นมแม่และการให้นมแม่


นมแม่


กระบวนการสร้างนมแม่
กระบวนการสร้างนมแม่เกิดจากร่างกายของแม่มีการผลิตฮอร์โมนๆ จากต่อมใต้สมองในการสั่งการสร้างน้ำนมเพื่อเตรียมพร้อมรับทารกที่กำลังจะเกิด ก่อนคลอดทารก ฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้เต้านมของแม่เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น เช่น เต้านม ฐานนม และหัวนมขนาดใหญ่ขึ้น คัดหน้าอก มีน้ำใสๆ ไหลออกจาหัวนม เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการปกติของแม่ตั้งครรภ์ แต่หลังจากคลอดทารกแล้ว กระบวนการผลิตน้ำนมจะมีฮอร์โมน 2 ชนิดที่ควบคุมการสร้างและหลังน้ำนมอย่างชัดเจน คือ โพรแลคตินและออกซีโทซิน


โพรแลคติน ฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำนม แต่จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อทารกดูดนมแม่ แต่หากทารกไม่ได้ดูดนมแม่ หรือไม่ได้ดูดต่อเนื่องบ่อยๆ ฮอร์โมนี้ก็จะลดลงจนทำให้ต่อมใต้สมองไม่ผลิตโพรแลคตินออกมาอีก เต้านมของแม่ก็จะผลิตน้ำนมได้น้อยลงเช่นกัน

ออกซีโทซิน ฮอร์โมน หรือ bonding hormone เป็นฮอร์โมนที่ทำให้เกิดความรักความผูกพัน ทุกครั้งที่ทารกดูดนมแม่ สมองจะผลิตฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความรักความผูกพันระหว่างคุณแม่และลูกน้อยเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ออกซีโทซินยังทำให้แม่มีน้ำนมพุ่งออกจากเต้า เพราะฮอร์โมนจะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเล็กๆ ที่อยู่รอบๆ ต่อมน้ำนมให้มีการบีบรัดท่อน้ำนมทำให้น้ำนมไหลอย่างต่อเนื่องในขณะที่ทารกดูดนม


 

ลักษณะของนมแม่

  • น้ำนม 1-4 วันแรก น้ำนมสีเหลือง มีลักษณะเป็นของเหลวสีใส เหนียวเล็กน้อย ในวันแรกๆ จะขาวและใสขึ้นในวันต่อๆ ไปเพราะมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น สีเหลืองอมส้มใสเป็นสีของเบต้าคาโรทีน สารตัวนี้มีความสำคัญต่อการเติบโตของสมองและการมองเห็นของลูก
  • น้ำนม 5-14 วัน น้ำนมสีขาวขุ่น มีลักษณะข้นเพราะมีปริมาณของน้ำและไขมันสูงขึ้น ทำให้นมช่วงเปลี่ยนแปลงมีน้ำตาลมากกว่านมสีเหลือง
  • น้ำนม 10-14 วันเป็นต้นไป ช่วงนี้เป็นช่วงน้ำนมจริง เมื่อถึงเวลาที่แม่ลูกปรับการกินให้กินได้มากและอิ่มนานน้ำนมก็จะปรับให้มี ความเข้มข้นมากขึ้น สีจึงขาวขุ่นหรือดูเข้มข้นขึ้นนั่นเอง

 

