หมอเตือน! ระวังโนโรไวรัสกำลังระบาดในเด็ก

เชื้อไวรัส,โนโรไวรัส,ท้องเสีย,ไวรัสท้องเสีย,Norovirus,โรคทางเดินอาหาร

เป็นอีกหนึ่งโรคที่กำลังระบาดอยู่ช่วงนี้ จริงๆ แล้วเป็นโรคที่สามารถติดต่อ หรือเป็นกันได้ตลอด เพราะเป็นโรคติดต่อทางเดินอาหาร ตามโรงเรียน หรืออนุบาลที่มีเด็กๆ อยู่รวมกันเยอะๆ ต้องระวังให้มากค่ะ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาด สุขอนามัย ตอนนี้เห็นว่ามีเด็กๆ ป่วยกันเยอะ ระวังกันด้วยนะคะ เรามาทำความรู้จักกับอาการท้องเสีย หรือ โนโรไวรัส กันค่ะ

การติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)


การติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus) ซึ่งมีชื่อเดิมว่า Norwalk virus เป็นสาเหตุของการระบาดของการติดเชื้อท้องเสียที่ไม่ใช่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบบ่อยที่สุดในโลก จึงมักจะพบว่าในบางเหตุการณ์ เช่น การล่องเรือสำราญ งานเลี้ยงใหญ่ที่มักจะมีการนำอาหารทะเลหลายชนิดมาให้รับประทานกัน ถ้ามีการปนเปื้อนของเชื้อไวรัสนี้ในอาหารและน้ำดื่ม ก็จะมีจำนวนคนป่วยที่มีอาการอาเจียน ท้องเสีย เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในระยะเวลาอันสั้น

อาการและอาการแสดงการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)

ส่วนใหญ่มักทำให้มีอาการอาเจียน ปวดท้องและท้องเสีย ภายใน 24-48 ชั่วโมงหลังทานอาหารหรือน้ำที่มีการปนเปื้อนเชื้อนี้ หรือแม้แต่การสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากผู้ป่วยรายอื่นๆก็สามารถติดได้ และอาการท้องเสียมักจะดีขึ้นภายใน 24-72 ชั่วโมงหลังจากเริ่มมีอาการป่วย

อาการการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus) ที่พบบ่อยคือ
  •     คลื่นไส้ อาเจียน ค่อนข้างรุนแรง
  •     ถ่ายเหลวเป็นน้ำ
  •     ปวดท้อง
  •     ปวดศีรษะ
  •     มักมีไข้ต่ำๆร่วมด้วย แต่บางรายอาจมีไข้สูง 38-39 องศาเซลเซียสได้
  •     อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว

แม้ว่าอาการคลื่นไส้อาเจียนจะดูรุนแรงพอสมควร แต่การตรวจร่างกายมักจะไม่มีอาการปวดเฉพาะที่หรือปวดเกร็งของหน้าท้องในการตรวจร่างกาย ทำให้พอวินิจฉัยแยกโรคจากสาเหตุอื่นๆที่มีอาการและอาการแสดงที่คล้ายกัน เช่น ภาวะลำไส้กลืนกัน ไส้ติ่งอักเสบ การติดเชื้ออาหารเป็นพิษด้วยเชื้ออื่นๆ

สำหรับรายที่มีอาการอาเจียนและถ่ายเป็นน้ำเยอะ ผู้ป่วยอาจมีอาการของการขาดน้ำ เช่น มีไข้ ดูเพลียมาก มีชีพจรเบาเร็ว และมีความดันโลหิตต่ำได้

การวินิจฉัยการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)

โดยการเก็บตัวอย่างอุจจาระส่งตรวจพิเศษทางห้องปฏิบัติการ (เป็นการตรวจด้วยแลปพิเศษ, ไม่ใช่เป็นการเพาะเชื้อไวรัส) และยังไม่ได้เป็นแลปที่สามารถทำได้ในทุก ร.พ.

การรักษาการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)

ในปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะเจาะจงในการขจัดเชื้อไวรัสนี้ การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการ และส่วนใหญ่อาการต่างๆจะดีขึ้นได้ในเวลา 3-4 วัน

ในรายที่อาการไม่รุนแรง ก็ให้ดื่มน้ำเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) หรือที่เรียกกันว่า เกลือซอง สำหรับดื่มในกรณีที่มีอาเจียนและท้องเสีย ทานอาหารอ่อน และ ให้ยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง ตามอาการ

ในรายที่มีภาวะขาดสารน้ำค่อนข้างมาก หรือมีอาเจียน ปวดท้อง และถ่ายตลอด ก็อาจเกิดอันตรายจากการขาดน้ำทำให้เกิดช็อค ความดันโลหิตต่ำ และเสียชีวิตได้ จึงควรพิจารณาให้เข้ารับการรักษาตัวใน ร.พ. ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด

ผู้ป่วยที่จะมีโอกาสเกิดอันตรายจากการขาดน้ำได้แก่ ผู้ป่วยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวต่างๆอยู่แล้ว จึงจำเป็นที่จะต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ

การป้องกันการติดเชื้อท้องเสียโนโรไวรัส (Norovirus)

การป้องกันโดยทั่วไปคือการใส่ใจในสุขอนามัย กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ จะช่วยลดปัญหาการติดเชื้อนี้ได้

 เพราะเป็นโรคที่ติดต่อง่ายมาก วิธีป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ  คือ
  •     ล้างมือให้สะอาดหลังการใช้ห้องน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม
  •     หลีกเลี่ยงน้ำ และอาหารที่ไม่สะอาด เพราะเชื้อจะสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะในน้ำได้นาน
  •     ล้างผักและผลไม้ก่อนรับประทานอาหาร
  •     ปรุงอาหารให้สุก
  •     ทิ้งเศษอาเจียนและอุจจาระอย่างระมัดระวังโดยใช้ผ้าชุปน้ำหมาดๆซับไม่ให้มีการฟุ้งกระจาย และทิ้งลงในถุงพลาสติก
  •     ฆ่าเชื้อไวรัสในพื้นที่ปนเปื้อนด้วยสารละลายคลอรีน
  •     ผู้ป่วยงดการทำอาหาร เพราะคุณสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ใน 3 วัน  
  •     เด็กควรงดไปโรงเรียนหรือสถานที่รับเลี้ยงเด็กเพื่อป้องกันการติดเชื้อ    
  •     หลีกเลี่ยงการเดินทางจนกว่าจะหายดี


 

- นพ. ประสงค์ พฤกษานานนท์ คลินิกเด็ก ดอท คอม
- ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพฯ

 

บทความแนะนำ

แมนต้าคิดส์ สอนว่ายน้ำเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่
คนญี่ปุ่นติดป้ายคนท้อง (Maternity Mark) แล้วดีอย่างไร
เรื่องเร้นลับของลูกชายวัยแตกหนุ่ม
การดูแลตัวเอง 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด

Facebook Comment