      • พ่อ แม่ต้องพยายามปรับให้เข้ากับวัยรุ่น อย่าคิดว่าวัยรุ่นควรจะปรับเข้าหาพ่อแม่เท่านั้น กับวัยรุ่นการใช้วิธีปรับกันคนละครึ่งทางจะได้ประโยชน์และได้ผลมาก พ่อแม่คงต้องปรับเปลี่ยนเป็นวัยรุ่นกับลูกด้วยลูกก็จะเข้ากับพ่อแม่ได้ดี ยิ่งขึ้น
      • งดการลงโทษที่รุนแรง หันมาใช้เหตุผลจะทำให้วัยรุ่นเข้าใจเราได้มากขึ้น คล้อยตามและปฎิบัติตามเราได้มากขึ้น และเราเองก็ต้องรับฟังเหตุผลของวัยรุ่นด้วยเช่นกัน เหตุผลในสมัยเมื่อพ่อแม่เป็นวัยรุ่นหลายๆ เหตุผล อาจไม่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมในปัจจุบัน เราคงต้องยอมรับแนวคิดของวัยรุ่นในปัจจุบันบ้างเพราะวัฒนธรรมและสังคมได้ เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
      • ให้วัยรุ่นได้มีประสบการณ์หลายๆ แง่หลายๆ มุมแม้ว่าจะเป็นประสบการณ์ในด้านลบก็สามารถให้รู้เห็นได้ สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยความคิดและปัญญาว่าอะไรควรไม่ควรเพราะอะไร การปิดบังประสบการณ์บางอย่างอาจผลักดันให้เด็กคิดและอยากรู้อยากเห็นแล้ว เดินทางเข้าไปสู่ประสบการณ์อันไม่ดีนั้นอย่างปราศจากหางเสือ ปราศจากการยับยั้งและปราศจากปัญญาที่จะคิด


คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านครับ ผมว่าวัยรุ่นเป็นขุมพลังอันสำคัญของสังคมประเทศชาติ อย่าทำให้ภาวะปกติตามธรรมชาติของวัยรุ่นผันแปรไปสู่ปัญหาเนื่องจากความไม่ เข้าใจของผู้ใหญ่เลยนะครับ

บทความแนะนำ

ตะลุยโลกล้านปี! 8 ที่เที่ยวธีมไดโนเสาร์
14 ทรงผมสุดแฟนซีสุดฮาของเด็กๆ
เมื่อสัตว์เลี้ยงแสนรักพักบ้านเดียวกับหนู
Q & A ตั้งครรภ์กินยาลดไข้มีผลกับลูกหรือไม่

Facebook Comment