จริงหรือไม่? 12 คำถามสุดฮิตจากคุณแม่มือใหม่

ความเชื่อระหว่างตั้งครรภ์, ฝากครรภ์, ผ่าตัดคลอด, แม่ตั้งครรภ์, แม่ท้อง, สูติแพทย์, การดูแครรภ์, น้ำมะพร้าว, แคลเซียม, ทารกในครรภ์, ยาบำรุงเลือด, บำรุงครรภ์, อัลตราซาวนด์, น้ำเดิน, การคลอด, คลอดธรรมชาติ, ผ่าตัดคลอด, ท้องลาย, เซ็กซ์ระหว่างตั้งครรภ์, โฟลิก

เมื่อคุณแม่มาฝากครรภ์ มักจะมีคำถามมาถามหมออยู่เสมอ บางคำถามเกิดขึ้นจากความเชื่อ ขณะที่บางคำถามเป็นเรื่องของความไม่รู้หรือความเข้าใจผิด

12 คำถาม “จริงหรือไม่” นี้ เป็นส่วนหนึ่งของคำถามที่ผมมักจะได้รับจากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นประจำ จึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ หากได้นำมาเผยแพร่ให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อคุณแม่จะได้ตั้งครรภ์ได้อย่างมีความสุข

1.เมื่อรู้ว่าท้องต้องรีบไปฝากครรภ์

จริง : เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว แนะนำให้รีบไปฝากครรภ์ทันที การฝากครรภ์แต่เนิ่นๆ ทำให้คุณหมอซักประวัติ ตรวจร่างกาย รวมทั้งตรวจคัดกรองและค้นหาความเสี่ยงที่พบบ่อยขณะตั้งครรภ์ได้ เช่น ภาวะซีดและพาหะโรคธาลัสซีเมีย เบาหวานขณะตั้งครรภ์ การตรวจยืนยันอายุครรภ์ที่แน่นอน รวมทั้งการตรวจคัดกรองทารกดาวน์ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ตั้งครรภ์อายุมาก จะยิ่งมีความเสี่ยงต่างๆเพิ่มขึ้นตามลำดับ


2.ตั้งครรภ์แล้วให้แม่ท้องเริ่มกินกรดโฟลิกทันทีเพื่อบำรุงครรภ์


ไม่จริง : กรดโฟลิกมีประโยชน์ช่วยป้องกันความผิดปกติของโครงสร้างสมองและไขสันหลัง แต่ไม่มีประโยชน์หากรับประทานเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว เนื่องจากสมองและไขสันหลังของทารกในครรภ์จะเจริญเต็มที่ภายใน 4 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ ซึ่งในระยะเวลานั้นคุณแม่ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าตนเองตั้งครรภ์

ดังนั้นการรับประทานกรดโฟลิกที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความผิดปกติของโครงสร้างสมองและไขสันหลังของทารกในครรภ์ คือ การรับประทานกรดโฟลิคขนาด 400 ถึง 800 ไมโครกรัม วันละ 1 เม็ด ตั้งแต่ 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์จนกระทั่งสิ้นสุดไตรมาสแรก และควรรับประทานต่อเนื่องวันละ 600 ไมโครกรัมเพื่อเสริมสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ หรืออีกนัยหนึ่งคือ หากคุณแม่เตรียมตัวจะตั้งครรภ์ในระยะเวลาอันใกล้ แนะนำให้เริ่มรับประทานกรดโฟลิคเรื่อยไปจนกระทั่งทราบว่าตั้งครรภ์และกินต่อเนื่องไปตามขนาดที่แนะนำข้างต้นนั่นเอง

3.ถ้าแพ้ท้องมากๆ จนกินอาหารได้น้อยหรือไม่ได้เลย จะเป็นอันตรายกับลูกในท้อง

ไม่จริง : อาการแพ้ท้องเป็นการเปลี่ยนแปลงตามปกติของการตั้งครรภ์และมีผลกระทบต่อสุขภาพของคุณแม่โดยตรงเพราะอาจทำให้คุณแม่มีภาวะขาดน้ำ อ่อนเพลียและน้ำหนักลดลงได้ ขณะที่ทารกในครรภ์นั้น ธรรมชาติได้สร้างถุงไข่แดงไว้เป็นแหล่งอาหารสำรองทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากการแพ้ท้องของคุณแม่ และอาการแพ้ท้องมักจะหายไปได้เองเมื่อผ่านพ้นไตรมาสแรกไปแล้ว ดังนั้นการรักษาอาการแพ้ท้องจึงเป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายได้

