ทำไงดี ผิวไม่สวยยามท้อง!

ในช่วงตั้งครรภ์นั้น แม่ท้องจะมีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังและโรคผิวหนังเกิดขึ้นได้หลายอย่าง แต่โดยทั่วไปหากได้รับอาหารที่เหมาะสม มีการพักผ่อนหรือออกกำลังกายที่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็จะสามารถกลับสู่สภาพปกติได้ ภายใน 2-3 เดือนหลังคลอด


แม่ท้อง, การตั้งครรภ์, การเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์, คลอด, เอสโตรเจน, เอสทีจี, หนังกำพร้า, หนังแท้, เรตินอยด์, เส้นเลือดขอด, มดลูก, ผิวมันระหว่างตั้งครรภ์, ผิวแห้งระหว่างตั้งครรภ์, ฝ้า, กระ, ปาน, ไฝแดง, ยารักษาสิว, ยาอันตรายระหว่างตั้งครรภ์, กลิ่นตัวระหว่างตั้งครรภ์, ผมร่วง, ติ่งเนื้อ, ผิวสีคล้ำ, Spironolactone, Cyproterone acetate, Tetracycline, Doxycycline,  Minoeyeline, เดตตร้าชัยคลิน, ครรภ์เป็นพิษ, แพทย์ผิวหนัง, เล็บเปราะ, การดูแลผิวระหว่างตั้งครรภ์



การที่แม่ท้องมีลักษณะทางผิวหนังที่เปลี่ยนไปจนกังวลใจ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการเปลี่ยนแปลงจากฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ เช่น เอสโตรเจนจากแม่ หรือเอสทีจีจากลูก และฮอร์โมนที่เกิดขึ้นจากต่อมหมวกไตพบได้ไม่บ่อย สาเหตุเหล่านี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติของแม่ท้อง

อย่างไรก็ตาม ผิวพรรณที่เปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์นี้ แม้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องกังวลนัก แต่ก็ควรมีความรู้และเข้าใจไว้บ้าง เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องในการป้องกันและรักษา

รู้จักโครงสร้างของผิว

ผิวหนังเป็นส่วนที่มีพื้นที่มากที่สุดของร่างกาย มีปลายประสาทมากมาย เป็นที่รวมของระบบประสาทสัมผัสต่างๆ เราจึงรู้สึกถึงความร้อน เย็น เจ็บปวด และยังเป็นตัวกำหนดความสวยงามเปล่งปลั่งของผิวอีกด้วย ลักษณะของผิวที่นุ่มชุ่มชื้น ขาว หรือดำ มาจากโครงสร้างที่สมบูรณ์ของผิวที่ประกอบไปด้วย

1. ชั้นหนังกำพร้า (EPIDERMIS) ลักษณะเหนียว แข็งแรงและมีความยืดหยุ่น เป็นชั้นของเซลล์ที่ตายแล้ว แบนราบเกาะติดกับโปรตีน ผิวชั้นนี้จะหลุดออกไปเรื่อยๆ พร้อมกับการทดแทนของผิวหนังชั้นใหม่

2. ชั้นหนังแท้ (DERMIS) มีความสลับซับซ้อนประกอบด้วยเส้นประสาท เส้นเลือด ไขมันสะสม รากขนและกล้ามเนื้อที่บังคับให้ขนลุก ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมันที่หลั่งสารน้ำมัน เพื่อช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น อีกทั้งยังเป็นตัวกำหนดสีผิวที่ถูกกำหนดโดยเม็ดสีชื่อ เมลานิน (MELANIN) ผิวจะขาวหรือดำก็ขึ้นอยู่กับเมลานินที่ได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ที่เราเรียกว่าพันธุกรรม สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปริมาณแสงที่มาสัมผัส และเกิด>การเปลี่ยนแปลงได้เพราะฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์


มาดูกันว่าเมื่อผู้หญิงตั้งครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

1. เส้นเลือดขอด เกิดจากมดลูกที่โตขึ้น ไปกดทับเส้นเลือดดำบริเวณหน้าท้องและต้นขาทำ ให้ความดันในเส้นเลือดสูงจึงไปดันเส้นเลือดฝอยให้โป่งและไหลกลับสู่หัวใจได้ยาก โดย เฉพาะคุณแม่ที่เป็นเส้นเลือดขอด เพราะลิ้นเปิดปิดผนังเลือดดำอ่อนแออยู่แล้ว จะเป็นมาก ขึ้นบริเวณข้อพับ ขาและน่อง