สารอาหารในนมแม่

  • โซเดียม
  • โปแตสเซียม
  • คลอไรด์
  • แมกนีเซียม
  • โซเดียม
  • ไอโอดีน
  • เหล็ก
  • โปรตีน
  • ไขมัน
  • น้ำตาลแลคโตส
  • วิตามินเอ
  • วิตามินบี
  • วิตามินอี
  • วิตามินดี
  • วิตามินเค
  • DHA (Decosahexaenoic acid)
  • AA (Arachidonic acid)
  • กรดไซอะลิค (Sialic acid)
  • Nerve Growth Factor เป็นตัวช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นประสาทสมอง
  • Taurine เป็นกรดอะมิโนหรือโปรตีนที่ช่วยในการเจริญของจอประสาทตา
  • Carnitineช่วยในการสังเคราะห์ไขมันในเนื้อสมอง
  • Nuecleic acid และ Nucleotide ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของนมแม่ และเป็นส่วนประกอบหลักของ DNA, RNA ที่ร่างกายสร้างขึ้น เพื่อเป็นสารสื่อสารรหัสพันธุกรรมของร่างกาย จะมีมากในหัวน้ำนมและลดลงเมื่อทารกอายุสามเดื
  • เซอร์เคทเทอร์รี่ ไอจีเอ (sIgA) เป็นสารภูมิคุ้มกันที่มีมากที่สุดในนมแม่ ที่เป็นต้นกำเนิดอยู่ทางเดินหายใจและทางเดินอาหารของแม่ จึงมีความจำเพาะต้านการติดเชื้อที่มีในตัวแม่ เมื่อแม่มีการติดเชื้อก็จะผลิตภูมิคุ้มกันส่งผ่านมาให้ลูกด้วย
  • Polyamine มีหน้าที่สำคัญในแบ่งเซลล์ การเจริญเติบโตและการสร้างภูมิคุ้มกันโรค กรดอะมิโน เช่น Purine, Adenine, Guanine Pyramidine, Cytosine, Thymine, Uracil
  • Proteaseน้ำย่อยโปรตีนที่ช่วยป้องกันการย่อยสลายของโปรตีน สารต่อต้านเชื้อโรค
  • Cytokines ไซโตไคน์ สารช่วยกำกับเม็ดเลือดขาวเป็นตัวช่วยลดการอักเสบและกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน
  • Lactoferrin ทำหน้าที่แย่งจับธาตุเหล็กไว้ไม่ให้แบคทีเรียดึงไปใช้ จึงทำให้แบคทีเรียเติบโตไม่ได้
  • Interferon ตัวทำลายพวกเชื้อไวรัสทุกชนิด
  • Complement ตัวดูดจับเม็ดเลือดขาวเพื่อให้มาปฏิบัติหน้าที่
  • Lysozymeเ อ็มไซม์ไลโซไซม์ ทำให้ผนังเซลล์แบคทีเรียแตกและย่อยสลายไป
  • เม็ดเลือดขาว รปภ.จัดการกับสิ่งแปลกปลอมและผู้บุกรุก


นมแม่และการให้นมแม่แก่เด็กทารก 0-1 ปี
นมแม่เป็นนมที่เหมาะสมกับทารกตั้งแรกเกิด เพราะมีสารอาหารที่เหมาะสมพร้อมทั้งภูมิต้านทานที่ช่วยให้ลูกมีสุขภาพที่แข็งแรงไม่เจ็บป่วยบ่อย อีกทั้งช่วยคุณแม่ประหยัด ไม่เสียเวลาในการชง สามารถเข้าปากลูกและดูดกลืนน้ำนมได้ทันที


นมแม่ที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์ด้วยสารอาหารครบถ้วนที่สุด คือ ช่วงหลังคลอดที่จะมีน้ำนมเหลืองออกมาเรียกว่า โคลอสครัม (Colostrum) ถือเป็นหัวน้ำนมชั้นยอดของลูก เนื่องจากให้สารอาหารพลังงาน โปรตีน ไขมัน วิตามิน เกลือแร่ครบถ้วนในสัดส่วนที่พอดี และสร้างภูมิต้านทานต่อเนื่องจากในครรภ์ได้อีกด้วย
ส่วนใหญ่แล้วนมแม่จะมาประมาณ 3-4 วันหลังคลอด ซึ่งก็จะเป็นช่วงที่ทารกกำลังนอนขี้เซาและปรับตัวกับโลกใบใหม่อยู่พอดี จากนั้นเข้าสู่วันที่ 7 ฮอร์โมนของคุณแม่ก็จะหลั่งช่วยเร่งสร้างน้ำนมให้มากขึ้นเพื่อให้ทันกับความต้องการของลูก และการให้ลูกดูดนมเร็วหรือช้าค่อนข้างมีผลในการกระตุ้น เพราะหากคุณแม่ให้ลูกดูดนมบ่อยก็จะถือเป็นการกระตุ้นให้เต้านมผลิตน้ำนมสำหรับมื้อต่อไปเยอะขึ้น อีกทั้งลูกก็จะคุ้นเคยกับหัวนมเร็วขึ้นด้วย

