น้ำ มหาภัยที่คาดไม่ถึง!

ความเผลอเรอของผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก แม้เพียงแค่ชั่วขณะ แต่อาจหมายถึงวินาทีแห่งความเป็นความตายที่คาดไม่ถึง และการจมน้ำ คือสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กมากเป็นอันดับต้นๆ


อุบัติเหตุ, อุบัติเหตุจากน้ำ, การเสียชีวิตในเด็ก, สำลักน้ำคร่ำ, สารพิษ, การปฐมพยาบาล, จมน้ำ, อันตรายจากน้ำ, ห้องครัว, การจมน้ำในบ้าน, ฝากครรภ์, ศูนย์พิษวิทยา, น้ำยาล้างห้องน้ำ, เด็ก 1-3 ปี



งวดนี้ขอชวนคุณพ่อคุณแม่ทบทวนวิชาภูมิศาสตร์กันหน่อยครับ...โลกเรานี้ประกอบด้วยน้ำ 3 ใน 4 ส่วน นั่นหมายความว่า โลกเราใบนี้มีน้ำถึง 75% น้ำจึงมีอิทธิพลทั้งด้านดีและด้านร้ายต่อคนเราตั้งแต่เกิดกระทั่งตลอดชีวิต

ประโยชน์และความจำเป็นของน้ำเป็นที่รู้กันดี แต่เรื่องภยันตรายของน้ำนี่สิครับ ช่างมีอยู่มากมายและมักคาดไม่ถึง และกว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว

น้ำรอบตัวเด็กในครรภ์

เด็กแรกเกิดก็อาจรับอันตรายจากน้ำในมดลูกของมารดาได้ครับ นั่นคือการสำลักน้ำคร่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่ขาดอากาศในครรภ์มารดาจากสาเหตุต่างๆ เช่น รกทำงานไม่ดี รกหมดสภาพ ทำให้เด็กขาดอากาศที่ต้องได้รับจากการฟอกเลือดผ่านมารดา สายรกรัดคอ อายุครรภ์เกินกำหนด หากขาดอากาศสักพัก เด็กทารกในครรภ์อาจถ่ายออกมาเป็นสีเขียวปะปนในน้ำคร่ำ ซึ่งทำให้น้ำคร่ำเป็นอันตรายอย่างมากหากสำลักเข้าไปในปอด

วิธีการป้องกัน คือ ฝากครรภ์ตั้งแต่เนิ่นๆ และหากรู้สึกว่าทารกไม่ดิ้น หรือดิ้นน้อยลง ให้รีบปรึกษาแพทย์ทันทีครับ

น้ำที่ใช้ประกอบอาหาร

ห้องครัว สิ่งที่เป็นอันตรายต่อเด็กๆ เช่น มีดหลายๆ ขนาดตั้งแต่มีดปอกผลไม้ยันมีดปังตอ กาต้มน้ำร้อนๆ ที่อาจหกรด หรือน้ำมันผัดกับข้าวเดือดๆ ที่อาจกระเซ็นใส่หน้า ใส่ตาเด็กๆ ได้ทุกเมื่อ
หลายๆ บ้านจึงลงทุนทำประตูเตี้ยๆ เพื่อกั้นไม่ให้เด็กเล็กเข้าไปยุ่มย่ามในส่วนของห้องครัวขณะทำกับข้าวหรือต้มน้ำแกงอยู่บนเตา
แต่หากไม่ได้ทำประตูกั้นครัว หรือแม้แต่กั้นแล้ว ก็อย่าก้มหน้าก้มตาทำกับข้าวอย่างเดียว แต่จะต้อง...

