9 อาการคนท้องที่มากกว่าแพ้ท้อง แต่บอกได้ว่าท้องแล้วจ้าาาาา


แพ้ท้อง, คลื่นไส้, อาเจียน, อาการแพ้ท้อง, อาการคนท้อง, สังเกตคนท้อง, วิธีดูคนท้อง, สัญญาณการตั้งครรรภ์, อาการแม่ท้อง, อาการการตั้งครรภ์
 
  1. ประจำเดือนขาด
    แน่นอน อาการประจำเดือนขาด เป็นอาการที่บอกว่าคุณอาจจะกำลังตั้งครรภ์ และเป็นอาการที่สังเกตง่ายโดยเฉพาะคุณแม่ที่มีรอบเดือนเป็นปกติและสม่ำเสมอ แล้วหากถึงรอบที่ควรจะมีประจำเดือนมาแต่ยังไม่มีให้ ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าอาจจะตั้งครรภ์ โดยเฉพาะถ้าประจำเดือนมาช้ากว่าปกติไม่น้อยกว่า 10 วัน แต่อาการนี้อาจจะไม่ใช่ข้อสังเกตของการตั้งครรภ์เสมอไป เพราะบางครั้งผู้หญิงบางกลุ่มจะประจำเดือนมาช้าได้ เช่น หญิงสาวที่เพิ่งมีประจำเดือนครั้งแรกๆ หญิงวัยกำลังหมดประจำเดือนซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรอบเดือนไม่แน่นอน คุณแม่หลังคลอดที่กำลังให้นมลูก หรือคุณแม่ที่มีความเครียดมากทำให้ไข่ไม่ตก และประจำเดือนขาดได้ นอกจากนี้คุณหมอจะซักประวัติการใช้ยาคุมกำเนิดหรือฮอร์โมนทุกชนิดที่อาจเป็นสาเหตุให้ประจำเดือนคลาดเคลื่อนด้วย
     
  2. เต้านมคัดตึง
    อาจเป็นอาการที่บอกว่าคุณอาจจะกำลังตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของเต้านม สังเกตได้ว่าเต้านมเริ่มคัดตึง ขยายใหญ่ขึ้น หัวนมมีสีคล้ำขึ้น รู้สึกเจ็บ ไวต่อการสัมผัส บริเวณลานหัวนมกว้างออกและมีเส้นเลือดดำสีเขียวๆ กระจายอยู่โดยรอบ การเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นชัดในคุณแม่ครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง
     
  3. สีของเยื่อบุช่องคลอด
    คุณแม่อาจรู้สึกว่าอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานบวมขึ้น เยื่อบุช่องคลอดคล้ำขึ้น เป็นสีน้ำเงินหรือม่วงแดง แต่บางครั้งอาจเป็นอาการอักเสบของอวัยวะในช่องคลอด
     
  4. ปัสสาวะบ่อย
    ในช่วง 2-3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะรู้สึกปวดปัสสาวะบ่อย เพราะมดลูกโตเข้าสู่ช่องท้องไปกดทับกระเพาะปัสสาวะ แต่หลังจากนั้นการกดทับกระเพาะปัสสาวะจะลดลง ทำให้ปัสสาวะกลับสู่ภาวะปกติ แต่เมื่อตอนใกล้คลอดศีรษะทารกเคลื่อนต่ำลงมาเข้าสู่ช่องเชิงกราน จะกดเบียดกระเพาะปัสสาวะอีกครั้ง ทำให้ช่วงใกล้คลอดนั้นคุณแม่กลับไปปัสสาวะบ่อยอีก
     
  5. อ่อนเพลีย
    คุณแม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อยากนอนหลับตลอดเวลา ถ้าได้พักผ่อนจะสบายขึ้น ทั้งนี้เพราะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้น มีผลทำให้กล้ามเนื้อตามร่างกายมีการเผาผลาญอาหารสำหรับเจ้าตัวเล็กมากขึ้น ทำให้ร่างกายของปแม่มีอุณหภูมิและสูญเสียพลังงานมากขึ้น
     
