ลดความเสี่ยงลูกเป็น LD

ไม่ปฏิเสธใช่ไหมว่า... มรดกที่ดีที่สุดที่คุณจะให้ลูกได้ก็คือ ‘การศึกษาหาความรู้’ และตั้งความหวังให้ลูกเป็นเด็กเก่งและฉลาดเรียนรู้
แล้วกลัวไหมว่า... ลูกจะอ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่ได้ มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘LD

อย่ากังวล... มีวิธีการสังเกต ป้องกัน และการเลี้ยงดูเจ้าหนูให้ห่างไกลโรค LD มาฝาก... เตรียมพร้อมก่อนย่อมได้เปรียบ


ทำความรู้จักกับ ‘LD’
Learning Disabilities หรือที่รู้จักกันในชื่อ LD คือ ภาวะความบกพร่องในการเรียนรู้ค่ะ เจ้าหนูที่มีภาวะแบบนี้จะมีสติปัญญาอยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือฉลาดกว่าเด็กคนอื่น แต่การเรียนรู้ในด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายๆ ด้านของเขาจะช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน ที่แสดงออกให้เห็นในเรื่อง...
- มีปัญหาเรื่องการอ่าน เช่น อ่านตกหล่น ข้ามคำ สลับพยัญชนะ อ่านไม่ได้ใจความจนถึงขั้นอ่านไม่ออกเลย
- มีปัญหาเรื่องการเขียน เช่น เขียนตัวหนังสือกลับหลัง เขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์สลับตำแหน่งกัน
- มีปัญหาเรื่องการคำนวณ เช่น เขียนตัวเลขผิด ไม่เข้าใจเครื่องหมาย สัญลักษณ์ ค่าของตัวเลขหลักต่างๆ หรือไม่เข้าใจวิธีการคำนวณตัวเลข
- มีปัญหาเรื่องการลำดับเหตุการณ์ การทำตามคำสั่ง การให้เหตุผล หรือเรียนแล้วลืม

teen_Momypedia

แต่ไม่ใช่ว่าเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ทุกคนจะมีอาการทุกข้อ และปัญหาก็ไม่ได้เกิดจากความเกียจคร้าน การขาดเรียน ความพิการ หรือปัญหาทางอารมณ์ แต่จะเกิดจากสาเหตุอะไรนั้น มีคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน

ไขข้อข้องใจเรื่อง LD

ดร.เพ็ญนี หล่อวัฒนพงษา ผู้อำนวยการฝ่ายบริการจิตวิทยา โรงพยาบาลมนารมย์ ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาเกี่ยวกับความบกพร่องทางการเรียนรู้ของเด็ก อธิบายว่าภาวะ LD ในเด็กนั้นเกิดได้หลายสาเหตุ ไม่สามารถเจาะจงหรือบอกได้ว่าสาเหตุส่วนใหญ่คืออะไร และเนื่องจากความบกพร่องทางการเรียนรู้นี้เป็นเสมือนโรคที่ซ่อนเร้น ทำให้บางครั้งเด็กจะไม่แสดงอาการออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ดังนั้นพ่อแม่ต้องเช็กว่า...

- พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย มีประวัติเป็น LD หรือไม่

- ลูกมีภาวะความบาดเจ็บทางสมองจากการคลอดก่อนหรือหลังกำหนด

- แม่มีอายุน้อยมากหรือไม่

- ลูกมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ตอนแรกเกิดมากไหม

- ลูกเคยเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของอวัยวะ เช่น หู ซึ่งสามารถสร้างความกระทบกระเทือนไปถึงสมองบางส่วนหรือไม่

- ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีมลพิษ เช่น มลพิษจากสารตะกั่ว หรือเปล่า


สังเกตให้ดีก่อน LD เกิดกับลูก


วัยอนุบาล: การสังเกตลูกว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดความบกพร่องทางการเรียนรู้หรือไม่ พ่อแม่ต้องสังเกตจากพัฒนาการของลูกว่าเป็นไปตามปกติหรือเปล่า โดยเฉพาะด้านสติปัญญาที่จะส่งผลสัมพันธ์กับพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น

* เขาสามารถพูดคุยออกเสียงได้ชัดเจน สื่อสารได้ เข้าใจนิทานหรือเรื่องอิงจินตนาการที่คุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟัง

* ความเข้าใจเรื่องมิติสัมพันธ์ รู้จักด้านซ้าย ด้านขวา ไม่ใส่รองเท้าสลับข้าง เขียนอักษรได้ถูกต้อง ไม่สลับทิศทาง เป็นต้น

* การทำงานประสานกันระหว่างตาและมือ และการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