- ยืนในมุมที่ลูกน้อยอยู่ในสายตาได้เสมอ

- ไม่ให้ลูกน้อยอยู่ใกล้เตาแก๊ส เตาไฟฟ้าที่กำลังต้มน้ำหรือต้มน้ำแกงอยู่บนเตา

- ไม่ให้ลูกน้อยเข้ามาใกล้ในขณะที่คุณแม่กำลังยกน้ำแกงร้อนๆ เพื่อนำมาวางไว้บนโต๊ะอาหาร

อย่าใช้ผ้าปูโต๊ะเลยนะครับ เพราะเด็กเล็กอาจดึงผ้าปูพรวดลงมาพร้อมชามน้ำแกงร้อนๆ ที่ยังตั้งวางอยู่

จมน้ำ...ในบ้าน !

“แสนสลด ทารก กลิ้งตกรูฝาบ้าน” ( 12 ก.ค.2552 คลองเตย กทม.) เรื่องของเรื่องก็คือ แม่อุ้มลูกออกจากเปลมานอนกับพื้นเพื่อให้นม แต่เผลอหลับ ลูกน้อยวัย 3 เดือนก็นอนดิ้นไปดิ้นมาจนตกลงไปในรูพื้นบ้าน ซึ่งเป็นพื้นไม้เก่าๆ และแตกเป็นรูโหว่กว้าง 17 ซ.ม. ยาว 27 ซ.ม. กว่าแม่จะรู้ตัวตื่น ลูกน้อยก็นอนจมน้ำสิ้นใจตายอยู่ใต้ถุนที่ปริ่มน้ำนั้นแล้ว

“ทารก 8 เดือน สิ้นใจคากะละมัง” แม่รองน้ำเต็มกะละมัง แล้วออกไปเก็บผ้าที่หน้าบ้านเมื่อกลับเข้ามาถึงกับช็อก! เมื่อลูกสาววัย 8 เดือนนอนคว่ำหน้าแน่นิ่ง โดยศีรษะของลูกจุ่มลงไปในกะละมังที่ปริ่มน้ำนั้น

“เด็กหญิงวัย 13 เดือน หัวทิ่มถังถูบ้านปริ่มน้ำ ขาดอากาศหายใจ-ตายอนาถ!”

...บ้านนี้ (และยังมีอีกหลายๆ บ้าน) นำถังใส่สีมาล้างสะอาด แล้วเอามาใช้เป็นถังใส่น้ำถูบ้าน บ่ายวันนั้นแม่รองน้ำค่อนถังเพื่อเตรียมถูบ้านเช่นเคย แต่บังเอิญว่าลูกสาวตัวน้อยร้องไห้อ้อนแม่ให้มานอนเป็นเพื่อน เธอจึงละจากถังน้ำแล้วมาเอนกายนอนเป็นเพื่อนลูก สักพักเดียวก็งีบหลับไปทั้งแม่ทั้งลูก

ไม่นานนักเมื่อแม่ลืมตาตื่นขึ้นก็ไม่พบลูกบนที่นอน เมื่อกวาดสายตาไปรอบๆ บ้านก็ต้องผงะ เธอเห็น...ขาทั้งคู่ของลูกสาวชี้เด่ โดยศีรษะทิ่มลงไปในถังน้ำ ลูกเสียชีวิตหลังจากรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพียง 1 คืน

“เด็กจมโอ่ง-ตุ่ม-อ่าง...เสียชีวิต...” เด็กที่ต้องจบชีวิตเพราะเหตุดังกล่าวนั้น ได้ปรากฏเป็นข่าวพาดหัวมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมันได้กลายเป็นเหตุแห่งการตายซ้ำซาก และสาเหตุสำคัญก็คือไม่ได้ปิดฝาภาชนะ ทั้งๆ ที่ในครอบครัวมีเด็กน้อยวัยซนอยู่ในการดูแล

