ระวัง! โรคติดเชื้อติดต่อจากพี่เลี้ยงไปสู่เด็กๆ ที่พบได้บ่อย



ภาวะสังคมไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นทั้งสามีและภรรยาต่างทำงานนอกบ้านเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวการดูแลบุตรอาศัยปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง รวมถึงพี่เลี้ยงในการดูแลเด็ก บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงแนวทางการคัดกรองและการป้องกันการติดเชื้อจากพี่เลี้ยงดูแลเด็ก

การตรวจคัดกรองสุขภาพของพี่เลี้ยงดูแลเด็กมีความสำคัญมาก เนื่องจากต้องดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด จึงสามารถแพร่กระจายโรคติดต่อต่างๆ ไปสู่เด็กได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรง การรักษาความสะอาดโดยเฉพาะการล้างมือ การใส่หน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการไอตลอดจนการสร้างสุขอนามัยที่ดีช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อจากพี่เลี้ยงไปสู่เด็กได้

โรคติดเชื้อที่สามารถติดต่อจากพี่เลี้ยงไปสู่เด็กที่พบได้บ่อย ได้แก่

1.วัณโรค โดยเฉพาะวัณโรคปอดซึ่งติดต่อไปสู่เด็กได้ง่าย เนื่องจากระยะเวลาที่เด็กสัมผัสโรคจนแสดงอาการนั้นใช้เวลาสั้นกว่าผู้ใหญ่ ที่สำคัญคือวัณโรคดื้อยาหลายขนาน (Multidrug resistant TB; MDR-TB) เนื่องจากการไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี ไม่ได้รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง

2.การติดเชื้อ Salmonella ในลำไส้ (Salmonella enteritis) ครอบคลุมทั้ง non-typhoidal Salmonella และ enteric fever จาก S. typhi และ S. paratyphiเนื่องจากมนุษย์เท่านั้นที่เป็นพาหะนำโรคของไทฟอยด์ การติดต่อของโรคเกิดจากเชื้อที่ปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม หรือจากผู้ที่เป็นพาหะโดยตรง ส่วน non-typhoidal Salmonella มีพาหะนำโรคเป็นสัตว์เลื้อยคลาน เช่น เต่า งู จิ้งจก การสัมผัสสัตว์กลุ่มนี้รวมถึงติดต่อโรคจากเชื้อปนเปื้อนในอาหาร เช่น ไข่ นม ไอศกรีม ตลอดจนผู้ที่เป็นพาหะนำโรค ทำให้เกิดลำไส้อักเสบในเด็กเล็กและอาการนอกระบบทางเดินอาหารโดยเฉพาะการติดเชื้อในกระแสเลือด การติดเชื้อเป็นหนองตามอวัยวะต่างๆ ในเด็กเล็กที่สำคัญในปัจจุบันเชื้อ Salmonella มีการดื้อยากลุ่ม Fluoroquinolone และยากลุ่ม Cephalosporin มากขึ้น

3.อหิวาตกโรค จากรายงานผู้ป่วยอหิวาตกโรคในประเทศไทย ยังพบมีการระบาดในแรงงานพม่าอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการขาดสุขอนามัยที่ดี

4.ตับอักเสบจากเชื้อไวรัส โดยเฉพาะไวรัสตับอักเสบเอซึ่งติดต่อทางการรับประทานอาหารปนเปื้อน ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้

5.โรคติดเชื้อทางผิวหนัง พบว่า พ่อแม่และพี่เลี้ยงเด็กที่เป็นพาหะเชื้อ S. aureus โดยไม่แสดงอาการ สามารถแพร่เชื้อแก่เด็กได้ โดยเฉพาะเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือนมีความเสี่ยงสูงมากในการติดเชื้อ


การคัดกรองเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากพี่เลี้ยงดูแลเด็กโดยทั่วไป มีแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้

1.ตรวจร่างกายโดยแพทย์ สามารถคัดกรองโรคติดต่อเบื้องต้นได้ เช่น ตรวจพบภาวะตาเหลือง ตัวเหลือง ดีซ่าน พบใน โรคตับอักเสบ หรือผื่นผิวหนังอักเสบต่างๆ รวมถึงโรคหิด เหา

2.ตรวจคัดกรองภาวะตับอักเสบจากเชื้อไวรัสทั้งไวรัสตับอักเสบเอและบี เนื่องจากไวรัสตับอักเสบเอ ติดต่อโดยการรับประทานอาหารร่วมกัน หรือสุขอนามัยไม่สะอาด ส่วนไวรัสตับอักเสบบีติดต่อโดยเลือดและสารคัดหลั่ง ควรส่งตรวจ anti-HAV IgM, anti-HBc และ HBs Ag

3.ตรวจอุจจาระและเพาะเชื้อ เพื่อตรวจคัดกรองเชื้อ Salmonella typhi ที่พบได้บ่อยในพี่เลี้ยงจากอินเดียและบังกลาเทศและเชื้อ non-typhoidal Salmonella ที่พบได้จากผู้ที่เป็นพาหะโรค รวมถึงตรวจคัดกรองพยาธิลำไส้ด้วย โดยส่งตรวจอุจจาระดูพยาธิและการเพาะเชื้อจากอุจจาระ

4.ตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อวัณโรค โดยตรวจเอกซเรย์ปอดเบื้องต้น และพิจารณาทำการทดสอบทุเบอร์คุลิน (tuberculin test) เพื่อแสดงว่าเคยมีการติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ แต่ไม่สามารถบ่งชี้ว่ากำลังป่วยเป็นวัณโรคระยะลุกลาม

5.ตรวจคัดกรองภาวะติดเชื้อเอชไอวี เนื่องจากการติดเชื้อเอชไอวีในระยะแรกที่ภูมิคุ้มกันปกติ ยังไม่แสดงอาการใด โดยส่งตรวจ anti-HIV


การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคติดต่อด้วยวัคซีนแก่พี่เลี้ยงดูแลเด็ก เป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดการแพร่กระจายโรคไปสู่เด็กได้ แม้ว่าในปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนสำหรับการให้วัคซีนในพี่เลี้ยงดูแลเด็ก ข้อมูลการศึกษาสนับสนุนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ผู้ดูแลเด็ก โดยเฉพาะวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่และวัคซีนป้องกันโรคไอกรน


บทความโดย แพทยสภา
 

บทความแนะนำ

ประมวลภาพบรรยากาศกิจกรรม รักลูก Nice Saturday ตอน The Daddy’s Day
3 อสรพิษที่อันตรายมากที่สุดช่วงหน้าฝน
เมื่อรู้ตัวว่าตั้งท้อง...สมองแม่เปลี่ยน
พัฒนาการเด็กและการส่งเสริมทารกวัย 1 เดือน

Facebook Comment