* สามารถนับเลขจำนวนง่ายๆ ได้ เช่น นับ 1-10 ได้ เป็นต้น


วัยประถม:

โตพอที่จะสามารถสังเกตเรื่องการเรียนรู้และการศึกษาได้อย่างชัดเจนแล้ว เช่น

* สังเกตช่วงทำการบ้านว่าเขามีความสนใจหรือใส่ใจมากน้อยแค่ไหน ลองดูเงื่อนไข หรือโจทย์การบ้านที่คุณครูให้มาว่ามีความยากง่ายอย่างไร แล้วเปรียบเทียบว่าเจ้าหนูใช้เวลาทำการบ้านนานเกินไปหรือเปล่า

* ลองสังเกตว่าลูกมีความเข้าใจในบทเรียนต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เมื่อคุณพ่อคุณแม่ซักถาม เขาสามารถอธิบายให้คุณเกิดความเข้าใจได้หรือไม่

* เด็กวัยประถมควรอ่านสะกดคำได้ อ่านแล้วสามารถเรียงลำดับเหตุการณ์ความเป็นมาก่อนหรือหลังได้อย่างเข้าใจ

* มีความเข้าใจเรื่องการคิดคำนวณ บวก ลบ คูณ หารเลขลักหน่วย หลักสิบ เป็นต้น

‘ลูกมีความเสี่ยง’ เลี้ยงอย่างไรห่างไกล LD


เมื่อ LD เกี่ยวพันโดยตรงกับพัฒนาการด้านสมองและสติปัญญาของลูก ดังนั้นต้องดูแลเรื่องสมองของลูกมากเป็นพิเศษ


ในช่วงวัย 3-5 ปีนั้น ถือเป็นโอกาสทองของสมองเด็ก ซึ่งเมื่ออายุ 5 ปีสมองของเด็กจะโตเต็มที่ เริ่มบอกได้แล้วว่าจะถนัดทางด้านไหน ซึ่งหากได้รับการกระตุ้นที่ดีลูกของคุณอาจจะเป็นเด็กที่ฉลาดกว่าเกณฑ์เฉลี่ยก็ได้

- กระตุกสมองด้วยจินตนาการ สิ่งที่จะกระตุ้นสมองของเด็กได้เป็นอย่างดีก็คือ การเล่น โดยเฉพาะการเล่นที่ใช้จินตนาการ การฟังนิทาน ของเล่นใกล้ตัวลูกสมัยนี้ เช่น เกม ทั้งคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ ทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย

- ปลอดภัยจากสารพิษ สภาพแวดล้อมในการใช้ชีวิตของเด็กมีความสำคัญมาก ดังนั้นต้องคอยระวังให้ลูกเล่นอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ห่างไกลมลพิษที่อาจก่อให้เกิดโรคอันส่งผลต่อสมองน้อยๆ ของลูกได้ เช่น ไม่ให้ลูกอยู่ในสถานที่ที่มีสารตะกั่วนานเกินไป อย่างริมถนนที่รถพลุกพล่าน อู่ซ่อมรถที่มีการบัดกรีต่างๆ เป็นต้น

- เวลาทองของครอบครัว พ่อแม่มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรเวลาของครอบครัวที่ทุกคนจะได้มาทำกิจกรรมร่วมกันเช่น เล่นบทบาทสมมติ อ่านหนังสือ การสอนให้ลูกมีทักษะการคิด การคำนวณ วาดภาพ หรือเล่นเกมสังเกตและทายสัญลักษณ์ต่างๆ เป็นต้น อย่าลืมว่าจำนวนชั่วโมงที่ใช้ร่วมกันนั้นไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของกิจกรรมที่พ่อแม่ทำกับลูก

- งานบ้านฝึกสมอง ให้ลูกช่วยทำงานบ้านง่ายๆ ที่ส่งเสริมทักษะการใช้ความคิด และกระตุ้นพัฒนาการของสมองอย่างสม่ำเสมอ เช่น ช่วยจัดช้อนส้อม จานชามจัดโต๊ะอาหาร จะช่วยกระตุ้นการเรียนรู้เรื่องการจัดกลุ่ม แยกประเภท ซึ่งสิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนการสร้างพิมพ์เขียวให้สมองของเด็กเลยทีเดียว


บทความแนะนำ

เรื่องธรรมดา! ที่ญี่ปุ่นแม่ปล่อยลูกสาว 6 ขวบขึ้นรถไฟไปโรงเรียนคนเดียว
Musical Brain Tales นิทานเพลงที่เป็นมากกว่านิทาน
Q&A ลูกสาวยืนฉี่ แก้อย่างไร
จัดกระเป๋าเตรียมไปคลอด

Facebook Comment