การจมน้ำตายในบ้าน เกิดขึ้นได้บ่อยเกินกว่าที่พ่อแม่ทุกคนจะคาดคิด เด็กเล็กหัดนั่งหน้าทิ่มลงไปในอ่างอาบน้ำหรือเด็กหัดเดินที่หัวทิ่มลงในถังน้ำถูบ้าน เพียง 4 นาที เด็กจะขาดอากาศหายใจจนสมองเสียหาย นำไปสู่การตายหรือพิการถาวร เด็กวัยนี้ผู้ดูแลจะต้องมองเห็นเขาตลอดเวลา และต้องอยู่ในบริเวณที่ผู้ใหญ่เอื้อมคว้าถึง

ดังนั้น ความเผลอเรอของผู้ใหญ่ที่ดูแลเด็ก แม้แต่เพียงแค่ชั่วขณะ หมายถึงวินาทีแห่งความเป็นความตายที่อาจคาดไม่ถึง การดูแลเด็กวัยนี้ต้องใกล้ชิดตลอดเวลา ไม่เผอเรอ เช่น คิดว่าประเดี๋ยวเดียวคงไม่เป็นไร ไปรับโทรศัพท์ เปิดประตูบ้าน งีบหลับ นำชามข้าวที่เพิ่งจะป้อนเจ้าหนูน้อยเสร็จไปเก็บหรือไปล้าง ไปตากผ้า หรือฝากเด็กโตหกเจ็ดปีดูแทน

สิ่งสำคัญอีกเรื่องที่ต้องทำควบคู่กับการเฝ้าดู คือการจัดการสิ่งแวดล้อมของเด็กให้ปลอดภัยแต่แรก โดยแยกเด็กออกจากแหล่งน้ำ เช่น กั้นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กเคลื่อนไหวได้อิสระ กำจัดแหล่งน้ำ กั้นรั้วแหล่งน้ำ เป็นต้น

อย่าลืมนะครับว่า สำหรับเด็กสองขวบแรก ระดับน้ำสูงกว่า 5 ซ.ม. ขึ้นไป ล้วนเป็นจุดเสี่ยงพอที่จะทำให้เจ้าหนูจมน้ำได้ (บ้านไหนมีโอ่ง ไห บ่อเลี้ยงปลา หรือแม้แต่สระว่ายน้ำแบบสูบลม พึงไม่ประมาท)


อุบัติเหตุ, อุบัติเหตุจากน้ำ, การเสียชีวิตในเด็ก, สำลักน้ำคร่ำ, สารพิษ, การปฐมพยาบาล, จมน้ำ, อันตรายจากน้ำ, ห้องครัว, การจมน้ำในบ้าน, ฝากครรภ์, ศูนย์พิษวิทยา, น้ำยาล้างห้องน้ำ, เด็ก 1-3 ปี


ว่ายน้ำ!

จริงๆ แล้วการว่ายน้ำมีคุณประโยชน์อย่างล้นเหลือ นอกจากจะทำให้ร่างแข็งแรง จิตใจสดชื่น ยังช่วยให้เด็กๆ มีพัฒนาการและมีประสาทสัมผัสที่ดีขึ้นในทุกด้าน

แต่...เด็กวัย 1-10 ปี ของเราเสียชีวิตจากการจมน้ำโดยเฉลี่ยปีละ 1,500 คน (มากกว่าโรคอื่นๆ) จึงเป็นความรับผิดชอบของผู้ใหญ่อย่างพวกเรา ที่ต้องดำเนินการให้ลูกๆ ของเรา “หัดว่ายน้ำให้เป็นและให้เก่ง” รวมทั้งเรียนรู้เรื่องความปลอดภัยทางน้ำควบคู่กันไปด้วย

สอนเด็กเสมอครับว่าก่อนการว่ายน้ำในสระทุกครั้ง ต้องเลือกดูที่ที่มีผู้ควบคุมคือไลฟ์การ์ด ดูให้ดีหรือสอบถามดูก่อนว่าด้านใดเป็นด้านลึก ด้านใดเป็นด้านตื้น จะต้องวอร์มอัพก่อนราว 10 นาทีทุกครั้ง

