หนาวนี้..ระวังโรคทางเดินหายใจ

โรคระบบทางเดินหายใจในเด็กเป็นโรคที่พบได้บ่อยตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอากาศจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว และเด็กจะมีอาการทางระบบหายใจได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพราะทางเดินหายใจของเด็กแตกต่างจากผู้ใหญ่ คือ นอกจากจะมีขนาดเล็กจึงเกิดการอุดตันทางเดินหายใจได้ง่ายแล้ว ภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคต่างๆ ยังมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ด้วยค่ะ



เรามาดูกันก่อนว่า ลักษณะทางเดินหายใจของเด็กนั้นเป็นอย่างไร เมื่อเกิดอาการต่างๆ ขึ้นจะได้เข้าใจว่าอาการนั้นๆ เกิดจากทางเดินหายใจส่วนใด แพทย์จะให้การรักษาอย่างไร และคุณพ่อคุณแม่จะช่วยดูแลได้อย่างไรบ้างนะคะ

ระบบหายใจของเด็กไม่เหมือนผู้ใหญ่

อวัยวะและระบบต่างๆ ในร่างกายเด็กมีการเจริญพัฒนาอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนกระทั่งหลังคลอด ระบบหายใจก็เช่นเดียวกัน จะค่อยๆ เพิ่มขนาดทั้งส่วนกว้างและส่วนยาวของท่อทางเดินหายใจ จำนวนและขนาดของถุงลมก็เพิ่มขึ้นจนทำให้ปริมาตรของปอดในช่วง 12 ปี แรกของชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 4 เท่าของทารกแรกเกิด และ เพิ่มเป็น 12-15 เท่าเมื่ออายุ 12 ปี

อัตราการหายใจของเด็กก็แตกต่างจากผู้ใหญ่ เด็กยิ่งเล็กยิ่งหายใจเร็ว กล่าวคือ ในทารกแรกเกิดปกติจะหายใจประมาณ 50 ครั้งต่อนาที หรือสูงสุดไม่เกิน 60 ครั้งต่อนาที เด็กทารก 6 เดือนหายใจประมาณ 30 ครั้งต่อนาที และเด็กอายุ 1-5 ปี ปกติจะหายใจประมาณ 24 ครั้งต่อนาที

ทางเดินหายใจ คล้ายระบบท่อส่งอากาศ

ทางเดินหายใจนั้นถ้าจะเปรียบไปก็เหมือนระบบท่อส่งอากาศจากภายนอกเข้าสู่ภายในร่างกาย บริเวณถุงลมในปอดเป็นที่สำหรับร่างกายดึงเอาก๊าซออกซิเจนจากอากาศไปใช้ และแลกเปลี่ยนปล่อยเอาของเสีย คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากับลมหายใจออก การเดินทางของอากาศจากภายนอกเข้าสู่ภายในร่างกายต้องผ่านระบบต่างๆ หลายขั้นตอนเพื่อให้อากาศที่ลงสู่ปอดนั้นสะอาดและเหมาะสมกับร่างกายของเราที่สุดค่ะ


มาดูกันดีกว่าว่า อากาศที่เข้าไปในจมูกของเราแล้วจะต้องผ่านไปทางไหนกันบ้าง...

ทางเดินหายใจส่วนบน

ด่านแรกคือบริเวณโพรงจมูก ถ้าเปรียบโพรงจมูกนี้กับถ้ำ ขนจมูกก็คงจะเทียบได้กับรากไม้ที่ห้อยระย้าจากเพดานถ้ำลงมาระเกะระกะ เพื่อเป็นตัวดักฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมที่มีขนาดใหญ่กว่า 10-15 มิลลิเมตรไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปได้ ผนังและเพดานถ้ำ มี "ระบบปรับอากาศ" อัตโนมัติ ซึ่งประกอบไปด้วยเส้นเลือดฝอยเล็กๆ จำนวนมากมาหล่อเลี้ยงให้ความอบอุ่นและชุ่มชื้นแก่อากาศที่ผ่านเข้ามา เพื่อให้อากาศที่จะลงสู่ปอดมีความชื้น และอุ่นพอเหมาะ ระบบปรับอากาศนี้จะมีไปตลอดทางจนถึงหลอดลมใหญ่ค่ะ

