ต่อมทอนซิล (Tonsil) ตัดทิ้งดีหรือไม่

โรคคออักเสบ,ต่อมทอนซิลอักเสบ,โรคที่เด็กๆ ต้องเจอ,อักเสบ,คออักเสบ,ต่อมทอนซิล



ต่อมทอนซิลนั้นมีประโยชน์ มีหน้าที่อย่างไรบ้างและถ้าเกิดจำเป็นที่จะต้องรักษาโดยการตัดทิ้ง จะมีผลเสียหรือจะมีผลร้ายต่อร่างกายของเราบ้างหรือไม่



ต่อมทอนซิล ก็คือต่อมน้ำเหลือง 2 ต่อม ที่ตั้งอยู่ในช่องปาก มีหน้าที่หลักคือ การจับและทำลายเชื้อโรคที่จะเข้าสู่ร่างกายทางทางเดินอาหารว่าเป็นด่านแรก หน้าที่รองก็คือ สร้างภูมิคุ้มกันแต่ไม่ใช่ส่วนที่สำคัญ หน้าที่หลักคือการทำลายเชื้อโรคในช่องปากมากกว่า ก็จะมีทุก ๆ คนหรือเรียกว่ากับกักของเชื้อโรค

โรคใดบ้างที่จะเกิดขึ้นกับต่อมทอนซิล


โรค ต่อมทอนซิลส่วนใหญ่จะเป็นโรคที่ติดเชื้อแล้วก็สาเหตุของโรคติดเชื้อก็คือมัก จะเป็นแบคทีเรีย เป็นส่วนใหญ่ส่วนน้อยก็จะเป็นเชื้อไวรัส และส่วนน้อยลงไปอีกก็คือเชื้อราหรือเชื้อวัณโรคส่วนใหญ่ก็จะเป็นแบคทีเรีย ทั่วไป โรคของต่อมทอนซิลไม่ได้มีแต่โรคติดเชื้ออย่างเดียวส่วนน้อยก็จะเกิดเป็นโรค มะเร็งได้ด้วย ถ้าโรคที่คุณหมอบอกมาในข้างต้นเกิดขึ้นกับต่อมทอนซิลแล้วจะมีความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน แล้วก็จะมีโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามาทีหลังอีกไหม


ที่กล่าวมาแล้วส่วนใหญ่จะเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะฉะนั้นอาการส่วนใหญ่ก็จะไม่รุนแรงมากก็จะเป็นไข้เจ็บคอ แต่ก็มีส่วนน้อยอีกเหมือนกันเช่น โรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส (Streptococcus) หรือ ไวรัสบางชนิดก็สมารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน โรคแทรกซ้อนที่เรามักจะกลัวคือ การอุดกลั้นทางเดินหายใจ เนื่องจากว่าต่อมทอนซิลอยู่ในช่องปากพอดี ถ้าเกิดว่ามันมีการอักเสบและโตมากก็จะมีการอุดกลั้นทางเดินหายใจมาได้ นอกจากนี้ยังมีโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากแบคทีเรียชนิด Streptococcus จะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนของโรคหัวใจ แล้วก็โรคไตได้ ถ้ามีระยะรุนแรงก็จะมีปัญหาต่อร่างกายได้ในภายหลัง ปัญหาส่วนใหญ่มักพบกับเด็กๆ ในกลุ่มผุ้ป่วยกลุ่มอื่นๆนั้นมักพบปัญหาเกี่ยวกับต่อมทอนซิลบ้างได้หรือไม่


ส่วนใหญ่แล้วโรคต่อมทอนซิลพบมากที่สุดในเด็กอายุก่อน 10 ปี เพราะหลัง 10 ปีไปแล้วก็จะทำงานน้อยลงหรือไม่ทำงานเลย แต่ในผู้ใหญ่อายุน้อยก่อน 20 ปี ก็ยังเป็นโรคต่อมทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่จะไม่พบคนไข้ในวัยกลางคนไปแล้ว ถ้าพบหลังจากนั้นคนไข้มีต่อมทอนซิลอักเสบหรือเจ็บข้างใดข้างหนึ่งให้นึกถึง โรคมะเร็งของต่อมทอนซิลไว้ด้วย จะขึ้นอยู่กับว่าร่างกายของผู้ใหญ่จะมีภูมิต้านทานโรคได้ดีกว่าเด็กๆ ไหมถึงจะพบปัญหาต่อมทอนซิลนี้น้อย ใช่ค่ะ ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันกับของคนปกติจะดีขึ้นหลัง 6 ขวบไปแล้ว



โรคคออักเสบ,ต่อมทอนซิลอักเสบ,โรคที่เด็กๆ ต้องเจอ,อักเสบ,คออักเสบ,ต่อมทอนซิล

โรคต่อมทอนซิลเกิดขึ้นจากสาเหตุอะไร อื่นๆ อย่างไรบ้าง

โรค ส่วนใหญ่ก็เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ส่วนน้อยก็จะเกิดจากเชื้อไวรัส กับเชื้อรา การติดต่อก็จะเกิดจากการหายใจ ไอ จาม หรือใช้ภาชนะที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำรวมหัน ก็เป็นโรคที่สามารถติดต่อคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้ในระบบการหายใจ