คุณแม่ควรให้ลูกอมดูดนมตั้งแต่หัวนมจนถึงลานนม เพื่อให้ลูกช่วยกระตุ้นต่อมน้ำนมที่กระจายอยู่ทั่วเต้านม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาหัวนมแตกได้ด้วย และการให้นมที่ดีควรให้ทุก 4 ชั่วโมงโดยสามารถสลับเต้าได้ เพราะปริมาณน้ำนมจะผลิตออกมาเพียงพอ และเมื่อลูกได้ดูดเต็มอิ่มก็จะนอนหลับยาว

  • นมแม่ช่วงทารกแรกเกิด – ช่วงแรกทารกจะเอาแต่นอนหลับ และจะดูดนมอยู่ประมาณครั้งละ 5 นาที จากนั้นก็จะนานขึ้น 10 นาที และ 20 นาทีตามลำดับ เมื่อลูกดูดนมมากขึ้นนมของแม่ก็จะคัดตึงเพราะเริ่มมีน้ำนมมากขึ้น คุณแม่จะมองเห็นว่าลูกดูดนมอย่างมีความสุขไปเรื่อยๆ ราว 30 นาที ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมแบละไม่ควรให้ลูกดูดนมแต่ละครั้งนานกว่านี้
  • อายุ 1 ปี – การดูดนมของลูกจะค่อยๆ ลดบทบาทลงไปและหันมารับสารอาหารจากอาหารมื้อหลักครบ 3 มื้อ ซึ่งเด็กจะได้ทักษะการดูด เคี้ยว กลืน จากการดูดนมแม่ตั้งแต่วัยทารก
  • ทารกอายุ 9 เดือน – นอกจากนมแม่จะมีสารอาหารมากมายแต่ลูกต้องการอาหารเสริมอย่างน้อย 2 มื้อต่อวันแล้ว แต่สิ่งที่ลูกจะได้รับจากนมแม่คือความอบอุ่นและความปลอดภัยทุกครั้งที่ดูดนมแม่ ที่ถือว่าเป็นความมั่นคงทางจิตใจตั้งแต่วัยเริ่มต้น
  • ทารกอายุ 6 เดือน – ทารกจะมีภูมิคุ้มกันอย่างดี และไม่แพ้อาหารง่าย เนื่องจากวัยนี้ต้องเริ่มต้นอาหารเสริมเพิ่มเติมจากนมแม่ได้บ้างแล้ว
  • ทารกอายุ 4-6 สัปดาห์ – หากทารกไม่ได้นมแม่ในช่วงนี้อาจจะทำให้ป่วยและรับเชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะระบบหายใจและทางเดินอาหาร

นมแม่
ปริมาณและความถี่ในการให้นมลูก
จากวันแรกคลอด แม่จะมีน้ำนมประมาณ 30 ซีซี (หรือเฉลี่ยตั้งแต่ 7-123 ซีซี) ต่อวัน ต่อมาจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็น 70 ซีซี เป็น 100 ซีซี จนเป็นวันละ 200-300 ซีซี มากน้อยตามความบ่อยของการกระตุ้น การดูดที่ถูกวิธี และความรวดเร็วในการเริ่มให้ลูกกินนมแม่ จนกระทั่งถึงวันที่ 5 นมแม่จะเพิ่มปริมาณขึ้นเป็นประมาณ 500 ซีซีต่อวัน จะเป็นช่วงที่คุณแม่เริ่มรู้สึกว่าเต้านมตึงคัดและน้ำนมเริ่มมีมากขึ้น


สิ่งที่ควรทำคือการให้ลูกกินนมบ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 8-12 ครั้ง ส่วนคุณแม่ที่รู้สึกว่านมไม่คัดเลย อย่าเพิ่งตกใจ เพราะถ้าคุณแม่ขยันให้ลูกกินนม น้ำนมจะถูกถ่ายเทจนไม่มีการคัดคั่งอยู่ในเต้าให้ปวดเต้านม ตราบใดที่ลูกกินอิ่ม หลับสบาย ไม่ร้องกวนก็นับว่าใช้ได้ ถัดมาในช่วง 3-5 เดือน แม่จะสามารถผลิตน้ำนมได้ถึง 750 ซีซีต่อวัน

