มะเร็งจอตาในเด็ก สังเกตลูกไว้ก่อนจะสาย


"มีเด็กจำนวนหนึ่งที่ลืมตาดูโลก เพียงไม่กี่ปีก็อาจเจอปัญหาในเรื่องของมะเร็งจอตา ซึ่งเป็นมะเร็งอันดับ 3 ที่พบในเด็ก" ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงละอองศรี อัชชนียะสกุล ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าว มะเร็งจอตาในเด็ก เป็นได้ทั้งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง ส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่า 5 ปี อาจเกิดขึ้นกับตาข้างเดียวหรือพร้อมกัน 2 ตาก็ได้ ในประเทศไทยมีรายงานผู้ป่วยใหม่ประมาณ 30-40 รายต่อปี โดยเด็กจะมีลักษณะตาวาว มีสีขาวๆ กลางตาดำ ตาเหล่ ตาอักเสบ หรือม่านตา 2 ข้างสีไม่เหมือนกัน

สาเหตุของโรคมะเร็งจอตาในเด็ก เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบได้ประมาณ 40% ของเด็กที่เป็นมะเร็งจอตา ซึ่งจะเป็นได้ทั้ง 2 ตา และสามารถวินิจฉัยโรคได้ค่อนข้างเร็วภายในอายุ 1 ขวบ ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมมีประมาณ 60% โดยยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ส่วนมากมักเกิดกับตาเพียงข้างเดียว หรือตำแหน่งเดียวในจอตา การวินิจฉัยโรคในกลุ่มนี้จะทำได้ช้าคือ เมื่ออายุ

ประมาณ 2 ขวบ การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งจอตาในเด็ก จำเป็นต้องซักประวัติและตรวจวินิจฉัย ซึ่งเด็กเล็กๆ มีความจำเป็นต้องดมยาสลบเพื่อการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด โดยการตรวจบริเวณรอบๆ ลูกตา การวัดความดันตา การตรวจส่วนหน้าของลูกตา การขยายรูม่านตาเพื่อตรวจจอตา และยังมีการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น การตรวจด้วยคลื่นเสียง เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เหล่านี้ เป็นต้น

ลักษณะของก้อนมะเร็งที่ตรวจพบมีอยู่ 2 แบบ คือ ก้อนมะเร็งทะลุผ่านชั้นจอตาและพบการกระจายของเซลล์มะเร็งสีขาวๆ อยู่ในวุ้นตา ส่วนอีกลักษณะหนึ่งคือ ก้อนมะเร็งเจริญอยู่ภายในชั้นจอตา ทำให้จอตาลอก และถ้าก้อนเจริญเติบโตเร็ว อาจพบหินปูนภายในก้อนเป็นสีขาวคล้ายชอล์ค ถ้าก้อนมะเร็งเกิดในบริเวณที่เป็นจุดภาพชัดจะทำให้ระดับการมองเห็นลดลง และเกิดภาวะตาเหล่ได้

สำหรับการรักษามะเร็งจอตาในเด็กมีหลายวิธี เช่น การผ่าตัดนำลูกตาออกแล้วใส่วัสดุสังเคราะห์เข้าไปแทนที่ในเบ้าตา การฉายรังสีรักษา การใช้ยาเคมีบำบัด การวางแร่ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ หรือการจี้ด้วยความเย็น โดยแต่ละวิธีจะมีข้อจำกัดและผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของผู้ป่วย ขนาดของก้อนมะเร็ง และการกระจายของมะเร็งด้วย ภายหลังการรักษา แพทย์จะนัดตรวจเป็นระยะๆ เนื่องจากผู้ป่วยโรคนี้มีโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งชนิดอื่นๆ ในภายหลังได้ ฉะนั้นผู้ปกครองต้องสนใจและดูแลเป็นพิเศษ


ที่มา : หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

Facebook Comment