เรื่องเร้นลับของลูกชายวัยแตกหนุ่ม

จะว่าไปจุดเร้นลับของเด็กผู้ชาย แม้จะดูเปิดเผย มิได้มิดเม้มเหมือนเด็กผู้หญิง แต่ก็ใช่ว่าจะปล่อยปละละเลยได้

teen_Momypedia

เพราะตรงนั้นของ(เด็ก)ผู้ชายก็อาจเกิดปัญหามีกลิ่น อักเสบ ฯลฯ ได้เช่นกัน ถ้าดูแล ทำความสะอาดไม่ดี แถมเมื่อเริ่มแตกเนื้อหนุ่ม เด็กๆอาจต้องผจญภัยกับความเปลี่ยนแปลงภายในตัวอย่างไม่ทันตั้งตัว เช่น โอ๊ย...ฉี่แล้วเจ็บตรงนั้น หมอบอกอักเสบ น่าจะขลิบ !!! . อุ๊ย...ทำไมตื่นเช้ามีอะไรเหนอะหนะติดกางเกง


นี่เป็นปัญหาสารพันตรงที่เร้นลับ ซึ่งมักซุกซ่อนอยู่ภายในใจเด็กผู้ชาย อย่าปล่อยให้เขางุนงงสงสัยอยู่เพียงลำพัง พ่อแม่ลงมาช่วยลูกๆ รับมือกับเรื่องเหล่านี้ดีกว่า

วิธีดูแลสุขอนามัยปลายจุดบอบบาง

ไม่ยาก...เพราะจุดซ่อนเร้นของเด็กชายไม่ซับซ้อนเหมือนเด็กหญิง เพียงแค่พิถีพิถันใส่ใจกับการดูแลหนังหุ้มปลายของลับให้สะอาด

แต่วิธีดูแลนี่สิ...แค่ไหนจึงจะพอ เพราะก่อนหน้านี้หรือกระทั่งปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อว่า การขลิบหนังหุ้มปลายเป็นเรื่องเหมาะสม ถึงขนาดก่อนหน้านี้พ่อแม่ของเด็กชายแรกเกิดอาจได้รับคำแนะนำจากแพทย์ให้ขลิบซะเถอะ !!!

พ.ญ.ลั่นทม ตันวิเชียร ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า

"ผู้ชายจะมีหนังหุ้มปลายองคชาติโดยธรรมชาติ เพื่อทำหน้าที่ในการปกป้อง เพราะปลายอวัยวะเพศเป็นส่วนที่ไวต่อความรู้สึกมาก จึงต้องมีหนังหุ้มปิด และเปิดรูให้มีปัสสาวะออกมานิดหน่อย

"เมื่อก่อนตรงส่วนนี้จะมีปัญหาค่อนข้างเยอะ แม้กระทั่งแพทย์ที่ไม่ได้อยู่ในสาขานี้ก็คิดว่าหนังหุ้มปลายเป็นปัญหาของเด็กผู้ชาย ซึ่งเมื่อ 20-30 ปีที่แล้วก็มีแนวคิดเรื่องการขลิบเข้ามา เพราะจากงานวิจัยพบว่าผู้หญิงอิสลามเป็นมะเร็งปากมดลูกน้อย ผู้ชายของเขาต้องขลิบหนังหุ้มปลายตามความเชื่อทางศาสนา ในวงการแพทย์ก็เลยเชื่อว่าอุบัติการนี้น่าจะช่วยได้

"มาระยะหลังเราก็พบว่าไม่จริง เพราะโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ปากมดลูก ซึ่งโรคติดต่อนี้มันเกี่ยวกับสุขอนามัยของคู่ เพราะฉะนั้นจึงไม่เกี่ยวกับหนังหุ้มปลายที่ยาวหรือไม่ยาว

"จริงๆ หนังหุ้มปลายก็มีประโยชน์ ช่วยปกป้องไม่ให้มีอันตรายกับปลายองคชาติ ตัวอย่างง่ายๆ คือป้องกันการเสียดสีจากกางเกงที่หนาๆ

"ถ้าเสียดสีแล้วมีหนังหุ้มอยู่ จะทำให้ผิวส่วนปลายองคชาติไม่หนา ไม่ด้าน มันก็จะยังคงความนุ่ม และคงความไว ถ้ามีอะไรมากระแทกหนังหุ้มปลายก็เหมือนเป็นกันชนคอยปกป้อง

"ปกติตรงปลายองคชาติจะมีสีชมพู มัน และนุ่ม แต่พวกที่หนังไม่ปิดเพราะการขลิบ จะทำให้ตรงส่วนนี้ด้าน เห็นได้ชัดถึงความแตกต่าง และความไวต่อความรู้สึกจะลดน้อย