หากมีอาการแพ้ท้องมากจนทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ คุณแม่อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือและตรวจหาความผิดปกติที่พบบ่อยซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น โรคไทรอยด์เป็นพิษ ครรภ์แฝด หรือครรภ์ไข่ปลาอุก เป็นต้น

4. เมื่อรู้ว่าท้อง คุณแม่ต้องรีบกินยาบำรุงเลือดตั้งแต่ไตรมาสแรก เพื่อบำรุงลูกในท้อง

ไม่จริง : คุณแม่ที่ตั้งครรภ์มักจะมีอาการแพ้ท้องในไตรมาสแรก จึงไม่เหมาะสมที่จะรับประทานยาบำรุงเลือดตั้งแต่แรก เพราะยาบำรุงเลือดมีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารและทำให้อาการแพ้ท้องแย่ลงไปอีก ดังนั้นคุณหมอส่วนใหญ่มักจะเริ่มให้คุณแม่รับประทานยาบำรุงเลือดหลังผ่านพ้นระยะแพ้ท้องไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายขณะตั้งครรภ์มักทำให้คุณแม่ส่วนใหญ่มีความเข้มข้นของเลือดต่ำลงเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ส่งผลให้คุณแม่บางคนเกิดภาวะซีดและเสี่ยงต่อภาวะตกเลือดหลังคลอดได้ ดังนั้นคุณหมอจึงมักจะให้คุณแม่รับประทานยาบำรุงเลือดอย่างต่อเนื่องไปจนกระทั่งคลอดเพื่อป้องกันภาวะซีดในคุณแม่นั่นเอง

5.เมื่อรู้ว่าท้องคุณแม่ต้องเสริมแคลเซียมให้ลูกในท้อง


ไม่จริง
: ทารกในครรภ์ต้องการแคลเซียมเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อนำไปเสริมสร้างกระดูก และการเปลี่ยนแปลงขณะตั้งครรภ์ก็กระตุ้นให้คุณแม่มีการดูดซึมแคลเซียมจากทางเดินอาหารมากขึ้นอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเสริมแคลเซียมให้มากขึ้นกว่าความต้องการปกติในแต่ละวัน คือ 1,000 มิลลิกรัมสำหรับแม่ตั้งครรภ์และให้นมบุตร และ 1,300 มิลลิกรัมสำหรับคุณแม่วัยรุ่น

สำหรับคุณแม่ที่ไม่ชอบรับประทานนม ยังมีอาหารอีกหลายประเภทที่มีแคลเซียมในปริมาณสูง เช่น โยเกิร์ต เนยแข็ง ผักใบเขียว เช่น บรอคโคลี ผักโขม กะหล่ำปลี มัสตาร์ดเขียว บอคชอยหรือกะหล่ำปลีจีน ปลาซาร์ดีนหรือแซลมอนบรรจุกระป๋อง ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง เป็นต้น

6.อยากให้ลูกคลอดออกมาตัวขาวใส ไม่มีไข ต้องดื่มน้ำมะพร้าวตอนท้อง


ไม่จริง
: แม้ว่าน้ำมะพร้าวจะมีประโยชน์เพราะเป็นแหล่งของวิตามินและเกลือแร่หลายชนิด แต่ไม่ได้มีผลกับสีผิวหนังและการเกิดไขตามร่างกายของทารกในครรภ์แต่อย่างใด เนื่องจากสีผิวหนังของทารกในครรภ์เป็นผลจากพันธุกรรมของคุณพ่อและคุณแม่ ขณะที่ไขตามร่างกายของทารกในครรภ์นั้นเป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ และสามารถเช็ดออกได้หมดภายหลังคลอด

การดื่มน้ำมะพร้าวด้วยความเชื่อดังกล่าวอาจไม่เหมาะสม เพราะแม้ว่าน้ำมะพร้าวจะมีวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นหลายชนิด แต่ก็มีน้ำตาลเป็นองค์ประกอบปริมาณมากเช่นเดียวกัน ดังนั้นหากคุณแม่ดื่มน้ำมะพร้าวมากเกินไปก็จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงจนเกิดภาวะอ้วนหรือภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้

7.คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องกินเยอะๆเพื่อบำรุงลูกในท้อง