โพรงจมูก
ส่วนต่อไปคือส่วนที่ลึกเข้าไป เยื่อบุจมูกบริเวณนี้จะยื่นเข้ามาในโพรงคล้ายแท่นที่มีซอกหลืบเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการให้ความอบอุ่นชุ่มชื้นกับอากาศ ในกะโหลกศีรษะ ข้างๆ โพรงจมูกบริเวณนี้จะเป็นโพรงอากาศที่เรียกว่า "ไซนัส" (paranasal air sinuses) ไซนัสเหล่านี้จะมีเยื่อบุผิวเชื่อมต่อกับเยื่อบุของจมูก และมีรูเล็กๆ ที่เปิด ติดต่อกับบริเวณโพรงจมูก ดังนั้นเชื้อโรคจึงอาจรุกรานผ่านเข้าไปได้

คอ อากาศจะผ่านต่อไปยังคอ ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมกับช่องปากจากคอก็จะไปถึงกล่องเสียง กล่องเสียงของเด็กจะมีกระดูกอ่อนหุ้มอยู่โดยรอบ และเป็นส่วนที่ค่อนข้างแคบ ดังนั้น ในเด็กยิ่งเล็กหากมีการอักเสบหรือบวมบริเวณกล่องเสียง ก็จะยิ่งมีโอกาสเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าในผู้ใหญ่

ทางเดินหายใจที่กล่าวมาถึงข้างต้นนี้ คือทางเดินหายใจส่วนบน ถัดจากกล่องเสียงลงไป คือทางเดินหายใจส่วนกลาง ได้แก่ หลอดลมใหญ่ข้างซ้ายและขวา หลอดลม แขนงเล็ก หลอดลมฝอย และเนื้อปอดค่ะ

กลไกการป้องกันตัวเองของปอด

เยื่อบุทางเดินหายใจเป็นเซลล์ที่เรียงรายอยู่ผิวบนสุดส่วนต้นๆ ของทางเดินหายใจ เซลล์เหล่านี้จะมีรูปทรงสูง มีหลายชนิด เช่น เซลล์ที่มีขนอ่อนอยู่ด้านบน แต่ละเซลล์จะมีขนอ่อนอยู่ถึง 275 อัน ขนอ่อนเหล่านี้จะพัดโบกด้วยความถี่ 1,000 ครั้งต่อนาที การพัดโบกนี้ต้องอาศัยน้ำและสารคัดหลั่งที่ผลิตออกมาจากเซลล์อีกชนิดหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายถ้วย การโบกของขนอ่อนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันค่ะ คือ โบกไล่ขึ้นไปส่วนบนด้วยอัตรา 10 มิลลิเมตรต่อนาที กลไกนี้จึงมีความสำคัญมากในการขับสิ่งแปลกปลอมขนาด 1-5 มิลลิเมตรที่หลงเข้าไปในทางเดินหายใจ

ฝุ่นขนาดใหญ่จะถูกกรองไว้โดยขนจมูก ฝุ่นขนาดกลางตกลงบนผิวที่มีน้ำและมูกแล้วถูกขับโดยการโบกของขนอ่อน ส่วนฝุ่นขนาดเล็กกว่า 1 มิลลิเมตร จะลงลึกสุดถึงถุงลมเล็กๆ ในปอดได้ บริเวณถุงลมนี้เซลล์จะแบนลง และไม่มีขนอ่อนแล้ว เพราะจะต้องทำหน้าที่แลกเปลี่ยนก๊าซ ฉะนั้นการทำหน้าที่ต่อสู้เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมใน ที่นี้จึงต้องอาศัย "พลลาดตระเวน" ค่ะ

"พลลาดตระเวน" คือเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง เซลล์นี้มีหน้าที่คอยสำรวจตรวจตราว่ามีศัตรูแปลกปลอมมาหรือไม่ ถ้าพบว่ามี มันจะเดินทางแทรกเข้าไปในระหว่างเนื้อเยื่อและออกมาข้างนอกบริเวณผิวของทางเดินหายใจได้ เมื่อพบเป้าหมายก็จะคืบคลานเข้าไปโอบล้อมและกินเสียก่อนที่ศัตรูจะทำอันตรายต่อปอด ในภาวะปกติ กลไกเหล่านี้จะสามารถป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ แต่ในภาวะบางอย่างเช่น การได้รับควันบุหรี่ ภาวะขาดอาหาร การได้รับสารเสพย์ติดหรือแอลกอฮอล์ เหล่านี้จะทำให้เกิดการบกพร่องในการทำงานของขนอ่อนและ "พล ลาดตระเวน" จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้นค่ะ