  6. มีเลือดออกทางช่องคลอด
    ช่วงที่ตัวอ่อนฝังตัวในมดลูก ว่าที่คุณแม่บางท่านอาจมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด อาการนี้มักเกิดขึ้นในหลังจากตัวอ่อนปฏิสนธิได้ 11-12 วัน (เวลาเดียวกับที่คุณเริ่มสังเกตว่าประจำเดือนขาด) เลือดที่ไหลออกมามักเป็นเลือดจางสีแดงหรือชมพู และจะหยุดไหลภายใน 1-2 วัน อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้ว และพบว่ามีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดร่วมกับอาการปวดท้อง ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องนอกมดลูกได้ (http://women.sanook.com/19029)
     
  7. คลื่นไส้ – อาเจียน
    เป็นอาการที่พบบ่อยมากจนเป็นสัญลักษณ์ของการตั้งครรภ์ก็ว่าได้ อาการคลื่นไส้ อาเจียนมักเกิดขึ้นหลังจากที่ตัวอ่อนปฏิสนธิได้ 1 เดือน และลดลงเมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่สอง แต่นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ คุณแม่บางคนอาจมีอาการแพ้ท้องเร็วกว่ากำหนด ขณะที่บางคนโชคดีไม่มีอาการแพ้ท้องเลย หรือไม่ก็โชคร้ายหน่อย แพ้ท้องไปจนถึงเดือนสุดท้ายก่อนคลอดโน่นเลย (http://women.sanook.com/19029)
     
  8. เบื่ออาหาร
    อาจเป็นอาการที่ตามมาเพราะวิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน ทำให้ไม่อยากกินอาหาร เพราะกินอะไรก็อาเจียน
     
  9. อารมณ์เปลี่ยนแปลง
    บางทีใครทำอะไรไม่ถูกต้องเพียงเล็กน้อย กลับทำให้คุณอารมณเสียได้ง่ายๆ ซึ่งทั้งนี้อาจเกิดจากการที่ระดับฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลง และร่างกายของคุณแม่กำลังพยายามปรับตัวเข้าสู่สมดุลย์ใหม่ แต่เมื่อผ่านพ้นช่วงนี้ไป อารมณ์ของคุณแม่ก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ


ทั้งหมดเป็นแค่การสังเกตอาการเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าจะให้แน่ใจควรตรวจการตั้งครรภ์จากเจ้าหน้าที่ ผู้เชี่ยวชาญจะดีที่สุดค่ะ
  • ตรวจปัสสาวะ การตรวจนี้เป็นการทดสอบหาฮอร์โมน HCG ในปัสสาวะ ซึ่งมีความแม่นยำถึงร้อยละ 90 ในรายที่มีการขาดประจำเดือนตั้งแต่ 10–14 วันขึ้นไป สามารถตรวจได้ที่โรงพยาบาลหรือใช้ชุดอุปกรณ์ทดสอบการตั้งครรภ์ที่สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายยา
     
  • ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือการตรวจอัลตราซาวนด์ จะช่วยยืนยันว่าการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูกเป็นไปตามปกติ หากตรวจปัสสาวะแล้วได้ผลบวก ตรวจอัลตราซาวนด์จะรับรองผลได้ดีขึ้น
     
  •  ตรวจพบการเต้นของหัวใจทารก คุณหมอสามารถใช้หูฟัง (Stethoscope) ฟังเสียงเต้นของหัวใจทารกได้ หากมีอายุครรภ์ประมาณ 17–18 สัปดาห์ แต่วิธีนี้จะตรวจหลังจากมีการตรวจยืนยันว่าตั้งครรภ์จริง
     
  • ตรวจเลือด เพื่อหาระดับฮอร์โมน HCG ตรวจพบได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังจากปฏิสนธิ แต่เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง และทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เท่านั้น วิธีนี้จะใช้เฉพาะในกรณีที่คุณแม่กำลังรักษาภาวการณ์มีบุตรยาก หรือคุณแม่มีประวัติการแท้งบ่อยๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาให้ฮอร์โมนเสริมเพื่อป้องกันการแท้ง

 

บทความแนะนำ

ต้องดู! คู่แฝดเจ้าเล่ห์แอบคุยกันไม่ยอมนอน เกิดอะไรขึ้นหลังได้ยินเสียงแม่
น้ำยาล้างขวดนม ดีนี่มายด์ แอนด์ แคร์ อ่อนโยน ปลอดภัย ไม่ทิ้งสารตกค้าง
10 วิธี เบบี้หลับสบาย
แม่กลุ่มเสี่ยง ต้องงดให้นมแม่

Facebook Comment