สำหรับเด็กโตนั้น คุณพ่อคุณแม่ต้องกำชับไว้ว่า...จะต้องไม่เล่นแข่งดำอึด (ใครกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานกว่าคนนั้นชนะ) เพราะเสี่ยงต่อการหมดสติแล้วจมน้ำครับ การหายใจเข้าแรงๆ ก่อนจะดำอึด จะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำ และการกลั้นลมหายใจนานๆ จะทำให้สมองขาดออกซิเจน ส่วนคาร์บอนไดออกไซด์ก็ไม่สูงพอที่จะขับเคลื่อนให้สมองสั่งการหายใจได้

การออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาที่จะให้ประโยชน์แก่เราอย่างเต็มที่นั้น จะต้องปฏิบัติเป็นประจำ และโดยสม่ำเสมอ (ทุกวันหรือย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง และควรใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาที แต่ไม่เกิน 1 ชั่วโมง)

สิ่งที่จะได้รับตามมาคือ สุขภาพกายใจที่สดชื่นแข็งแรง และมีโอกาสรอดตายจากการจมน้ำครับ

น้ำพิษ...ต้องระวัง!

“แม่ซื้อน้ำมันเบนซินจุดเตา เหลือใส่ขวดน้ำอัดลม ลูก 3 ขวบนึกว่าน้ำแดง ยกดื่ม-ดิ้นดับอนาถ!” (18 มิ.ย. 2551 นครศรีธรรมราช) ...เรื่องน่าสลดใจเช่นนี้เกิดขึ้นแล้วเกิดขึ้นอีก ก่อนหน้านี้ก็เคยตกเป็นข่าวมาแล้ว นั่นคือ ข่าวเด็ก 3 ขวบซดน้ำยากัดกระจกที่พี่ชายใช้เหลือจากทำงานศิลปะ จึงเอาไปใส่ขวดน้ำแล้วแช่ตู้เย็น น้องเล็กเปิดตู้เย็นคงนึกว่าเป็นน้ำดื่มแก้กระหายจึงซดเข้าไปเต็มๆ ผลก็คือ กรดของน้ำยากัดหลอดอาหาร กัดกระเพาะกระทั่งเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากน้ำมันหรือน้ำยากัดกระจกแล้ว บรรดาน้ำยาสารพัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาโกรกผม น้ำยาล้างเล็บ แม้แต่น้ำยาล้างส้วม น้ำยาฆ่าแมลงก็เคยมีคนเอาไปแช่ตู้เย็นมาแล้วทั้งสิ้น

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นอีก อย่าเทสารพิษทั้งหลายลงในขวด หรือภาชนะอื่นๆ เช่น ใส่ในถ้วย ในจาน ในชาม ในขวด ด้วยคิดว่าเป็นการสะดวกหากจะใช้อีก และที่มักเคยพบเห็นบ่อยก็คือ เทใส่ขวดน้ำอัดลม (สีเขียวๆ แดงๆ ที่เด็กๆ เห็นแล้วกระหายและรีบเทเข้าปาก แต่ที่แท้แล้วมันคือ น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบนซิน โซดาไฟ ยาฆ่าหญ้า ฯลฯ)

อย่าวางสารพิษทั้งหลายไว้ใกล้ ๆ อาหารหรือเครื่องดื่ม เช่น บนโต๊ะอาหาร ในตู้กับข้าว ผู้ใหญ่หลายท่านมักประมาท โดยคิดง่ายๆ ว่า เอาไว้ตรงนี้ก่อนแหละ เดี๋ยวค่อยเก็บเข้าที่ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ ได้ทำให้เด็กป่วยหรือตายมาหลายต่อหลายรายแล้ว

อย่าเก็บวัตถุเคมี ยา และสารพิษต่างๆ ไว้ในที่ๆ เด็กๆ มองเห็นและหยิบจับได้ เช่น วางไว้บนพื้น บนเก้าอี้ บนโต๊ะ ที่วางของชั้นล่าง ใต้อ่างล้างจาน

