ช่วยด้วย หนูไม่ได้ยิน ! ปัญหาความบกพร่องทางการได้ยินในเด็ก


         เมื่อลูกมีปัญหาทางการได้ยิน คุณพ่อคุณแม่อย่านิ่งนอนใจ เพราะปัญหาความบกพร่องทางการได้ยินในเด็กส่งผลต่อการเรียนรู้และพัฒนาการด้านสื่อสารของเด็ก รวมถึงมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กในระยะยาวได้

กระบวนการการได้ยิน
          ร่างกายมีระบบการได้ยินอยู่ 2 ระบบด้วยกัน โดยส่วนหนึ่งเป็นระบบกลไก อีกส่วนหนึ่งเป็นระบบประสาท เริ่มต้นจากเสียงเข้ามาในช่องหู เมื่อสัมผัสกับแก้วหูทำให้แก้วหูมีความสั่นสะเทือน หลังจากนั้นแก้วหูจะส่งสัญญาณการสั่นสะเทือนไปยังกระดูก 3 ชิ้นเล็กๆ ได้แก่ กระดูกค้อน กระดูกทั่งและกระดูกโกลน และประสาทรับเสียงในหูชั้นในตามลำดับ หูชั้นในมีลักษณะเป็นแอ่งน้ำที่มีเส้นประสาทลอยอยู่ เมื่อมีการสั่นกระเพื่อมผ่านน้ำเข้าไปทำให้เส้นประสาทที่ลอยอยู่ในน้ำเกิดการขยับตัวเปลี่ยนสัญญาณการสั่นให้เป็นให้เป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งผ่านเส้นประสาทไปยังสมองเพื่อแปรเป็นข้อมูล

สาเหตุของการสูญเสียการได้ยิน
  • หูชั้นนอก ที่พบบ่อยในเด็กคือขี้หูอุดตัน ทำให้เด็กได้ยินไม่ชัด หรือมีความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น รูหูหรือใบหูไม่มี ตีบแคบ หรือผิดรูป
  • หูชั้นกลาง ที่พบบ่อยในเด็กคือภาวะน้ำขังในหูชั้นกลาง มักสัมพันธ์กับการเป็นหวัด จมูกกับหูชั้นกลางจะเชื่อมต่อกันดังนั้นเมื่อเด็กเป็นหวัดแล้วอาการไม่ดีขึ้น น้ำมูกที่อยู่ในจมูกอาจคั่งค้างในหูชั้นกลาง ทำให้การได้ยินลดลงได้
  • หูชั้นใน อาจเกิด แต่กำเนิดหรือเป็นภายหลัง เช่น การติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ หรืออาจเกิดขึ้นจากที่หูชั้นกลางอักเสบ
อาการที่สังเกตุได้
          คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของเด็กได้ โดยเด็กอาจมีการถามซ้ำ ๆ เปิดโทรทัศน์เสียงดัง ไม่ตอบสนองต่อเสียง บางคนอาจมีอาการซุ่มซ่ามเพราะมีอาการมึนงง มีอาการเป็นหวัดเรื้อรัง

การรักษาและการป้องกัน
          หากเด็กมีปัญหาเรื่องประสาทหูเสื่อม แพทย์จะพิจารณาให้ใช้เครื่องช่วยฟัง การใส่เครื่องช่วยฟังตั้งแต่เนิ่น ๆ หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ตั้งแต่เริ่มทราบว่าเด็กมีปัญหาการได้ยินโดยตรง จะทำให้พัฒนาการทางภาษาหรือการสื่อสารของเด็กดีขึ้น โดยสามารถเริ่มใส่เครื่องช่วยฟังได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน แต่ในบางกรณีที่เด็กไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังขยายได้แล้ว แพทย์อาจใช้วิธีการผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมแทน

          ปัญหาการได้ยินในเด็กที่พบได้บ่อยคือปัญหาจากน้ำในหูชั้นกลาง ดังนั้นหากเด็กเป็นหวัดและอาการหวัดไม่ดีขึ้นในเวลา 5-7 วันควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอาการเพิ่มเติม นอกจากนี้เด็กที่มีอาการภูมิแพ้ทำให้เป็นหวัดได้บ่อยกว่าคนปกติและมีผลต่อเนื่อง เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ผู้ปกครองควรดูแลให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง หลีกเลี่ยงในสิ่งที่แพ้หรือใช้ยาควบคุมอาการภูมิแพ้ ปัญหาจากน้ำในหูชั้นกลางเป็นปัญหาซึ่งวินิจฉัยได้ยาก ดังนั้นหากเด็กมีปัญหาเรื่องการได้ยิน ผู้ปกครองควรรีบนำมาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

          นอกจากนี้แพทย์ยังแนะนำว่า ไม่ควรใช้ก้านสำลี (Cotton bud) ในการทำความสะอาดใบหู เพราะขี้หูเป็นเหมือนเป็นขี้ผึ้งที่เคลือบใบหู ช่วยป้องกันน้ำ สิ่งสกปรกและการระคายเคืองจากภายนอก ดังนั้นหากเราไปเช็ดออก อาจทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อได้ง่ายและการใช้ก้านสำลีทำความสะอาดหูอาจทำให้ผิวหนังรอบรูหูชั้นนอกอักเสบได้
 

บทความแนะนำ

คู่มือ...อ่านใจสามี
ยอดคุณแม่! แต่งหน้าด้วยมือเดียว อุ้มลูกไปด้วย แต่งหน้าไปด้วย
รวมแฟชั่นชุดเจ้าหญิงของลูกสาว อัปเดตความฟรุ้งฟริ้ง
Q & A ดูดเสมหะลูกวัย 1 เดือนอย่างไรดี

Facebook Comment