วิธีรับมือ พยายามยกขาให้อยู่สูงกว่าระดับหัวใจเข้าไว้ โดยใช้ขาพาดเก้าอี้หรือตักคุณ สามี ใช้หมอนหนุนปลายเท้า นวดขาให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้น ใช้ผ้ายืดพันเพื่อบีบให้หลอดเลือดดำแฟบลง

2. สิว กระ ฝ้า จุดด่างดำและรอยคล้ำใต้ตา เพียงเป็นผลมาจากเจ้าฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งท้องเท่านั้น เพียงทำใจให้สบาย รอให้คลอดก่อน แล้วทุกอย่างจะค่อยกลับสู่ภาวะปกติเอง

หากเกิดฝ้าขึ้นมาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดด เพราะจะทำให้ฝ้าเข้มขึ้น และควรทาครีมกันแดดที่มีค่าการป้องกันแสงแดด (SPF) เป็น 15 หรือมากกว่านั้น

แต่ถ้าจะใช้ยาทาฝ้าระหว่างตั้งครรภ์ก็ต้องระวัง เพราะส่วนผสมในยาทาฝ้าอาจทำให้แพ้ได้ง่าย นอกจากนี้ส่วนผสมบางตัวอาจถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและมีผลต่อทารกในครรภ์ได้ โดยทั่วไปฝ้าที่เกิดระหว่างการตั้งครรภ์ มักจางหายไปเองภายใน 2-3 สัปดาห์หลังคลอด ดังนั้น หากฝ้าไม่จางค่อยปรึกษาหมอเรื่องใช้ยาดีกว่า

3. เส้นดำกลางหน้าท้อง ได้รู้ว่าร่างกายเราแบ่งครึ่งได้ซ้ายขวาเท่ากันเป๊ะก็คราวนี้แหละ เพราะเส้นดำตามแนวตั้งกลางหน้าท้องจะเด่นชัดขึ้น และจะหายไปเองหลังคลอด

4. ขาบวม เกิดจากการคั่งของน้ำในร่างกายและการยืนนานๆ แต่ถ้าบวมมากๆควรปรึกษา แพทย์ เพราะเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษ วิธีรับมือคือพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด อย่ายืนหรือเดินติดต่อกันเป็นเวลานานๆ

5. ผิวมัน ผิวแห้ง เพราะการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกายอีกนั่นเอง คุณท้องบางคนจะร้อนและเหงื่อออกง่าย ไขมันจึงถูกขับออกมาด้วย หรือบางคนร่างกายปรับสมดุล ไม่ทันทำให้ผิวแห้งเป็นขุย จึงควรทานอาหารครบ 5 หมู่ วิตามินเอ บีรวม ซี อี กับ ไอโอดีน ซีเลเนียม สังกะสี และน้ำ ช่วยบำรุงผิวพรรณได้

โลชั่นกับครีมบำรุงผิวเหมาะสำหรับคุณแม่ผิวแห้ง ส่วนคุณแม่ผิวมันต้องขยันล้างหน้ากันหน่อยและงดเครื่องประทินโฉมที่จะทำให้รูขุมขนอุดตัน เพราะอาจเป็นบ่อเกิดของสิวได้


7.ผิวสีคล้ำ

ร้อยละ 90 ของแม่ตั้งครรภ์ จะมีผิวสีคล้ำขึ้น บริเวณที่เห็นได้ชัดเจนได้แก่ บริเวณรอบหัวนม เส้นกลางท้อง รักแร้ อวัยวะเพศ และรอบๆ ทวารหนัก ซึ่งทั่วไปหลังคลอดมักจางลงได้เอง ยกเว้นผิวคล้ำที่รอบหัวนมและเส้นกลางท้องที่คงอยู่ตลอดไป

และช่วงนี้หากคุณแม่เกิดแผลเป็นขึ้นมาก็จะมีรอยดำได้ง่ายกว่าปกติ เพราะระหว่างตั้งครรภ์มีการเพิ่มของระดับฮอร์โมนที่ทำให้สีผิวเข้มขึ้นมาก ดังนั้นผู้หญิงท้องจึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้เกิดบาดแผลขึ้นตามร่างกาย ตลอดจนไม่ควรบีบแกะสิว เพราะจะเกิดแผลเป็นดำดังกล่าว

8.ขน

แม่ตั้งครรภ์บางท่านอาจมีขนขึ้นตามใบหน้าที่บริเวณเหนือริมฝีปาก คาง แก้ม แขนขา และหลัง รวมทั้งบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และเส้นกลางท้องขนก็อาจขึ้นดกได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนนั่นเอง แต่ก็จะหลุดล่วงไปภายใน 6 เดือนหลังคลอด