โปรดเก็บน้ำอันตรายเหล่านี้ไว้ในที่ที่ควรเก็บ นั่นก็คือ ปิดฝาให้แน่นแล้วเอาไปไว้ในตู้เฉพาะแล้วล็อคกุญแจอย่างแน่นหนา หรือวางไว้บนที่สูงๆ เพื่อให้พ้นจากสายตาและมือของเด็กๆ

สิ่งสำคัญที่พวกเรามักจะละเลยเสมอก็คือ การอ่านฉลากข้างขวด ซึ่งจะต้องอ่านให้ละเอียดและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน เจ้าของผลิตภัณฑ์หลายๆ ราย ก็พิมพ์ตัวหนังสือขนาดจิ๋วจนต้องพึ่งแว่นขยาย

ปฐมพยาบาลเมื่อโดนสารพิษเล่นงาน

หากเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ก็ตามโดนน้ำยาอันตรายเล่นงานตามผิวหนัง ปวดแสบปวดร้อน ต้องรีบล้างน้ำโดยด่วน และล้างน้ำให้เยอะๆ เข้าไว้

หากเด็กกลืนพวก น้ำยาล้างพื้น น้ำยาล้างท่อตัน น้ำยาขัดสนิม น้ำยายืดผม น้ำมันก๊าด เบนซิน หรือทินเนอร์ จะเกิดอาการแสบร้อนในช่องปาก ริมฝีปาก เยื่อบุช่องปากแสบร้อนไหม้พองได้ อย่าทำให้ลูกอาเจียน เพราะมันจะไปทำลายเนื้อเยื่อบริเวณลำคอ การล้วงคอหรือใช้ยากระตุ้นอาเจียนจึงกลับเป็นวิธีที่อันตราย เพราะจะทำให้กรดด่างย้อนกลับขึ้นมากัดกร่อนหลอดอาหารอีกรอบหรือหากน้ำยาสำลักเข้าปอด จะยิ่งอันตรายมากขึ้น

หากลูกน้อยพลาดพลั้งถึงกับกลืนกินสารพิษเข้าไป ควรปรึกษาศูนย์พิษวิทยา (ตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี หมายเลขโทรศัพท์ 0 2201 1083 หรือ 0 2046 8282 มีเจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง) หรือหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินในพื้นที่นั้น (หมายเลขโทรศัพท์ 1669 ซึ่งอาจให้คำแนะนำโดยตรง หรือปรึกษาแพทย์แทนท่าน หรือต่อไปยังศูนย์พิษวิทยาแทนท่านได้) ท่านอาจได้รับคำแนะนำให้ปฐมพยาบาลก่อนส่งลูกไปโรงพยาบาล

ก่อนส่งลูกไปโรงพยาบาล อย่าลืมเก็บขวด – กระป๋อง หรือภาชนะใดๆ อันเป็นตัวต้นเหตุ ไปให้คุณหมอผู้รักษาด้วย

เมื่อถึงโรงพยาบาลต้องเตรียมคำตอบสำหรับคำถามจากคุณหมอ ดังนี้

-เด็กกินอะไรเข้าไป?

-ปริมาณเท่าไร?

- ตั้งแต่เมื่อไร?

-มีอาการเบื้องต้นอย่างไร ?

- อายุและน้ำหนักของเด็ก ?

-เด็กทานยาอะไรเป็นประจำหรือไม่ ?

-เด็กมีปัญหาสุขภาพอื่นใดหรือไม่ ?

บทความแนะนำ

7 วิธีใช้เงินอย่างฉลาด
อาหารพัฒนาสมองเด็กวัย 1-3 ปี
เสริมพัฒนาการดูด เคี้ยว กลืนลูกขวบปีแรกด้วยอาหาร
ทำไมไม่ควรให้ลูกกินนมจากขวดนม

Facebook Comment