คลอโรฟิลล์กับเด็กเล็ก กินได้จริงหรือ !!

เครื่องดื่มคลอโรฟิลล์,น้ำคลอโรฟิลล์,อาหารเสริม,กินคลอโรฟิลล์,คลอโรฟิล,โคโลฟิล,คลอโรฟิวส์,คลอโรฟิลด์,คลอโรฟิล,น้ำเขียวคลอโรฟิลล์,อาหารเสริม,เด็กทารก,อาหารเด็กทารก




เครื่องดื่มคลอโรฟิลล์ เป็นอีกหนึ่งอาหารเสริมที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน ผู้ขายหลายรายอวดอ้างสรรพคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพต่างๆมากมาย เรามาทำความรู้จักน้ำคลอโรฟิลล์กันค่ะ ว่าดีจริงอย่างที่แอบอ้างหรือเปล่า และอันตรายกับเด็กอย่างไร


คลอโรฟิลล์คือ ?

สารคลอโรฟิลล์เป็นกลุ่มของรงควัตถุที่มีอยู่ในพืชที่มีสีเขียวตามธรรมชาติ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือประเภทที่ละลายในน้ำ และประเภทที่ละลายในไขมัน คลอโรฟิลล์ที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นเป็นสารที่มีขนาดโมเลกุลที่ค่อนข้างใหญ่ ส่งผลให้ไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ และเมื่อร่างกายไม่สามารถไม่สามารถรับสารชนิดนี้ได้ จึงส่งผลให้ไม่ได้รับประโยชน์จากการรับประทานเท่าที่ควร


คุณประโยชน์ สารคลอโรฟิลล์

คลอโรฟิลล์ที่เรานำมาบริโภคกันนั้นจึงจำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการผลิต โดยการสกัดและทำปฏิกริยาเคมีกับสารต่างๆ เช่น acetone, hexane, copper เป็นต้น จนเกิดเป็นสารใหม่ที่ไม่ใช่สารที่มาจากธรรมชาติโดยตรง ซึ่งก็คือ chlorophyllin ที่แปลงสภาพมาจาก chlorophyll ในปัจจุบัน จากการศึกษาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์พบว่า ยังไม่มีการสรุปในระดับที่น่าเชื่อถือได้ว่าคลอโรฟิลล์ที่เรานำมาบริโภคในรูปของอาหารเสริมเพื่อสุขภาพนั้นเป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ



บางท่านอาจสงสัยว่าแล้ว คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในอาหารเสริมสามารถนำมาบริโภคเพื่อประโยชน์ต่อร่างกายทดแทนการกินผักสดผลไม้ได้บ้างหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็คือ คลอโรฟิลล์ในชั้นของใบพืชที่มีประโยชน์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้นั้นจะมีประสิทธิภาพเมื่ออยู่ในสภาพไม่ละลายในน้ำเท่านั้น ดังนั้นเมื่อนำคลอโรฟิลล์มาบรรจุในซองแล้วมาละลายน้ำดื่ม จึงไม่ค่อยมีประโยชน์มากเท่าที่ควร



ผู้ผลิตบางรายมีการกล่าวอ้างว่าการดื่มเครื่องดื่มผสมคลอโรฟิลล์มีส่วนช่วยในการลดกลิ่นปากและทำให้ลมหายใจหอมสดชื่นได้ แต่ในความจริงกลับพบว่าสินค้าที่วางขายอยู่โดยทั่วไปนั้นมีปริมาณค่าความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์ไม่มากพอที่จะช่วยดับกลิ่นปากได้ ผู้ผลิตหลายรายจึงเลือกใช้วิธีการแต่งสีเพื่อเพิ่มความน่ารับประทานให้แก่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ไม่ค่อยจะพบประโยชน์มากเท่าใด



คลอโรฟิลล์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้จริงหรือ ?
ตอบ ทำได้แต่น้อยมาก

ส่วนประโยชน์ในด้านการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้นั้น คลอโรฟิลล์สามารถทำได้จริงแต่ประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อน้อยมากๆเมื่อเปรียบเทียบกับยาฆ่าเชื้อชนิดอื่นๆ คลอโรฟิลล์ทำได้เพียงยับยั้งเชื้อได้บางชนิด แต่อาจส่งผลให้เชื้อชนิดอื่นๆเติบโตขึ้นมาแทนที่ได้