9. คันผิว

ระหว่างตั้งครรภ์อาการคันผิวหนังจะเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่หากใช้ครีมทาให้ความชุ่มชื้น อาการคันจะลดลง แม่ท้องบางคนเข้าใจผิดคิดว่าอาการคันเกิดจากผิวสกปรก จึงมักไปหาซื้อสบู่ยามาฟอก ซึ่งทำให้ผิวหนังแห้งและระคายเคืองเข้าไปใหญ่ ผลก็เลยยิ่งคันมากขึ้น ทางที่ดีควรไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยามากินหรือมาทาเองเพราะอาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้

10.ท้องลาย

ร้อยละ 80 ของแม่ตั้งครรภ์อาจเกิดผิวแตกลายที่เรียกว่าท้องลายได้ เริ่มแรกผิวแตกลายนี้จะเป็นรอยสีม่วงหรือสีแดง มักเกิดที่เต้านมและท้อง เนื่องจากระดับฮอร์โมนที่สูงขึ้นขณะท้องมากกว่าเกิดจากการที่ผิวหนังยืดขยายตัว ท้องลายนี้ไม่มีครีมตัวใดที่จะลดการเกิดได้ จึงไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาและเสียเงินเพื่อซื้อครีมราคาแพงมารักษาหรือป้องกันท้องลาย หากผิวแตกลายมีอาการคันอาจใช้ครีมให้ความชุ่มชื้นทาเพื่อลดอาการคันลงจะดีกว่า

11.ไฝแดง

ระหว่างตั้งท้องพบว่าผู้หญิงหลายคนจะมีเส้นเลือดขยายตัวเห็นเป็นแผลไฝแดงมีกิ่งก้านสาขาคล้ายใยแมงมุม มักเกิดตามใบหน้า คอและหน้าอก ไฝแดงเหล่านี้จะค่อยๆ จางหายไปหลังคลอด

12.เล็บเปราะ

ขณะตั้งครรภ์หลายคนจะมีเล็บเปราะหักง่าย จึงควรตัดเล็บให้สั้นและระมัดระวังเวลาใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆ


แม่ท้อง, การตั้งครรภ์, การเปลี่ยนแปลงระหว่างตั้งครรภ์, คลอด, เอสโตรเจน, เอสทีจี, หนังกำพร้า, หนังแท้, เรตินอยด์, เส้นเลือดขอด, มดลูก, ผิวมันระหว่างตั้งครรภ์, ผิวแห้งระหว่างตั้งครรภ์, ฝ้า, กระ, ปาน, ไฝแดง, ยารักษาสิว, ยาอันตรายระหว่างตั้งครรภ์, กลิ่นตัวระหว่างตั้งครรภ์, ผมร่วง, ติ่งเนื้อ, ผิวสีคล้ำ, Spironolactone, Cyproterone acetate, Tetracycline, Doxycycline,  Minoeyeline, เดตตร้าชัยคลิน, ครรภ์เป็นพิษ, แพทย์ผิวหนัง, เล็บเปราะ, การดูแลผิวระหว่างตั้งครรภ์

13.ผมร่วง

ส่วนใหญ่เป็นหลังคลอดลูกแล้ว และมักทำให้ผู้หญิงเกิดความวิตกกังวล กลัวว่าผมจะไม่งอกกลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งจริงๆแล้วผมร่วงหลังคลอดจัดเป็นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาตามธรรมชาติครับ โดยผมจะค่อยๆ งอกกลับขึ้นมาใหม่ในทุกราย จึงไม่ควรวิตกกังวล เพราะความวิตกกังวลและความเครียดทำให้ผมร่วงได้

14.ติ่งเนื้อเล็กๆ

พบบ่อยว่าหญิงมีครรภ์อาจเกิดติ่งเนื้อเล็กๆ ที่ผิวหนัง โดยเฉพาะที่ข้างใบหน้า ลำคอ หน้าอกด้านบน และใต้ราวนม ติ่งเนื้อเหล่านี้มักมีขนาดเล็กลงหรือหายไปได้เองหลังคลอด ถ้าไม่หายจะทิ้งไว้ก็ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าทนความรำคาญไม่ไหว หลังคลอดแล้วก็อาจไปพบแพทย์เพื่อใช้กรรไกรตัดออกหรือใช้ไฟฟ้าจี้ก็ได้