ไม่จริง
: คุณแม่ส่วนใหญ่มักคิดว่าเมื่อตั้งครรภ์ต้องบำรุงด้วยการกินเยอะๆ เนื่องจากกลัวว่าทารกในครรภ์จะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ทำให้น้ำหนักตัวขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นมากเกินพอดีและเกิดภาวะอ้วนภายหลังคลอดตามมา

แม้ขณะตั้งครรภ์ ร่างกายคุณแม่จะต้องการพลังงานจากสารอาหารมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์ แต่ควรควบคุมให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5-2 กิโลกรัมต่อเดือนหรือประมาณ 11.5-16 กิโลกรัมตลอดการตั้งครรภ์ก็เพียงพอแล้ว และในคุณแม่ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน ควรควบคุมให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 7-11 กิโลกรัมตลอดการตั้งครรภ์

8.ตอนท้องไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะเป็นอันตรายกับลูกและการตั้งครรภ์


ไม่จริง
: การมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้เป็นข้อห้ามขณะตั้งครรภ์ สามารถกระทำได้ตามปกติแต่ต้องระวังไม่ให้รุนแรงเกินไปหรือเกิดการกดทับบริเวณหน้าท้องของคุณแม่ อย่างไรก็ตามคุณแม่บางรายจะได้รับคำแนะนำให้งดการมีเพศสัมพันธ์ขณะตั้งครรภ์ เช่น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด การตั้งครรภ์ที่มีรกเกาะต่ำ หรือคุณแม่ที่มีประวัติการคลอดก่อนกำหนด เป็นต้น ทั้งนี้คุณแม่สามารถขอคำปรึกษาเกี่ยวกับประเด็นนี้เพิ่มเติมได้จากคุณหมอที่ไปฝากครรภ์

9.แค่ทาครีมก็ช่วยไม่ให้ท้องลายได้


ไม่จริง
:หน้าท้องลายขณะตั้งครรภ์เป็นผลจากการยืดและขยายตัวอย่างรวดเร็วของผนังหน้าท้องเนื่องจากคุณแม่ปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากเกินพอดี และเมื่อท้องลายเกิดขึ้นแล้วจะไม่หายไป แต่อาจจางลงได้ภายหลังคลอด

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่สนับสนุนว่ามียาหรือครีมใดๆ ช่วยป้องกันหรือรักษาอาการท้องลายได้ ดังนั้นการควบคุมน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์ให้พอดีจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันภาวะนี้

10.ถ้ายังไม่มีน้ำเดิน แสดงว่ายังไม่คลอด


ไม่จริง
:คุณแม่หลายท่านมีความเข้าใจผิดว่าหากไม่มีน้ำเดินแสดงว่ายังไม่คลอด ในความเป็นจริงมีหลากหลายอาการที่สำคัญซึ่งจะนำไปสู่การคลอด และคุณแม่จำเป็นต้องรู้ ได้แก่

  • เจ็บครรภ์ คุณแม่มักรู้สึกท้องแข็ง ปวดหลัง หรือปวดท้องคล้ายปวดประจำเดือน เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน เนื่องจากมีการหดรัดตัวของมดลูกและมีความถี่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากทุกๆ 15 นาที เป็นทุกๆ 10 นาที และจะมีความถี่น้อยกว่า 5 นาทีเมื่อใกล้คลอด
  • น้ำเดิน คุณแม่จะมีน้ำใสๆ หรืออาจปนขี้เทาสีเขียว ไหลออกมาจากช่องคลอดคล้ายปัสสาวะราด ส่วนใหญ่น้ำที่ไหลออกมามักมีปริมาณมากและไหลจนเลยหัวเข่าหรือไหลจนถึงพื้น น้ำเดินเกิดจากมีการหดรัดตัวของมดลูกแล้วดันให้ถุงน้ำคร่ำโป่งพองจนแตกออกคล้ายการแตกของลุกโป่งนั่นเอง
  • มูกหรือมูกเลือด เป็นอาการแสดงว่ามีการเปิดของปากมดลูก และกำลังจะเข้าสู่ระยะคลอดในเวลาอันใกล้

ทั้ง 3 อาการข้างต้นเป็นอาการแสดงของการคลอดที่อาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กันหรืออาจเกิดขึ้นเพียงอาการใดอาการหนึ่งก็ได้ นอกจากนี้ยังมีอาการอื่นๆ ที่แสดงถึงภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ซึ่งทำให้คุณแม่จำเป็นต้องคลอด เช่น อาการปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุกแน่นลิ้นปี ซึ่งพบบ่อยในคุณแม่ที่มีครรภ์เป็นพิษ เป็นต้น

