5 ข้อควรคิดก่อนให้ลูกเลี้ยงสุนัข

การให้ลูกได้เล่นกับธรรมชาติและมีอิสระเป็นสิ่งที่พ่อแม่อย่างเราต้องให้ความสำคัญค่ะ การให้ลูกได้มีสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พ่อแม่เลือก เพราะนอกจากลูกจะได้เล่นกับสัตว์เลี้ยงแล้ว ลูกยังจะได้เรียนรู้ถึงความอ่อนโยน ความรับผิดชอบ และความมีระเบียบวินัยด้วย

การจะตัดสินใจให้ลูกเลี้ยงสุนัขสักตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกันค่ะ เพราะในฐานะพ่อแม่อย่างเราแล้วความปลอดภัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญเสมอ ดังนั้นเรามี 6 เรื่องควรรู้เมื่อจะให้ลูกเลี้ยงสุนัขมาฝากค่ะ

kids_momypedia


1. การเลือกสุนัข - จะต้องเลือกสุนัขสายพันธุ์ที่ไม่ดุร้าย เข้ากับเด็กๆ ได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่ควรซื้อสุนัขจากฟาร์มสุนัขที่มีความน่าเชื่อถือ มีใบรับรอง และสุนัขต้องได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว รวมถึงต้องได้รับการตรวจจากสัตวแพทย์ด้วยว่าไม่เป็นโรค หรือมีอาการของโรคที่เกิดในสุนัขบ่อยๆ เช่น ขี้ตาแฉะ มีน้ำมูก ผอมโซ เป็นต้น

2. ตรวจร่ายกายลูก - เด็กบางคนแพ้ขนสัตว์ ดังนั้นเพื่อให้มั่นใจว่าลูกจะสามารถเลี้ยงและเล่นกับสุนัขได้ พ่อแม่จะต้องตรวจร่างกายลูกให้แน่ใจว่าเขาจะไม่แพ้ขนสุนัข รวมถึงการแพ้โปรตีนจากขี้ไคล และน้ำลายของสุนัขซึ่งหากเด็กที่มีการแพ้แล้วไปสัมผัสก็อาจจะก่อนให้เกิดอาการ เช่น ผื่นแดง คัน จาม เป็นต้น เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่จะต้องตรวจสอบ

3. เวลาและสถานที่ที่เหมาะสม - คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาอายุของลูกด้วยค่ะว่าเหมาะสมแล้วกันการเลี้ยงสุนัขหรือไม่ ซึ่งเด็กวัย 3 ปีขึ้นไปเป็นวัยที่เหมาะสมในการให้ลูกเริ่มเล่นกับสุนัขได้ รวมถึงสถานที่ซึ่งหมายถึงบริเวณบ้านมีพื้นที่สำหรับวิ่งเล่นมากพอหรือไม่ จะเลี้ยงสุนัขไว้ส่วนไหนของบ้าน อากาศถ่ายเทสะดวกหรือไม่ ส่วนนี้พ่อแม่จะลิมไม่ได้เลยค่ะ

4. สอนการเล่นกับสุนัข - ก่อนที่จะให้ลูกเลี้ยงสุนัขได้ พ่อแม่จะต้ิองสอนและทำความเข้าใจกับลูกเรื่องการเล่นให้ดีเสียก่อน เพราะหากลูกเล่นรุนแรง หรือไม่ระวังก็อาจเกิดอันตรายได้ เช่น บอกลูกว่าไม่ควรดึงหางสุนัขแรงๆ ไม่ควรขึ้นขี่หลัง ไม่ควรหยิก ไม่ควรเอามือง้างปากหรือแหย่เข้าไปในปากสุนัข เป็นต้น และควรบอกลูกถึงอันตรายและการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นเพื่อที่ลูกกลัวการบาดเจ็บและเล่นอย่างระวังมากขึ้น

5. สอนเรื่องความรับผิดชอบ - คุณพ่อคุณแม่ควรให้ลูกมีส่วนรับผิดชอบในการเลี้ยงสุนัขด้วย เช่น พาออกไปเดินเล่นซึ่งลูกก็จะได้วิ่งออกกำลังกายด้วย ช่วยอาบน้ำสุนัข ช่วยเก็บอึสุนัข หรือแม้แต่ช่วยกวาดขนสุนัขบนพื้น การฝึกความรับผิดชอบและวินัยเบื้องต้นนี้จะทำให้ลูกของเรานำไปใช้ในสังคมได้เมื่อโตขึ้น

แล้วถ้าเจอลูกอ้อนแบบนี้ล่ะ... จะทำอย่างไรกันดีคะ



เชื่อว่าหลายๆ บ้านคงโดนลูกอ้อนของลูกๆ ไปกับบ้างแล้วไม่มากก็น้อยค่ะ บางคนนมาอ้อนน่าสงสารน่าเอ็นดู บางคนมาแนวบีบน้ำตา แล้วพ่อแม่อย่าเราจะใจแข็งต่อไปได้ยังไงกัน แต่ไม่ว่าเขาจะอ้อนเราด้วยวิธีไหน ลองใช้ 5 วิธีพิจารณาของเราเข้าไปร่วมในการตัดสินใจนะคะ

บทความแนะนำ

ครีมกันแดดแบบไหนดีที่เหมาะกับเรา พร้อม 5 ข้อควรรู้ก่อนใช้กันแดด
สหรัฐยัน "ไวรัสซิกา" ทำทารกพิการจริง หลังทำเด็กศีรษะเล็กหลายพันคน
Q&A กังวลลูกวัย 1 ปีจะเป็นเด็กพิเศษ
คุณแม่รู้ไหม? มีอะไรในไข่ไก่ 1 ฟอง

Facebook Comment