ลูกจะกินนมแม่ 100 -150 ซีซี ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ตัวอย่างเช่น ลูกน้ำหนัก 3 กิโลกรัม จะต้องการน้ำนม 150 x 3 = 450 ซีซี แบ่งกิน 8 มื้อ ประมาณมื้อละ 60 ซีซี หรือ 2 ออนซ์


วันแรกคลอดลูกอาจจะกินนมแม่ 8 ครั้ง ทุกครั้งก็ได้ 3-4 ซีซี คุณแม่อาจจะกลัวว่าลูกจะได้น้ำนมไม่เพียงพอหรือจะทำให้ลูกหิวก็อย่าเพิ่งตกใจ ลูกจะมีสะสมมาจากในท้องแม่เป็นทุนสำรองไว้แล้ว 2-3 วัน ในช่วงน้ำนมกำลังเพิ่มปริมาณ ประกอบกับยังเป็นช่วงเวลาที่ลูกนอนหลับเป็นส่วนใหญ่ การใช้พลังงานจึงยังไม่มากนัก

การกินให้พอดีคือการกินให้อิ่ม นอนหลับสบายไม่งอแง น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ก็เพียงพอ เพราะการบอกจำนวนคงเป็นเรื่องยากสำหรับเด็กที่กินนมจากเต้านมแม่ แต่เรามักใช้เกณฑ์ที่ว่าให้กินนมแต่ละครั้งนานไม่น้อยกว่า 20-30 นาที และให้ได้น้ำนมอย่างน้อย 8 ครั้งต่อวัน และจำนวนครั้งจะลดลงเมื่อเด็กโตขึ้น
 

 

อายุ น้ำนมที่ต้องการ น้ำหนัก
สัปดาห์แรก 10-12 ครั้ง/วัน ลดลงไม่เกินกว่า 10% จากตอนแรกเกิด
สัปดาห์ที่ 2-3 0-12 ครั้ง/วัน 1 เท่ากับแรกเกิด
สัปดาห์ ที่ 4 8-10 ครั้ง/วัน เพิ่ม ขึ้น 0.5-1 กิโลกรัม
2 เดือน 8-10 ครั้ง/วัน เพิ่มเดือนละ 1 กิโลกรัม
3 เดือน 7-8 ครั้ง/วัน เพิ่มเดือนละ 1 กิโลกรัม
4 เดือน 6-8 ครั้ง/วัน เพิ่มเดือนละ 1 กิโลกรัม
5 เดือน 6-8 ครั้ง/วัน 2 เท่าของแรกเกิด
6-7 เดือน 5-6 ครั้ง + อาหารเสริม 1 มื้อ 3 เท่าของแรกเกิด
8-9 เดือน 5-6 ครั้ง + อาหารเสริม 2 มื้อ 3 เท่าของแรกเกิด
10-12เดือน 4-6 ครั้ง + อาหารเสริม 3 มื้อ 3 เท่าของแรกเกิด


 

 

รู้ได้อย่างไรว่านมแม่ไม่พอ

  • น้ำหนักลูกไม่ขึ้น - ถ้าน้ำหนักของลูกไม่ขึ้นหรือลดลง อาจประเมินได้ว่าน้ำนมไม่พอ ในช่วงแรกควรให้ลูกกินได้สัก 10 ครั้งต่อวัน พอโตขึ้นก็จะลดความถี่ลงไป การกินแต่ละครั้งควรให้กินนานสัก 20 นาทีโดยกินสม่ำเสมอไม่ใช่กินไปหลับไป ถ้าลูกหลับก็ต้องปลุกให้ตื่นด้วย
  • ลูกปัสสาวะน้อย - เพราะถ้าลูกกินได้มากก็จะปัสสาวะมากและบ่อยขึ้น ในวันหนึ่งลูกควรปัสสาวะ 6-8 ครั้งเป็นอย่างน้อย
  • ลูกอุจจาระน้อย – ถ้าน้ำนมไม่พอการถ่ายอุจจาระจะเหลือกากอาหารน้อย แต่ถ้าไม่ถ่าย 3-4 วันแต่เมื่อถ่ายก็ออกมาปกตินิ่มๆ เป็นสีเหลือง อุจจาระมีสีเหลืองเหลวละเอียดดีถือว่าไม่มีปัญหาอะไร