"อีกหน่อยพอเขาโตเป็นวัยรุ่น อวัยวะเพศโตขึ้น หนังที่มีไม่พอ ก็จะเริดจนมองเห็นเนื้อใน เวลาองคชาติแข็งตัว หรือร่วมเพศเขาจะเจ็บ และความรู้สึกตรงปลายก็จะลด เคยมีคนขลิบหลายคนมาบ่นให้ได้ยินว่าความรู้สึกตรงนี้น้อย เวลาโดนกระตุ้นทางเพศไม่ค่อยรู้สึก

"บางคนหมอขลิบไม่สวย ไปอาบน้ำร่วมกับเพื่อน เห็นของตัวเองไม่เหมือนเพื่อน ก็จะอาย และอาจถึงขั้นแยกตัวถ้าปรับตัวไม่ได้ และไม่มีคนบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญ"

คุณหมอจึงไม่เห็นความจำเป็นของการขลิบสำหรับคนปกติทั่วไป และการขลิบก็ใช่ว่าจะทำให้สะอาดร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าดูแลทำความสะอาดไม่ดีพอ ก็ทำให้เกิดการอักเสบได้เช่นกัน

การดูแลสุขอนามัยตรงส่วนนี้จึงเป็นเรื่องไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหลังปัสสาวะ

"ส่วนใหญ่พอฉี่เสร็จ ผู้ชายจะสะบัดๆ เพราะจะมีน้ำฉี่ค้างในลำกล้อง ซึ่งบางทีก็ไม่หมด ถ้ามีโอกาสจึงควรใช้น้ำล้าง และใช้ผ้า หรือกระดาษซับเหมือนผู้หญิง ไม่อย่างนั้นมันจะมีกลิ่นติดกางเกงใน เพราะปกติตรงนั้นจะมีแบคทีเรียที่ผิวหนังอยู่แล้ว พอได้ยูเรียจากน้ำปัสสาวะ ก็จะมีกลิ่น

"อีกอย่างคือ ผิวหนังบริเวณนี้จะมีขี้ไคลเหมือนที่อื่นเหมือนกัน ซึ่งมันจะออกมาสะสมอยู่ที่ปลายองคชาติ เขาเรียกกันว่า ขี้เปียก ในขณะผู้หญิงจะมีเมือกที่ช่องคลอดเรียก ตกขาว

"ถ้าไม่รูดหนังหุ้มปลายออกล้าง ประกอบกับปัสสาวะออกมา และมีน้ำปัสสาวะที่มันขังอยู่ข้างใน ขี้เปียกตรงนี้จะยิ่งแฉะๆ บางทีก็ออกมามีสีเหลืองเหมือนเป็นหนอง และมีกลิ่นเหม็น แม่เห็นก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นหนอง ก็พามาพบหมอ ในขณะบางคนปล่อยให้หมักหมมก็อาจเกิดการอักเสบขึ้นได้

"วิธีทำความสะอาดคือรูดหนังหุ้มปลายล้าง และซับให้แห้ง รูดได้แค่ไหนก็ล้างแค่นั้น อย่าให้หมักหมม

"พอลูกอายุสัก 4-5 ขวบ คุณพ่อคุณแม่น่าจะสอนได้แล้วว่าหลังฉี่เสร็จ สะบัดแล้วต้องล้าง และซับให้แห้ง เวลาอาบน้ำก็ต้องทำความสะอาดด้วยวิธีนี้เช่นกัน"

กางเกงใน...กันชนเสริม

พ่อแม่ควรสอนลูกให้รู้จักใส่กางเกงชั้นในตั้งแต่เขาเริ่มดูแลตัวเองได้ เพราะกางเกงชั้นในจะเป็นเสมือนกันชนเสริมที่ช่วยปกป้องจุดบอบบางให้ปลอดจากการกระทบกระทั่งต่างๆ

"โดยเฉพาะเมื่อไปโรงเรียนแล้ว เด็กจะต้องดูแลตัวเอง เวลาฉี่เขามักรีบๆ เก็บ เพื่อจะได้ไปเล่น พอฉี่เสร็จก็รีบรูดซิบ ถ้าไม่มีกางเกงชั้นในก็อาจจะทำให้เกิดภาวะที่เรียกกันว่าซิบติดจู๋ หรือจู๋ติดซิบ เด็กก็จะเจ็บ และอาจทำให้เป็นแผลได้