การไอคือกลไกป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง

นอกจากกลไกที่กล่าวมาแล้ว หากมีการสำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองส่งสัญญาณประสาทจากศูนย์ควบคุมที่สมองลงมาที่กล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจให้หดตัวและเพิ่มกำลังในการอัดลมเป่าออกมาอย่างรวดเร็ว เกิดเสียงที่เราเรียกว่า "การไอ" นั่นเอง การไอจะขับมูกส่วนเกินในทางเดินหายใจออกไปด้วยความแรงถึง 300 มิลลิเมตรปรอทเลยทีเดียว

การไอจะเกิดขึ้นเมื่อทางเดินหายใจได้รับความระคายเคืองด้วย เช่น เป็นหวัด เจ็บคอ เวลาล้มตัวลงนอน แล้วมีน้ำมูกไหลลงในคอก็จะไปกระตุ้นให้หลอดลมหดตัวและเกิดการไอด้วย เสียงไอที่เกิดจากการอักเสบทางเดินหายใจจะมีความแตกต่างกันตามตำแหน่ง ที่เป็น เช่นระคายคอจะไอเสียงแห้งๆ ไอจากกล่องเสียงอักเสบจะเป็นเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบจะไอแบบมีเสมหะอยู่ลึกๆ

ใช้ยาแก้ไอช่วยให้ลูกหยุดไอดีไหม ?

อาการไอเป็นสัญญาณเตือนว่าเกิดปัญหาขึ้นในระบบหายใจ จึงไม่ควรกินยาระงับการไอโดยยังไม่ทราบสาเหตุของการไอค่ะ ยาระงับการไอเป็นยาที่ออกฤทธิ์กดศูนย์ควบคุมการไอที่สมอง จึงต้องเลือกใช้อย่างระมัดระวัง ส่วนใหญ่เด็กที่ไอมักจะเกิดจากมีเสมหะ หากใช้ยาหยุดการไอกลับจะทำให้เสมหะคั่งค้าง จึงไม่ได้กำจัดเสมหะที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงของการไอ

ยาแก้ไอที่ใช้ในเด็กส่วนมากเป็นยาขับเสมหะและยาละลายเสมหะค่ะ ยาขับเสมหะจะกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหารทำให้เกิดการหลั่งน้ำเมือกในทางเดินหายใจมากขึ้น เสมหะจะมากขึ้นในระยะแรก เมื่อไอไล่เสมหะออกหมดจึงจะหยุดไอ ส่วนยาละลายเสมหะจะลดความเหนียวของเสมหะลง จึงถูกขับออกง่ายขึ้นค่ะ

คุณพ่อคุณแม่ที่เคยสงสัยว่า ทำไมกินยาแก้ไอแล้วลูกไอมากขึ้น คงจะเข้าใจแล้วนะคะว่าเป็นเพราะยานั้นคือยาขับเสมหะ ไม่ใช่ชนิดกดอาการไอค่ะ แพทย์จะพิจารณาใช้ยากดการไอในรายที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น เช่นไอมากจนพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการไอที่เจ็บปวด เช่นคนไข้หลังผ่าตัดหรือไอจากเยื่อหุ้มปอดอักเสบ

หากเราช่วยให้เสมหะออกได้ดีเท่าใด เด็กก็จะหายจากการไอมากขึ้น และ เสมหะจะออกได้ดีเมื่อ

1.เสมหะไม่เหนียว...ต้องให้เด็กดื่มน้ำมากขึ้น เพราะน้ำคือยาละลายเสมหะ ที่ดีที่สุด

2.เสมหะไม่ติดค้างในหลอดลม ช่วยได้โดยการเคาะปอด ในเด็กที่นอนป่วย ให้ขยับเปลี่ยนท่านอนพลิกทางซ้ายบ้างทางขวาบ้าง อย่าให้นอนในท่าเดียวนาน ๆ

3.รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ยาปฏิชีวนะ และยาละ ลายเสมหะ

หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเมื่อไรดี ?

