เกราะป้องกัน ลูกรักถูกรังแกในโรงเรียน

เมื่อลูกถูกรังแก คนเป็นพ่อเป็นแม่คงจะไม่ยอม...และถึงแม้ต้องเตรียมทำใจว่าหลีกเลี่ยงยากอยู่เหมือนกัน แต่นี่ก็น่าจะเป็นการเตือนให้พ่อแม่เตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และไม่มองว่าการรังแกกันในโรงเรียนเป็นเพียงการเล่นซนของเด็กเช่นกัน

teen_Momypedia

อย่างไรเรียกว่าการรังแก
คือการแสดงออกซึ่งความก้าวร้าว เห็นชัดในกลุ่มเด็กผู้ชาย ใช้กำลังทุบตี ตัวใหญ่ข่มตัวเล็ก มีพวกมากก็ตั้งเป็นแก๊งรีดไถค่าคุ้มครอง ส่วนเด็กหญิงอาจมีแบบฉบับที่แนบเนียนใช้วาจาเฉือดเฉือน เหน็บแนมให้เจ็บใจ (ส่วนหนึ่งก็ได้มาจากในละครทีวีนั่นเอง) ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนย่อมส่งผลกระทบต่อเด็กที่ถูกรังแกทั้งร่างกายและจิตใจ

ถ้าลูกมีอะไรก็เล่าให้เราฟังหมด ค่อยเบาใจว่ารู้ปัญหาเร็ว ช่วยแก้ได้ทันก่อนจะลุกลาม แต่ถ้าเราเป็นพ่อแม่ที่แค่ลูกอ้าปากก็ว้ากใส่ก่อนแล้ว หรือพอเล่าเรื่องให้ฟังกลับถูกตีซ้ำ เด็กก็จะปิดปากเงียบ ทนเจ็บเพียงลำพังดีกว่า ถ้าปล่อยเรื้อรังอาจอันตราย คุณพ่อคุณแม่ควรเปิดใจและให้เวลากับลูก ต้องรับฟังด้วยท่าทีสนใจและให้กำลังใจเสมอ สำหรับเด็กที่ไม่กล้าบอก ก็พอจะสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเขาได้

สัญญาณเตือน ลูกถูกรังแก

โดยส่วนใหญ่เด็กที่ถูกรังแกมักจะมีบุคลิกที่ดูบอบบาง อ่อนแอ ขี้ขลาด ขี้กังวล อ่อนไหว และขี้อาย ถ้าลูกมีบุคลิกแบบนี้ อาจเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะถูกรังแกจากเด็กที่ร่างกายใหญ่โตแข็งแรง ก้าวร้าว หรือรุ่นพี่ที่โตกว่า ถ้าลูกเปลี่ยนไปที่เห็นชัดคือ กลัวการไปโรงเรียน หรือจากที่ร่าเริงกลายเป็นเด็กที่ขี้อาย เก็บตัว ไม่พูดจา ไม่อยากเล่นกับใคร ผลการเรียนตกต่ำ กินน้อยหรือไม่อยากกินอาหาร ร้องไห้ก่อนจะหลับเป็นประจำ ไม่ค่อยมีเพื่อน ทุกครั้งที่ถามว่ามีปัญหาอะไรก็จะบอกเพียงว่า "เปล่า" และอยู่ๆ ก็พูดเรื่องอยากหนีหายไปจากโลก

หากพบพฤติกรรมเหล่านี้ ลองหาวันที่สบายๆ พูดคุยกับลูกเรื่องที่โรงเรียน ถามถึงเพื่อนๆ ของลูก หากเขายังไม่ปริปากพูด ก็คงต้องเข้าไปปรึกษาไถ่ถามกับคุณครูที่โรงเรียนกันแล้ว

ช่วยลูกลุกขึ้นเมื่อถูกรังแก

เมื่อรับรู้ว่าลูกมีปัญหา ถือโอกาสนี้บอกกับลูกว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมที่ต้องมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันอยู่ ลูกเป็นเด็กดี ส่วนคนที่มารังแกนั้นเป็นเด็กไม่ดี เพราะฉะนั้นอย่าแก้ไขปัญหาด้วยการทำตัวแบบเด็กไม่ดี