ดังนั้น การดื่มน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อหวังที่จะให้ไปออกฤทธิ์ฆ่าเชื้อเพื่อรักษาบาดแผลให้หายได้เร็วได้ยิ่งขึ้นจึงอาจไม่เป็นผลมากนัก และพบว่ายังไม่มีรายงานการวิจัยใดที่สนับสนุนสรรพคุณของคลอโรฟิลล์ในด้านนี้ การรักษาความสะอาดของบาดแผลด้วยวิธีการที่ถูกต้องและระวังมิให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน พร้อมกับการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ น่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมในการช่วยเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย และทำให้บาดแผลต่างๆหายได้รวดเร็วยิ่งขึ้นมากกว่า



คลอโรฟิลล์ขับสารพิษออกจากร่างกายได้จริงหรือ ?
ตอบ ทำได้แต่น้อยมาก

ในด้านของการเป็นตัวช่วยในการขับสารพิษออกจากร่างกายกลับพบว่า คลอโรฟิลล์เองไม่ได้มีลักษณะเป็นเส้นใยตามธรรมชาติ ที่จะทำหน้าที่เพิ่มปริมาณอุจจาระและช่วยดูดซับเอาสารพิษออกจากร่างกายในรูปของของเสีย ดังนั้นคุณสมบัติในด้านนี้จึงไม่ได้มากเท่ากับการรับประทานพืชผักผลไม้ที่มีกากใย



คลอโรฟิลล์ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งจริงหรือ ?
ตอบ ไม่จริง

สำหรับสรรพคุณในด้านการทำให้ผิวพรรณเปร่งปรั่งก็เช่นกัน จากการศึกษาการวิจัยต่างๆ ยังไม่พบรายงานที่เชื่อถือได้ว่า สารชนิดนี้จะช่วยล้างพิษในร่างกายและทำให้หน้าใสเปร่งปรั่งแต่อย่างใด


ผลกระทบจากคลอโรฟิลล์
สำหรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ต่อร่างกายจะเป็นในกรณีที่มีการรับประทานสารคลอโรฟิลล์ในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งจะส่งผลให้สีของปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนเป็นสีเขียว หรืออาจจะทำให้เกิดอาการท้องเสียได้




คลอโรฟิลล์พบได้ที่ไหน
โดยทั่วไปแล้ว เราสามารถได้รับสารคลอโรฟิลล์ได้จากพืชทั่วๆไป การรับประทานผักผลไม้ที่มีสีเขียวจะช่วยให้ร่างกายของเราได้รับคลอโรฟิลล์ไปด้วย โดยสารคลอโรฟิลล์ที่อยู่ในรูปธรรมชาตินี้จะอยู่ในรูปคลอโรฟิลล์ที่ละลายในน้ำมัน ตัวอย่างเช่น ในผักชีฝรั่ง 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์สูงถึง 38 มิลลิกรัม ผักขม 1 ถ้วย มีคลอโรฟิลล์ 23.7 มิลลิกรัม ดังนั้น หากเรารับประทานผักผลไม้สดเป็นประจำ ร่างกายก็ไม่จำเป็นจะต้องได้รับคลอโรฟิลล์เพิ่มเติมแต่อย่างใด



โฆษณาน้ำคลอโรฟิลล์เกินจริง

น้ำคลอโรฟิลล์ที่โฆษณากันอยู่มากมายในปัจจุบันล้วนมีสรรพคุณกล่าวอ้างต่างๆที่เราทุกคนควรใช้วิจารณญาณที่ดีในการตัดสินใจก่อนซื้อรับประทานเพื่อไม่ให้เกิดอาการโดนหลอกกันได้ง่ายๆ นอกจากนี้ ก่อนการเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคลอโรฟิลล์ แนะนำให้คุณลองสังเกตฉลากและอ่านคำเตือนข้างกล่องให้เข้าใจอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนการรับประทาน และควรสำรวจความต้องการของตัวคุณเองว่าต้องการเสริมสารอาหารในด้านไหนกันแน่ แล้วพฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบันนั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้วหรือยัง เพราะหากคุณเป็นคนหนึ่งที่รับประทานพืชผักผลไม้อยู่เป็นประจำอยู่แล้ว การบริโภคอาหารเสริมคลอโรฟิลล์ก็คงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและเกินความต้องการของร่างกาย


(ข้อมูลจาก http://www.thaihealth.or.th/)




คำเตือน! เด็กทารกไม่ควรดื่มน้ำคลอโรฟิลล์

เครื่องดื่มคลอโรฟิลล์,น้ำคลอโรฟิลล์,อาหารเสริม,กินคลอโรฟิลล์,คลอโรฟิล,โคโลฟิล,คลอโรฟิวส์,คลอโรฟิลด์,คลอโรฟิล,น้ำเขียวคลอโรฟิลล์,อาหารเสริม,เด็กทารก,อาหารเด็กทารก