"กางเกงชั้นในยังช่วยเก็บองคชาติกับลูกอัณฑะไม่ให้แกว่ง ถ้าแกว่งเวลาเดินอาจมีการเสียดสี ขึ้นอยู่กับกางเกงที่ใส่ ถ้าใส่ยีนส์ที่ตะเข็บแข็ง มันจะเสียดสีอาจทำให้เนื้ออ่อนๆมีแผลได้"

การเลือกกางเกงชั้นในให้ลูกชายก็นับเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น ต้องเลือกให้ลูกใส่สบายที่สุด ควรเป็นผ้าที่นุ่ม ซับเหงื่อ และมีความโปร่งระบายอากาศได้ดี และต้องไม่รัดเอว รัดต้นขามากเกินไป ไม่เช่นนั้นเด็กอาจเกิดทัศนคติที่ไม่ดี และไม่ชอบใส่กางเกงชั้นใน

"อีกอย่างหนึ่ง พ่อแม่จับสังเกตได้จากกลิ่นของกางเกงในว่าลูกทำความสะอาด และควบคุมฉี่ของตัวเองได้ดีพอหรือไม่"

ฝันเปียกเป็นเรื่องธรรมชาติ

การช่วยลูกรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆ อันเกี่ยวเนื่องกับเรื่องตรงนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮอร์โมน หรืออารมณ์ที่ติดตามมา ทั้งเรื่องฝันเปียก เรื่องการตั้งรับกับอารมณ์ทางเพศที่เกิดขึ้นตามวัย ฯลฯ

"พ่อกับแม่ต้องให้ความรู้กับลูก เพราะบางทีเขาไม่รู้ พอเกิดอาการอะไรขึ้น เช่น อวัยวะเพศแข็งตัวบ่อยขึ้น หรือมีอาการฝันเปียก ก็นึกว่าเป็นความผิดปกติ แต่ถ้าเด็กไม่เก็บตัว เขาก็คงคุยกันกับเพื่อนบ้าง แต่ยังไงๆ ผู้ปกครองก็ต้องสอน

"คนที่เหมาะสมก็น่าจะเป็นพ่อมากกว่าแม่ เพราะพ่อน่าจะเข้าใจพัฒนาการตรงนี้ได้ดีกว่า และไม่มีความอายต่อกัน

"พ่อควรดูแล และสอนว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อลูกโตขึ้นเริ่มมีฮอร์โมนเพศ อวัยวะเพศก็จะโต และตื่นตัว บางทีอาจมีการฝันเปียก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดจากสิ่งเร้าต่างๆ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย หรือผิดปกติแต่อย่างใด

"ถ้าอวัยวะเพศมีความตื่นตัวก็ต้องไม่ต้องสนใจ หรือหมกมุ่น เบี่ยงเบนความสนใจไปหาอย่างอื่นทำเสีย เช่น เล่นกีฬา และอื่นๆ

"แต่ถ้าลูกต้องการ และจะมีการหลั่งออกมา ก็ต้องบอกเขาว่า การช่วยตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด และสามารถทำได้

"สำหรับในยุคสมัยนี้ อายุ 10-11 ก็ควรเริ่มได้แล้ว และควรสอนเรื่องเพศสัมพันธ์ควบคู่ไปด้วย

"สิ่งที่ต้องเน้นคือ บอกเขาว่าการช่วยตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ถ้าไปปลดปล่อยกับผู้หญิงในวัยที่ยังไม่พร้อมจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เช่น อาจเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าไม่ได้ป้องกันอาจทำให้ผู้หญิงเกิดการตั้งครรภ์ที่ไม่ต้องการก็จะมีปัญหาตามมา สำคัญที่สุดคือต้องสอนลูกรู้จักรับผิดชอบให้มากๆ เพราะตัวเองไม่ได้เป็นฝ่ายท้อง จะไปทำอะไรโดยไม่คิดถึงผู้อื่นไม่ได้"

เรื่องละเอียดอ่อนตรงนี้ของลูกชายวัยโจ๋จึงมีมากกว่าแค่รูปธรรม นอกจากสอน ดูแลในเรื่องทางกายภาพภายนอกกันแล้ว เรื่องของการวางตัวกับเพศตรงข้ามก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องสอนควบคู่กันไปด้วย

บทความแนะนำ

เทคนิคการแต่งหน้าให้ดูผิวอมชมพู เหมือนไม่ได้แต่ง
Q&A พี่น้องชอบแย่งของเล่นกัน
ดูแลลูกอย่างไรห่างไกลปอดบวม
7 ข้อห้ามพ่อแม่ต้องรู้ ห้ามทำเมื่อลูกเจ็บป่วย

Facebook Comment