11.เมื่อหมอบอกว่าผลตรวจอัลตราซาวนด์ปกติ แสดงว่าลูกจะคลอดออกมาแข็งแรงดี


ไม่จริง
: การตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเพียงการสืบค้นเพื่อคัดกรองความผิดปกติของทารกในครรภ์เบื้องต้นเท่านั้น เนื่องจากการตรวจอัลตราซาวนด์เป็นเพียงการดูเงาของทารกในครรภ์จึงไม่สามารถมองเห็นความผิดปกติที่มีขนาดเล็กหรือซ่อนเร้นอยู่ได้ แม้ในปัจจุบันจะมีการพัฒนาไปถึงระดับการตรวจอัลตราซาวนด์สามมิติแล้วก็ตาม

วัตถุประสงค์ของการตรวจอัลตราซาวนด์ก็เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตหรือไม่สามารถมีชีวิตรอดได้ภายหลังคลอด เช่น ทารกในครรภ์ที่มีการเจริญของสมองผิดปกติ หรือทารกในครรภ์ที่มีโครงสร้างของหัวใจผิดปกติชนิดรุนแรง เป็นต้น รวมถึงการตรวจหาความผิดปกติที่สามารถให้การรักษาได้ขณะตั้งครรภ์หรือเตรียมพร้อมเพื่อวางแผนการรักษาภายหลังคลอด เช่น การใช้เลเซอร์รักษาครรภ์แฝดไข่ใบเดียวกัน หรือการวางแผนเพื่อรักษาทารกที่มีผนังหน้าท้องปิดไม่สนิทภายหลังคลอด เป็นต้น

สำหรับความแข็งแรงของทารกภายหลังคลอดนั้นเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก เนื่องจากอันตรายหรือภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในระยะคลอด อย่างไรก็ตามด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และมาตรฐานการดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ในปัจจุบัน ทำให้คุณหมอสามารถให้การดูแล ป้องกันและรักษาภาวะแทรกซ้อนขณะคลอดได้ดียิ่งขึ้น สมกับเป้าหมายที่ว่า “ลูกเกิดรอด แม่ปลอดภัย”

12.การผ่าตัดคลอดดีกว่าการเบ่งคลอดเองตามธรรมชาติ


ไม่จริง
:ธรรมชาติกำหนดให้คุณแม่ตั้งครรภ์คลอดเองได้ทางช่องคลอด ดังนั้นการคลอดเองตามธรรมชาติจึงมีความปลอดภัยและภาวะแทรกซ้อนต่อทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์น้อยกว่าการผ่าตัดคลอด นอกจากนี้การฟื้นตัวของคุณแม่ภายหลังคลอดรวมทั้งความสามารถในการให้นมบุตรของคุณแม่ที่คลอดเองตามธรรมชาติก็ดีกว่าการผ่าตัดคลอดเพิ่มความเสี่ยงให้กับคุณแม่และทารกที่เกิดมาหลายประการ เช่น การติดเชื้อที่แผลผ่าตัด การเสียเลือดมากกว่าปกติภายหลังคลอด ทารกมักหายใจเร็วและอาจจำเป็นต้องสังเกตอาการหลายวันภายหลังคลอด เป็นต้น นอกจากนี้คุณแม่ที่เลือกผ่าตัดคลอดเพื่อเอาฤกษ์ ต้องพิจารณาอายุครรภ์เมื่อคลอดที่เหมาะสมโดยปรึกษากับคุณหมอที่ดูแลเพราะอาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดโดยไม่จำเป็น

หากคุณแม่ไปฝากครรภ์ อย่าลืมพูดประโยคนี้กับคุณหมอนะครับ “คุณหมอคะดิฉันมีคำถามค่ะ” จะได้ไม่กังวลใจหรือสงสัยอยู่ในใจคนเดียวไงล่ะครับ!

บทความแนะนำ

คลิปสุดซึ้ง - คุณเป็นแม่แบบไหน? ถ้าลูกไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้
เด็กติดเกม โรคเกม...สถานการณ์น่าห่วงของเด็กไทย
IPD โรคร้ายของวัยเบบี้
เมนูยามเดินทางของเด็กวัย 6- 12 เดือน

Facebook Comment