15.กลิ่นตัว

โดยทั่วไปร่างกายของแม่ตั้งครรภ์จะมีอุถณหภูมิสูงขึ้น จึงทำให้เหงื่อออกง่าย ก็เลยอาจเกิดกลิ่นตัวตามมา ซึ่งสามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยการหมั่นอาบน้ำชำระร่างกาย ใส่เสื้อผ้าที่โปร่งบางและหลวม

นอกจากนั้นการที่ผิวหนังเปียกชื้นอาจทำให้เกิดติดเชื้อราได้ง่ายขึ้น ถ้ามีผื่นแดงเกิดขึ้นและมีอาการคันร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์ เพราะนอกจากอาจเกิดจากเชื้อราแล้ว บางครั้งอาจเป็นโรคผิวหนังชนิดเฉพาะที่พบในการตั้งครรภ์ (specific dermatoses of prognancy) ซึ่งจำเป็นที่จะต้องได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง และการรักษาที่เหมาะสม

จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของผิวพรรณยามตั้งครรภ์นั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวล หลังคลอดก็มักจะดีขึ้นเอง แต่ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง


แม่ท้องต้องระวังยาแก้สิว


แม่ตั้งครรภ์บางรายอาจเป็นโรคสิวกำเริบขึ้นได้ ซึ่งการใช้ยาต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจทำให้ทารกในครรภ์พิการ และเกิดความผิดปกติในแม่ท้อง ซึ่งกลุ่มยาที่เป็นอันตรายต่อแม่ท้องและทารกในท้องมีดังนี้

กลุ่มยารักษาสิวแบบทา


1. ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ หรือ เรตินอยด์ได้แก่ Tretinoin, Isotretinoin, Adapaleno ซึ่งยากลุ่มนี้ยังไม่ยืนยันความปลอดภัยสำหรับหญิงมีครรภ์

2. Tazarolene แม่ท้องห้ามใช้โดยเด็ดขาด

กลุ่มยารักษาสิวแบบทาน

1. ยากลุ่มเดตตร้าชัยคลิน ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline และ Minoeyeline ซึ่งเป็นยากินรักษาสิวที่ใช้กันมาก เนื่องจากยาตัวนี้มีผลต่อกระดูกและฟันของเด็กอ่อนในครรภ์และเด็ก

2. กลุ่มฮอร์โมนเช่น Spironolactone, Cyproterone acetate ระหว่างกินยาชนิดนี้ก็ห้ามตั้งครรภ์ เพราะลูกน้อยในท้องที่เป็นเพศชายคลอดออกมามีลักษณะคล้ายเพศหญิง

3. ยากลุ่มวิตามิเอ คือ เรตินอยด์ หรือ Isotretinoin ยาตัวนี้จะทำให้ทารกในครรภ์พิการได้อย่างมาก คือ ศีรษะโตหรือเล็กผิดปกติ ในหน้าและตาผิดปกติ ปัญญาอ่อน หรือหัวใจผิดปกติได้ ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์ต้องจำขึ้นใจอย่าใช้ยาตัวนี้เด็ดขาดหรือใครที่คิดจะ ตั้งครรภ์ เคยใช้ยาตัวนี้ก็ต้องหยุดกินยาให้ครบ 1 เดือนก่อนการตั้งครรภ์จึงปลอดภัยและระหว่างให้นมลูกก็ห้ามใช้ยาตัวนี้ด้วย เช่นกัน รวมไปถึงห้ามบริจาคเลือดระหว่างกินยานี้ การใช้ยาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ส่วนความผิดปกติที่พบร้อยละ 25-30 ของหญิงตั้งครรภ์ที่กินตัวยานี้ เด็กมีความผิดปกติในกะโหลกและใบหน้า หัวใจ ระบบประสาทส่วนกลาง





Tips ผิวสวยระหว่างตั้งครรภ์


- ดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

- หลีกเลี่ยงแสงแดด หรือทาครีมกันแดดค่าความเข้มข้นอย่างน้อย SPF 15 เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้สีผิวคล้ำลง

- ล้างหน้าด้วยสบู่อ่อนๆ ป้องกันการเกิดสิว

- รับประทานผัก ผลไม้ เยอะๆ

- ที่สำคัญ..อย่าเครียด



บทความแนะนำ

เอาใจยกครัว! 5 ร้านอาหารสุดแนว
ทำไง! เมื่อลูกนอนกลางวัน ตื่นกลางคืน
เรียกพลังให้เด็กป่วย ด้วยอาหาร
ตรวจร่างกายหลังคลอด

Facebook Comment