จากที่มีการแชร์ภาพของผู้ขายน้ำคลอโรฟิลล์ว่าให้เด็กทารกแรกเกิดดื่มได้ และทำให้มีน้ำหนักตัวดี หนักถึง 5 กิโลกรัมนั้น มีคำเตือนจากคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ ได้ออกมาเตือนว่า ไม่ควรให้เด็กทารกแรกเกิดต่ำกว่า 6 เดือนได้รับอาหารเสริม




ทารกแรกเกิดหนัก 5 กก. ไม่ใช่เด็กปกตินะคะ ไม่ใช่สิ่งที่น่าชื่นชมหรือเลียนแบบ อาจเกิดจากการที่คุณแม่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือ เด็กอาจเป็นโรคผิดปกติบางอย่างที่ทำให้มีปัญหาน้ำตาลในเลือดต่ำ มีผลกับสมองตามมา หากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้อง และ การให้ทารกกินน้ำอื่นๆที่ไม่ใช่นมแม่ หรือ นมผงสำหรับทารกที่ได้รับการเตรียมอย่างถูกสัดส่วน และ สะอาด จะเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น เกิดภาวะน้ำเกินหรือน้ำเป็นพิษจนสมองบวม ท้องร่วงจากติดเชื้อ เกิดอาการแพ้รุนแรง




ทำไมจึงไม่ควรให้ทารกกินอาหารอื่นที่ไม่ใช่นม ก่อนอายุ 6 เดือน

เมื่อ 10 ปีก่อน แนะนำให้เริ่มอาหารตามวัยหลัง 4 เดือน แต่ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น 6 เดือนแล้วค่ะ โดยมีงานวิจัยมากมายสนับสนุนคำแนะนำดังกล่าว แต่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนหนึ่ง และหนังสือคู่มือเลี้ยงลูกหลายๆเล่ม ยังไม่ทราบข้อมูลใหม่เหล่านี้

ต่อไปนี้ คือ หน่วยงานที่แนะนำว่า ทารกควรกินนมแม่อย่างเดียว หรือ กินนมผงบวกน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก

*องค์การอนามัยโลก *ยูนิเซฟ *สมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา *คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติออสเตรเลีย *คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติแคนาดา

เพราะว่า ทารกส่วนใหญ่จะมีความพร้อมทั้งด้านพัฒนาการและร่างกายในการกินอาหารอื่นที่ไม่ใช่นมแม่ หรือ นมผง เมื่ออายุประมาณ 6-9 เดือน บางงานวิจัยกล่าวว่าเด็กบางคนควรเริ่มกินอาหารตามวัยช้ากว่าคนอื่นด้วยซ้ำไป เช่น คนที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว อาจเริ่มที่อายุ 12 เดือน หรือ เป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด



ข้อดีของการเริ่มอาหารหลังอายุ 6 เดือน

  • ช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย เพราะได้รับภูมิต้านทานจากนมแม่เต็มที่ มากกว่า 50 ชนิด และยังมีอีกมากมายที่ยังไม่รูัจัก การศึกษาหนึ่งพบว่าเด็กที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวใน 4 เดือนแรก พบปัญหาโรคหูชั้นกลางอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารตามวัยเร็ว โดยลดลงถึง 40% และมีปัญหาโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจลดลงอย่างชัดเจน
  • ไม่ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานหนักเกินไป ถ้าเริ่มเร็วเกินไป อาจมีปัญหา ท้องอืด ท้องผูก น้ำย่อยโปรตีนยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้ย่อยโปรตีนได้ไม่เต็มที่ น้ำย่อยคาร์โบไฮเดรตยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-7 เดือน น้ำย่อยไขมันยังไม่สมบูรณ์จนกว่าจะอายุ 6-9 เดือน
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคแพ้อาหาร งานวิจัยพบว่า ยิ่งให้นมแม่นาน ยิ่งลดความเสี่ยงของโรคแพ้อาหาร เพราะว่าก่อน 6 เดือน เซลเยื่อบุลำไส้ยังอยู่กันแบบหลวมๆ (open) เพื่อให้ ภูมิคุ้มกันจากนมแม่ผ่านเข้าไปตามช่องว่างดังกล่าวเข้าไปอยู่ในเลือดของลูก ช่วยป้องกันการติดเชื้อโรค แต่หากมีการให้อาหารแปลกปลอมอื่นเข้าไป สารแปลกปลอมก็จะเล็ดลอดเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายทารกสร้างสารต่อต้าน จนเกิดปัญหาแพ้อาหารตามมาได้ หลัง 6 เดือนเซลเยื่อบุลำไส้จะอยู่กันชิดๆแล้ว (close) ความเสี่ยงจึงลดลง
  • ลดความเสี่ยงปัญหาขาดธาตุเหล็ก การให้อาหารอื่นก่อนอายุ 6 เดือน จะทำให้ลำไส้ดูดซึมธาตุเหล็กจากนมได้น้อยลง งานวิจัยพบว่า เด็กที่ได้รับอาหารอื่นก่อน 6 เดือน จะมีปัญหาซีดจากขาดธาตุเหล็กที่อายุ 1 ขวบมากกว่า และเมื่อเริ่มอาหารเสริมแล้ว อย่าลืมให้กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นประจำ จะได้ไม่ซีด อีกปัจจัยหนึ่งที่จะลดความเสี่ยงของโรคซีดหลัง 6 เดือน คือ ตอนคลอดควรรีดเลือดจากสายสะดือเข้ามาทางลูก ถึงแม้จะเพิ่มปัญหาตัวเหลืองขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีความสำคัญอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  • ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอ้วนเมื่อโตขึ้น
  • ช่วยให้แม่ผลิตน้ำนมได้เต็มที่ เพราะหากกินอาหารตามวัย จะทำให้เด็กกินนมแม่ลดลง แม่จะสร้างน้ำนมลดลง พบว่าเด็กที่เริ่มอาหารตามวัยเร็วก่อน 6 เดือน มีแนวโน้มหย่านมแม่เร็วขึ้น
  • ลูกมีปัญหาการกินน้อยกว่ากลุ่มที่เริ่มอาหารตามวัยก่อน 6 เดือน เพราะลูกมีความพร้อมมากกว่า อย่าเชื่อคำขู่ว่า ถ้าไม่เริ่มเร็วๆ ลูกจะกินข้าวยาก เพราะเริ่มเร็วเริ่มช้ากว่า 6 เดือน ก็มีปัญหากินข้าวยากได้ทั้ง 2 กลุ่ม ทั้งเด็กที่กินนมแม่หรือนมผง ก็เจอปัญหากินข้าวยากทั้ง 2 กลุ่ม และข้อเท็จจริง คือ กลุ่มที่เริ่มเร็วกว่า 6 เดือน (เพราะน้ำย่อยและการเคลื่อนไหวของลำไส้ยังไม่พร้อม) และ กลุ่มนมผง (เพราะเด็กนมแม่ รสชาตินมแม่จะแปรเปลี่ยนไปตามอาหารที่แม่กิน จึงทำให้เด็กคุ้นเคยกับรสชาติอาหารมากกว่า แต่นมผง รสชาติจะคงเดิมตลอด) จะมีปัญหากินข้าวยากมากกว่าค่ะ

ลูกใครที่กินก่อน 6 เดือน แล้วไม่มีปัญหาอะไร ก็ถือว่าโชคดีไปค่ะ เช่น ให้กินกล้วยตั้งแต่ 1 เดือน ลูกก็ไม่เห็นเป็นไร กระเพาะอาหารก็ไม่เห็นแตกเหมือนกับที่เป็นข่าว ก็เหมือนกับการรัดเข็มขัดนิรภัยที่บางคนไม่รัด ก็ยังอยู่รอดปลอดภัยดีอยู่ แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวนั้นมีแน่ๆค่ะ เช่น แทนที่ลูกจะได้กินนมแม่มากๆ ซึ่งมีสารบำรุงสมอง สารต้านเชื้อโรค สารต้านมะเร็ง ก็ต้องเสียพื้นที่ไปในการกินกล้วยซึ่งไม่มีสารเหล่านี้ และ งานวิจัยพบว่า การเริ่มกินสิ่งอื่นก่อน 6 เดือน จะเป็นสาเหตุทำให้หย่านมแม่ก่อนเวลาอันควรด้วยค่ะ ถ้าเราอยากให้ลูกกินนมแม่ไปได้นานๆ ก็ไม่ควรเริ่มอาหารอื่นก่อน 6 เดือนนะคะ


(ข้อมูลจาก เฟซบุ๊กคุณหมอสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ https://www.facebook.com/SuthiRaXeuxPhirocnKic)



ข้อมูลเกี่ยวกับอาหารเสริมเด็กแรกเกิด

อาหารของเด็กทารกวัย 0-1 ปี

บทความแนะนำ

รีวิว ดีนี่ เพียว เบบี้ แชมพู ใหม่! อ่อนละมุนสระได้ทุกวัน
ความหวาน ที่ลูกชอบ มีทั้งโทษและประโยชน์
ลูกจมน้ำในบ้าน ภัยสุดอันตรายใกล้ตัว
อาหารจานด่วนของแม่ท้อง

Facebook Comment