ลักษณะอาการจำเพาะของโรคต่อมทอนซิลอักเสบนั้น เราจะสังเกตการผิดปกติต่อมทอนซิลได้อย่างไรบ้าง

คนไข้ที่เป็นต่อมทอนซิลอักเสบนั้นก็จะมีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ อาการที่แตกต่างจากเด็กธรรมดาคือ คนไข้จะมีการกลืนลำบาก กลืนแล้งเจ็บคอ คนไข้เด็กก็จะมีอาการน้ำลายไหลเพราะเขากาลืนลำบากและน้ำลายจะไหลลงไปไม่ได้ ก็จะไหลออกมาให้เราเป็นที่สังเกต หรือคนไข้เจ็บคอมากๆ ก็จะมีอาการอาเจียนหลังจากรับประทานอาหารเพราะการรับประทานอาหารจะรบกวนลำคอ ที่เขาเจ็บอยู่ ต่อมทอนซิลก็จะรุนแรงกว่าโรคเจ็บคอหวัดธรรมดา


การ รักษาในปัจจุบันว่ามีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วเราจะมีการรักษาอย่างไร บ้างหรือว่าตัดทิ้งอย่างเดียวจะเป็นทางเลือกอย่างไรบ้าง การรักษาทอนซิลอักเสบจะมีการรักษาโดยการใช้ยาปฎิชีวนะเพราะส่วนใหญ่มาจาก เชื้อแบคทีเรียการให้ยาปฎิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อเแบคทีเรียก็เป็นหลักสำคัญใน การรักษาโรค และคนไข้ส่วนใหญ่ก็จะหายได้หรือาการดีขึ้นจากการให้ยา การตัดทิ้งนั้นน้อยมาก สำหรับยาปฎิชีวนะก็มีหลายชนิดแนะนำว่าควรรับประทานตามที่แพทย์สั่งและรับ ประทานให้นานพอ เช่น 7-10 วัน การรักษาแบบให้ยาปฎิชีวนะแล้วต้องให้การรักษาแบบประคับประคองรวมด้วย เช่น การให้ยาลดไข้ การให้ดื่มน้ำมากๆ หรืออาตต้องไให้น้ำเกลือถ้าผู้ป่วยทานอาหารไม่ค่อยได้ แลให้ทานอาหารอ่อนๆ ปัญหาการตัดทิ้งถ้ากรณีใดบ้างที่ผู้ป่วยจำเป็นหรือได้รับคำแนะนำว่าต้องตัดทิ้งนั้นต้องขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง


ผู้ป่วยที่จะต้องตัดต่อมทอนซิลออกมีข้อบ่งชี้คือว่าผู้ป่วยนี้มีการอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยมากเป็นเกิน 7 ครั้งใน 1 ปี หรือว่าเกิน 5 ครั้งติดกัน 2 ปี หรือ 3 ครั้งติดกัน 3 ปี ในการอักเสบนี้ควรจะได้รับการตรวจจากแพทย์และได้รับการยืนยันว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบจริง เช่นมีทอนซิลเป็นหนอง หรือมีอาการไข้ นอกจากนี้เราจะตัดต่อมทอนซิลทิ้งสำหรับคนไข้ที่ใช้ยาปฎิชีวนะหลายชนิดไม่ดี ขึ้น หรือในเก็กท่ทต่อมทอนซิลอักเสบก้อนโตมากอุดตันทางเดินหายใจมีอาการหายใจ ลำบากกินลำบาก ส่วนในผู้ใหญ่ข้อบ่งชี้ที่จะตัดต่อมทอนซิลทิ้งคือ ก้อนโตผิดปกติหรือข้างใดข้างหนึ่งโจผิดปกติและสงสียว่าอาจจะเป็นมะเร็งใน ต่อมทอนซิลเราจะตัดออกมาตรวจ การตรวจและรักษาก็ต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ด้วย


เมื่อตัดต่อมทอนซิลทิ้งควรทำหรือไม่ควรทำจะเกิดอย่างไรกับร่างกายบ้างไหม

การผ่าตัดต่อมทอนซิลควรทำในผู้ป่วยที่มีการอักเสบบ่อย โดยเฉพาะทุกครั้งที่อักเสบแล้วเป็นหนองหรือเป็นมากจนร่างกายทรุดโทรม และถ้าเป็นเด็กก็จะหยุดเรียนบ่อยร่างกายไม่ค่อยโต ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน ถ้าป่วยมากเป็นบ่อยขาดงานบ่อยก็ควรจะทำ


สำหรับข้อดีในการตัดต่อมทอนซิล

กำจัดไม่ให้ติดเชื้อ ทำให้ไม่ติดเชื้อบ่อย สำหรับผู้ป่วยเด็กการเดินหายใจก็จะโล่งขึ้นด้วย