โดยทั่วไปแล้วเด็กที่มาพบแพทย์ด้วยอาการของระบบหายใจ มักจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และไอ เชื้อโรคที่เข้ามาในช่วงแรกๆ มักจะเป็นเชื้อไวรัสค่ะ เชื้อไวรัสที่เข้ามาในทางเดินหายใจส่วนบนจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารปฏิกิริยาอักเสบซึ่งสารนี้ทำให้เส้นเลือดที่มาเลี้ยงเยื่อบุจมูกขยาย เกิดการรั่วของน้ำออกมาจากเส้นเลือด เยื่อจมูกจึงบวมขึ้น หายใจเข้าออกลำบากเกิดอาการคัดจมูก นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นให้หลั่งมูกออกมามากขึ้นด้วย ดังนั้นน้ำมูกในช่วงแรกๆ จะใสไหลเป็นน้ำก่อน แล้วค่อยๆ ข้นขึ้น เริ่มมีสีขาวขุ่นใน 2-3 วัน น้ำมูกจะข้นอยู่หลายวัน แล้วค่อยๆ กลับเป็นมูกขาวขุ่น และเป็นน้ำใสอีกก่อนที่จะหาย ส่วนอาการไข้จากไวรัสทางเดินหายใจส่วนบนอักเสบ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีไข้จะเป็นในวันที่เริ่มต้นอาการร่วมกับอาการปวดหัวหรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เมื่อไข้หายแล้วถึงจะมีอาการไอหวัดตามมาค่ะ

ถ้าแพทย์ตรวจดูแล้วมีอาการดังกล่าวข้างต้น สาเหตุน่าจะเป็นจากไวรัส แพทย์ก็จะไม่ให้ยาปฏิชีวนะคะ แต่จะแนะนำให้พักผ่อน ดื่มน้ำมากๆ และอาจสั่งยาให้ตามอาการ
แต่ถ้าหากมีไข้ขึ้นสูงพร้อมๆ กับการมีน้ำมูกข้นเขียวคล้ายหนองเป็นเวลา 3-4 วันแล้วละก็ อาจเป็นข้อบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเข้ามาแล้ว ส่วนใหญ่เชื้อไวรัสจะนำเข้ามาก่อน แล้วทำให้ขนอ่อนโบกพัดน้อยลง กลไกการป้องกันอื่นๆ ก็ทำงานน้อยลงด้วย เชื้อแบคทีเรียจึงบุกเข้ามาได้ง่ายขึ้น


เมื่อสงสัยว่ามีการอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ต้องตรวจหาตำแหน่งของการติดเชื้อว่าเป็นที่ใด เพื่อให้การรักษาได้ถูกต้องต่อไปค่ะ

ห่วง..ลูกเป็นคออักเสบ หูอักเสบ ไซนัส

การอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบน บริเวณคอและทอนซิลเป็นด่านแรกที่เชื้อ แบคทีเรียจะจู่โจมเข้ามา ถ้าเชื้อเข้าถึงเยื่อบุเซลล์บริเวณคอ จะเห็นเป็นจุดแดงที่คอ เยื่อบุผิวแดง ต่อมทอนซิลอาจโต หรือเป็นหนองได้

ที่คอจะมีท่อเชื่อมไปยังหูชั้นกลางได้ สำหรับเด็กท่อนี้จะสั้นและอยู่ในแนวนอนมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นเชื้อโรคจึงมีโอกาสลุกลามไปตามท่อนี้ ทำให้เกิดหูชั้นกลางอักเสบ มีอาการปวดหูหรือถ้าเป็นมากจะมีน้ำไหลออกมาจากหูด้วย

อีกบริเวณหนึ่งที่อาจมีการอักเสบแทรกซ้อนขึ้นมาได้คือ บริเวณโพรงอากาศรอบๆ จมูกที่รวมเรียกว่า ไซนัส (paranasal air sinuses) ดังที่กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า เยื่อบุในจมูกและในไซนัสเชื่อมต่อถึงกันได้ ดังนั้นหากเชื้อพลัดหลงเข้าไปแล้วขนอ่อนในไซนัสโบกพัดไม่ดี ไม่มีการขับเคลื่อนของมูกบนเยื่อบุ มูกก็จะมีการคั่งค้าง เป็นที่ฟักของตัวเชื้อได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้รูเปิดของไซนัสยังอยู่ไปทางด้านบนของผนังด้านในโพรงจมูกด้วย น้ำหรือหนองในไซนัสจึงไหลออกทางรูนี้ได้อย่างยากลำบาก