กระตุ้นเพิ่มน้ำนมอย่างไร
ก่อนให้ลูกกินนม คุณแม่ควรประคบผ้าร้อนสัก 10 นาที นวดเบาๆ รอบๆ เต้านมโดยใช้ปลายนิ้วนวดเป็นวงกลมรอบๆ เต้านม คลึงหัวนมเบาๆ ด้วยปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้

  • ให้ลูกดูดจากเต้านมแม่บ่อยขึ้นและนานขึ้น
  • ให้ลูกดูดนมจากเต้าของแม่ทุก 3 ชั่วโมง นานอย่างน้อย 20 นาที
  • ให้ลูกกินนมทีละข้างให้หมดหรือรู้สึกเบาแล้วจึงต่ออีกข้าง(ถ้าลูกยังต้องการ)
  • เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย 8 แก้ว ส่วนจะเพิ่มซุปไก่ดำ ยำหัวปลี แกงเลียง ก็ทำได้ทั้งหมดไม่มีอะไรขัดข้อง


ประโยชน์ของนมแม่
6 เดือนแรกเป็นช่วงสำคัญในการสร้างรากฐานและการเจริญเติบโตของสมองลูก อีกทั้งร่างกายของลูกก็ยังมีข้อจำกัด อาทิ ความจุของกระเพาะอาหารยังน้อย , ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง , ระบบการย่อยและการดูดซึมยังพัฒนาไม่เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำย่อยแป้ง ไขมัน โปรตีน ต้องเลย 6 เดือนไปแล้วถึงจะพัฒนาเต็มที่ เพราะฉะนั้นถ้าเด็กไปกินอาหารอื่นก็จะทำให้การย่อยอาหารไม่ดีพอ


โครงสร้างของเซลล์ในลำไส้ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่ ทำให้มีช่องว่างของเซลล์ ถ้าลูกกินอาหารอื่นเข้าไปก็อาจจะหลุดเข้าไปในช่องว่างนั้น และเข้าไปในกระแสโลหิตได้ และจะทำให้เกิดการแพ้ เช่น แพ้โปรตีนนมวัว รวมทั้งเชื้อโรคก็เล็ดลอดเข้าไปได้ เพราะภูมิคุ้มกันน้อยลง รวมทั้งสมรรถภาพของตับ ไต ยังไม่แข็งแรงดีพอในการรับอาหารอื่นด้วย

ทั้งนี้ หลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ศึกษาเป็นระยะเวลานานเกือบ 6 ปี จึงประกาศให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน เพราะดีต่อสุขภาพร่างกายลูกหลายๆ ด้าน และหากคุณแม่ให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียวนาน 6 เดือนเต็ม จะมีผลดีกับลูกและแม่มากกว่าให้กินแค่ 4 เดือน คือ