ข้อเสียในการตัดต่อมทอนซิล

ในการตัดต่อมทอนซิลทิ้งไม่มีข้อเสียเมื่อเราตัดสินใจจะตัดทิ้งตามข้อบ่งชี้ที่ ถูกต้องมักจะเป็นต่อมที่ไม่ทำงานแล้ว ต่อมที่ไม่ทำงานจะไม่ฆ่าเชื้อโรคแต่จะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคเราจึงต้องตัด ทิ้ง แล้วต่อมน้ำเหลืองในช่องคอที่ทำงานจับเชื้อโรคแทนต่อมทอนซิลนี้ก็มีมาก ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยเสียภูมิต้านทานไป สรุปข้อเสียไม่มีแต่จะทำให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย



ข้อแนะนำ สำหรับผู้ป่วยที่ตัดต่อมทอนซิลทิ้งไปแล้วจะมีวิธีการพิเศษที่จะดูแลร่างกายมากกว่าผู้คนที่ยังมีต่อมไหม เราเริ่มดูแลตั้งแต่ 24 ชั่วโมงแรกที่ตัดทิ้งไป

1. ควบคุมอาหารหลังผ่าตัด จะต้องรับประทานอาหารเหลวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เจ็บคอและไม่ให้เลือดออกจากแผล
2. หลังจาก 7 วันแรกที่ตัดให้รับประทานอาหารอ่อนและไม่ร้อนด้วย เพื่อไม่ให้เลือดออกอีก
3. หลังจาก 14 วัน ไปแล้วก็ไม่มีปัญหาอะรก็ทานยาปฎิชีวนะหลังผ่าตัดและป้อนน้ำสะอาดให้เสมอ และหลังจากนั้นร่างกายก็เป็นปกติการตัดต่อมทอนซิลไม่ได้ทำให้เราอ่อนแอลง หรือติดเชื้อง่ายขึ้นแต่ประการใด



ส่วนใหญ่ผู้ป่วยผ่าตัดเสร็จแล้วนอนโรงพยาบาลกี่วัน

ก็จะนอนพักฟื้น 1-2 วัน ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่ที่มีความแข็งแรงก็จะไม่มีปัญหาอะไรก็มักจะกลับบ้านได้เลย แต่ถ้าเป็นเด็กเราต้องเช็คดูว่ามีอาการอย่างไร รับประทานอาหารหรือไม่ ดื่มน้ำได้หรือไม่



การป้องกันไม่ให้มีสุขภาพเกี่ยวกับโรคต่อมทอนซิลว่าเราจะมีวิธีการป้องกันอย่างไรบ้าง

คนปกติก็จะไม่ค่อยเป็นต่อมทอนซิลกันอยู่แล้ว ถ้าเกิดเป็นขึ้นมาการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเรื้อรังก็คือว่า เมื่อเป็นต่อมทอนซิลก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับยาและคำแนะนำ และเมื่อมีการติดเชื้อควรจะมีการรักษาให้หายคือการรับประทานยาปฎิชีวนะตาม ที่หมอสั่งและเหมาะสมกับระยะเวลาที่ยาวนานคือ 7-10 วัน ไม่แนะนำให้ซื้อยารับประทานเองเพราะถ้าใช้วิธีนั้นก็จะได้รับยาไม่ถูกต้อง พอทานอยู่ 2-3 วันพอเห็นอาการดีขึ้นก็หยุดไป แล้ว 2-3 วัน ก็จะเป็นใหม่แล้วก็จะทานยาเดิมไม่ได้ เพราะเกิดอาการดื้อยาก็จะเป็นปัญหาต่อมทอนซิลอักเสบและจะมีปัญหาเรื้อรัง ยาปฏิชีวนะที่ได้รับจากคุณหมอหลายๆ โรคเลยจำเป็นจะต้องใช้ยาชนิดนี้ จำเป็นไหมจะต้องรับประทานยาให้หมดตามจำนวนที่คุณหมอให้มาหรือพอโรคหายแล้วก็ หยุดยากลุ่มนี้ได้ ยาปฎิชีวนะที่หมอให้มาสมควรที่จะทานให้หมดทุกคางเพราะโรคต่างกันแต่ละโรคจะ มีระยะเวลาไม่เท่ากันส่วนใหญ่คนไข้พอทานยา 3 วันก็จะรู้สึกดีขึ้นก็อย่าพึ่งหยุดยาต้องทานให้โรคมันหายขาดจะได้ไม่ดื้อยาต่อไป



ข้อมูลจาก
รศ.พญ.กิติรัตน์ อังกานนท์
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา

Faculty of Medicine Siriraj Hospital
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล




บทความแนะนำ

โรงเรียนเกษมพิทยา
ไม่รู้ไม่ได้แล้ว! โรคฮีโมฟีเลีย อันตรายกว่าที่คิด
พัฒนาการทั่วไปของทารกแรกเกิด 1- 7 วัน
พัฒนาการเด็กและการส่งเสริมทารกวัย 3 เดือน

Facebook Comment