อาการโดยทั่วไปของไซนัสอักเสบ คืออาการทางระบบหายใจที่เป็นนาน อาการอาจจะไม่มากแต่ไม่หายเสียที เช่น น้ำมูกไหลติดต่อกันเกิน 10 วัน ไข้หวัดธรรมดา อาการต่างๆ ควรจะหายใน 5-7 วัน ไม่ค่อยมีหรอกค่ะที่อาการจะนานเกิน 10 วัน เด็ก อาจจะทำเสียงสูดน้ำมูก หรือทำเสียงครืดคราดในจมูกเพื่อขับน้ำมูกออก อาการอีกอย่างที่ พบได้น้อยกว่าคือ เป็น "ไข้หวัด" ที่ดูอาการมากกว่าปกติ เช่น ไข้สูงถึง 39 องศา เซลเซียสร่วมกับน้ำมูกเขียวเป็นหนอง โดยมีอาการนานเกิน 3-4 วัน

ส่วนอาการในเด็กโตอาจมาด้วยเรื่องลมหายใจมีกลิ่นเหม็น จมูกไม่ได้กลิ่น หรือปวดหน่วงๆ ที่หน้าผาก หรือบริเวณแก้ม เป็นต้น การรักษาไซนัสอักเสบต้องใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมกับเชื้อ รับประทานยาติดต่อ กันนาน 10-14 วัน การรักษาอื่นที่ใช้ร่วมด้วย เช่น ยาพ่นจมูกหรือน้ำเกลือล้างจมูก ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคค่ะ

ส่วนสุดท้ายของทางเดินหายใจส่วนบนคือบริเวณกล่องเสียง การอักเสบบริเวณนี้ทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบหรืออุดกั้นจนหายใจไม่สะดวก มีเสียงเวลาหายใจเข้า เด็กจะไอเสียงก้องและเสียงแหบ สาเหตุส่วนใหญ่ในเด็กอายุ 6 เดือนถึง 3 ปีเกิดจากเชื้อไวรัส ถ้าเป็นไม่มาก แพทย์จะให้ยาตามอาการ และให้ดื่มน้ำให้เพียงพอ

หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ

การอักเสบของทางเดินหายใจส่วนล่าง หลอดลม หลอดลมฝอย และปอด มักจะมาด้วยอาการไข้ ไอ และหายใจหอบ เมื่อแพทย์ตรวจร่างกายจะวินิจฉัยได้ว่า การอักเสบน่าจะอยู่ที่ใด ถ้าสงสัยว่าปอดอักเสบ อาจจะต้องถ่ายภาพรังสีของปอดดูว่าเป็นที่ปอดกลีบใด และเป็นมากน้อยเพียงใด การรักษาโรคในกลุ่มนี้อาจจะต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อให้ออกซิเจน ยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำ หรือยาพ่นฝอยละอองให้สูดดม หากมีเสมหะมาก การเคาะปอด ช่วยระบายเสมหะจะทำให้เสมหะออกได้ดีขึ้นค่ะ

หวังว่าเรื่องที่หมอเล่ามาทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ได้เห็นภาพชัดขึ้นว่า ทำไมลูกจึงมักจะเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจบ่อยๆ ในช่วงฤดูปลายฝนต้นหนาวอย่างนี้ และอย่างน้อยที่สุดจะได้สังเกตอาการเบื้องต้นของลูกได้ถูกต้องว่าน่าจะมีความผิดปกติที่ ระบบทางเดินหายใจส่วนใด จะได้รีบให้การดูแลได้อย่างเหมาะสมก่อนที่จะพามาให้หมอ ตรวจรักษาให้ถูกต้องตรงกับโรคต่อไป...แต่ถึงจะยังไม่เป็นอะไร ก็น่าจะเรียนรู้ไว้เพื่อเป็นการป้องกัน (ทั้งตัวคุณลูก และคุณพ่อคุณแม่) ไว้ก่อนน่าจะดีที่สุด เห็นด้วยไหมคะ ?

เอกสารอ้างอิง

1.Pediatrics in Review April 2001 : Sinusitis David Nash and Ellen Wald MD.p111-116

2.ปัญหาที่พบบ่อยของระบบหายใจในเด็ก การวินิจฉัยและการบำบัดรักษา ธีรชัย ฉันทโรจน์ศิริ สุภรี สุวรรณจูฑะ บรรณาธิการ

3.Nelson Textbook of Pediatrics 16thedition, 2000

4.การไอในเด็ก จัดพิมพ์โดยสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย

บทความแนะนำ

8 วิธีจัดการเวลาของ Working Mom
ลูกไม่ยอมกินข้าวเองที่โรงเรียน
DIY กระถางมะลิแฟนซี ของขวัญวันแม่
คุณแม่ตั้งครรภ์เตรียมตัวก่อนขึ้นเครื่องบิน !

Facebook Comment