  • ลูกได้อาหารไปเลี้ยงสมองที่เหมาะสมและนานขึ้น เพราะถ้าเทียบระหว่างนมแม่ ข้าวและกล้วย นมแม่จะมีคุณภาพดีกว่า เพราะในนมแม่มีไขมันชนิดพิเศษ คือกรดไขมันไม่อิ่มตัว DHA ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของสมอง
  • ลูกมีอาการท้องเสียและติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจน้อยกว่า มีข้อมูลว่าเด็กที่กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน มีโอกาสท้องเสียและปอดบวมน้อยกว่าเด็กที่ได้นมแม่อย่างเดียว 4 เดือนประมาณ 2-3 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้นมแม่อย่างเดียว
  • ทำให้คุณแม่ไม่ขาดธาตุเหล็ก เพราะมีระยะปลอดประจำเดือนนานขึ้น และร่างกายของลูกจะสามารถดูดซึมธาตุเหล็กจากน้ำนมแม่ได้ถึง 50% แต่ถ้ากินอาหารเสริม เช่น ข้าวและกล้วยด้วย จะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กในนมแม่ลดลงเหลือเพียง 10%
  • ทำให้คุณแม่มีน้ำหนักลดลงหลังคลอดได้เร็วกว่า และช่วยเรื่องคุมกำเนิดซึ่งมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์เพียง 1% เท่านั้น แต่ต้องตามหลักการนี้คือต้องกินนมแม่อย่างเดียว และไม่มีประจำเดือน เพราะการมีประจำเดือนแสดงว่ารังไข่เริ่มทำงาน
  • ในขณะที่ลูกกินนมแม่ จะได้รับอ้อมกอดคุณภาพวันละ 8-10 ครั้ง ลูกน้อยจะได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รับรส ได้รู้การเคลื่อนไหว ช่วยกระตุ้นโครงข่ายเส้นใยประสาท เชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง
  • เด็กที่กินนมแม่ป่วยน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม 2 ถึง 7 เท่า ทำให้เด็กมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตได้ดี
  • ทารกที่ได้ดื่มน้ำนมจากอกแม่โดยตรงจะมีความรู้สึกดี ปลอดภัย รัก ผูกพัน และอุ่นใจ เพราะการให้นมแม่แต่ละครั้งต้องมีการโอบกอดลูกแนบอก ทารกจะได้ยินเสียงหัวใจแม่เต้น ซึ่งเป็นเสียงที่คุ้นเคยเหมือนได้อยู่ในท้องแม่อีกครั้ง เกิดความสุขใจความไว้เนื้อเชื่อใจ และความอบอุ่น ฉะนั้นชีวิตในวันข้างหน้าของเด็กก็จะมีความมั่นคงทั้งทางอารมณ์และจิตใจ

 

อาหารสร้างนมแม่
โดยปกติแล้วหากแม่รับประทานถูกหลักโภชนาการ ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการเรียกน้ำนม เพราะร่างกายแม่จะได้สารอาหารอย่างครบถ้วน และสารอาหารเหล่านี้ก็จะกลายเป็นสารอาหารอย่างครบถ้วนในน้ำนมแม่เช่นกัน สารอาหารหลักๆ ที่แม่ควรรับประทานเพื่อเพิ่มคุณค่าในน้ำนม ได้แก่

 
  • โปรตีน
  • ธาตุเหล็ก
  • แคลเซียม
  • โฟเลต
  • ฟอสฟอรัส
  • แมกนีเซียม
  • สังกะสี
  • ไอโอดีน
  • ซิลิเนียม
  • เกลือแร่
  • วิตามินต่างๆ
  • น้ำสะอาด


อาหารที่ควรรับประทานเพื่อสร้างน้ำนม

  • นม ไข่
  • ปลาตัวเล็กๆ
  • กุ้งแห้ง
  • กุ้งฝอย
  • ปู
  • ยอดแค
  • ผักสะเดา
  • เนื้อปลา
  • ถั่วเมล็ดแห้ง
  • ตับ
  • งา
  • ข้าวซ้อมมือ
  • อาหารทะเล
  • ผักสด
  • ผลไม้สด
  • นมสด
  • เต้าหู้
  • บร็อกเคอรี่ต้มสุก
  • ใบขึ้นฉ่าย


เมนูเรียกน้ำนม

  • ดอกแคสอดไส้ทอด
  • ข้าวยำใบแมงลัก
  • ปลานึ่ง
  • แกงจืดปลาหมึกสอดไส้
  • ผัดผักปวยเล้ง
  • ข้าวหน้าตับ
  • ไก่อบขิง
  • แกงเลียงหัวปลีผักรวม
  • กุยช่ายผัดตับ
  • ฟักทองผัดไข่
  • แกงส้มดอกแค



 

นมแม่ และ การให้นมแม่

บทความแนะนำ

“ข้าวต้มคัลเลอร์ฟูล” อาหารเช้าบำรุงสายตาเพื่อวัยเรียนรู้
จะเกิดอะไรขึ้น! ถ้าแม่ท้องนอนไม่หลับ
12 วิธีแก้ปมในใจลูก ว่าพ่อแม่ลำเอียง
พัฒนาการเด็กและการส่งเสริมทารกวัย 3 เดือน

Facebook Comment