ดังนั้นอย่างแรกที่คุณแม่ต้องทำคือตั้งสติ ชวนลูกมานั่งวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาเพื่อหาทางออกร่วมกัน คิดว่านี่เป็นโอกาสทองที่ลูกจะได้รับวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันให้กล้าเผชิญกับปัญหาอื่นๆ ต่อไปได้ พ่อแม่ต้องเป็นตัวช่วยและเป็นกำลังใจให้ลูก แนะนำลูกทำวิธีนี้ โดยต้องให้ลูกลองทำเอง พ่อแม่เป็นเพียงพี่เลี้ยงก็พอ

- ไม่ต้องไปใส่ใจกับเสียงหัวเราะที่เพื่อนแกล้งด่าว่าเรา เพราะการมีอารมณ์ตอบโต้เป็นอาวุธที่ดีสำหรับเด็กที่ชอบข่มขู่หรือรังแกเพื่อน พวกเขามองว่าเป็นเรื่องสนุก ถ้าทำเฉยๆ ซะให้เขาผิดหวังครั้งต่อไปก็ไม่แกล้งแล้วเพราะหมดสนุก

- ไม่ต้องฟังเพื่อนที่ชอบเหน็บแนม ให้เดินหนี หรือตอบว่า "ไม่"แล้วเดินไป

- ไปไหนมาไหนกับเพื่อนเป็นกลุ่มๆ อย่าแยกเดินคนเดียว

- หาเพื่อนที่ไว้ใจได้ คบกันเป็นกลุ่ม เพราะการมีพวกทำให้เด็กเกิดความเชื่อมั่น

- ถ้าถึงขั้นรุนแรงก็ควรบอกคุณครู หรือผู้ใหญ่

- อย่าตอบโต้ด้วยกำลังเด็ดขาด เพราะผลจะได้ไม่คุ้มเสีย

ปัญหาการรังแกกันในเด็กมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น ซึ่งแปรผันตามสภาพสังคมไทยที่มีความรุนแรงมากขึ้นนั่นเอง ทำให้เด็กเกิดความเคยชินและเห็นเป็นเรื่องธรรมดา แถมพ่อแม่ยังไม่ค่อยมีเวลาใกล้ชิดลูกและอาจมองข้ามปัญหาเหล่านี้ไปอีก

เรื่องนี้เกิดขึ้นในทุกๆ โรงเรียน เพียงแต่ว่าจะมากน้อย รุนแรงขนาดไหนเท่านั้นไหน พ่อแม่จึงควรใส่ใจกับการป้องกันให้มาก ไม่อย่างนั้นกว่าจะคิดล้อมคอก วัวก็หายไปทั้งฝูงแล้ว

สร้างเกราะป้องกัน

ภูผาไม่หวั่นด้วยแรงลมฉันใด เด็กที่เข้มแข็งทั้งกายและใจ ย่อมไม่หวั่นต่อการถูกรังแกฉันนั้น

ในระยะยาว เด็กที่ถูกรังแกอาจกลายเป็นคนไม่เชื่อมั่นในตัวเอง และอาจเป็นโรคซึมเศร้า จนถึงขั้นฆ่าตัวตาย ดังนั้นผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือครูจึงต้องจัดการกับปัญหานี้ตั้งแต่แรก และสอนให้เด็กเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมให้ได้ด้วยตัวเองไปพร้อมๆกัน ด้วยการสร้างลูกให้เข้มแข็งโดยการบ่มเพราะฮีโร่ในตัวเขาให้กลายเป็นอาวุธถาวร เพราะเด็กที่ถูกรังแกจะสูญเสียความมั่นใจ ต้องเรียกขวัญและกำลังใจกลับมาให้เขามองเห็นคุณค่าของตนเสียก่อน ให้เขามองเข้าไปภายในและภูมิใจในความเป็นตัวเอง แม้จะตัวเล็ก ผิวดำ ผมหยิก พูดน้อย ไม่เก่งเลข เขาก็ยังเป็นลูกรักของพ่อและแม่เสมอ ชี้ให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อตัวเองและผู้อื่น

คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังไม่พูดเสริมให้เด็กมีอคติกับเพื่อนที่มาแกล้งเขา แต่ให้เขาเห็นใจมากกว่า ว่าเพื่อนอาจแค่อิจฉาที่ลูกมีสิ่งที่เขาไม่มี หนึ่งในนั้นคือจิตใจที่ดีงาม แล้วเขาจะอยู่ได้อย่างมีความสุข และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาเป็นเพียงแค่เหตุการณ์หนึ่งที่จะต้องผ่านไปให้ได้เท่านั้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โต

จัดการอย่างไรกับ เจ้าตัวปัญหา

การรังแกกันนี้ ตัวปัญหาที่แท้ก็คือเด็กที่ชอบรังแกเพื่อนนั่นเอง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเด็กๆจะไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าว นอกจากจะมีอาการผิดปกติ เช่นเป็นโรคสมาธิสั้น หรือมีภาวะทางสติปัญญาที่อ่อนด้อย ที่มีลักษณะก้าวร้าวเกินธรรมดา แต่เด็กที่ชอบรังแกเพื่อนจะมีปัญหาทางอารมณ์ เป็นเด็กขี้อิจฉา เกิดจากขาดความรัก หรือได้รับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่มีชอบเปรียบเทียบ จนกระทั่งเขาดูไร้ค่าอยู่เสมอ เด็กกลุ่มนี้จะก้าวร้าวรุนแรง รวมทั้งเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงเป็นต้นแบบ เช่น คุณพ่อที่ชอบเลี้ยงคุณแม่ด้วยลำแข้ง แก้ปัญหาด้วยหมัดมวย ภาพและเเหตุการณ์ความรุนแรงที่เห็นจากสื่อเสมอๆ เด็กก็เลียนแบบมาใช้กับเพื่อนบ้าง

จริงๆ แล้ว เด็กกลุ่มนี้น่าสงสาร เพราะโดยเนื้อแท้แล้วเขาก็ยังคงความไร้เดียงสาของเด็กอยู่ ทว่าถูกกระทำด้วยมลภาวะที่ไม่เหมาะสม ...

ในต่างประเทศ คุณครูแก้ไขพฤติกรรมของเด็กเกเรโดยให้เล่นละคร สวมบทบาทเป็นเด็กที่ถูกรังแกดูบ้าง นัยว่าให้เอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง และก็ได้ผลเหลือเชื่อ เด็กมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและหยุดรังแกผู้อื่นในที่สุด กลายเป็นที่รักของเพื่อนๆได้ หรือผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะว่าลองให้เด็กเปลี่ยนพลังงานแห่งความก้าวร้าวขับออกมาในการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา ฯลฯ ก็น่าจะได้ผล เพราะหมดแรงที่จะไปแกล้งคนอื่น แถมยังได้สารแห่งความสุขพ่วงมาอีกด้วย

แม้ปัจจุบันหลายโรงเรียนมีมาตรการในเรื่องนี้ ทั้งตักเตือน ทำโทษ ไล่ออก แต่ถ้าไม่มีการรังแกกันเกิดขึ้นเลยคงดีกว่าจะได้ช่วยลดภาวะการใช้ความรุนแรงที่ล้นโลกอยู่ในขณะนี้ได้ไม่น้อยทีเดียว

แล้วใครล่ะที่จะกอบกู้สถานการณ์โลกแห่งความรุนแรงนี้ได้ ถ้าไม่ใช่...คุณครูและพ่อแม่ ช่วยกันคนละไม้ละมือ

บทความแนะนำ

พลังสมองของลูกสร้างได้ด้วย Musical Brain Tales
เมนู(ทำจาก)นมแม่ อร่อยได้คุณค่า
6 วิธีกระตุ้นสมองลูกแรกเกิด
เมื่อแม่เป็นโรคนี้...จึงต้องงดให้นมจากอกแม่

Facebook Comment