Active birth คลอดธรรมชาติ การคลอดที่แม่ท้องต้องรู้

แม้จะอยู่ในยุคดิจิตอล ซึ่งเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ทว่ากระแสของการคืนสู่ธรรมชาติที่เรียบง่ายไม่ส่งผลร้ายต่อชีวิต ก็กลับมาได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เช่น Active birth คลอดธรรมชาติ เป็นกระบวนการมหัศจรรย์ที่ธรรมชาติได้ตระเตรียมไว้อย่างปลอดภัยสำหรับทั้งมารดาและทารก และผู้หญิงจำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันว่า อยากสัมผัสความรู้สึกของการเป็นแม่ที่สมบูรณ์จากการคลอดธรรมชาติ


Active birth ,คลอดธรรมชาติ, ตั้งครรภ์, ตั้งท้อง, การตั้งครรภ์, ท้องแรก, แพ้ท้อง, การดูแลระหว่างตั้งท้อง, คลอด , การคลอด, ผ่าคลอด, การคลอดวิธีธรรมชาติ, คลอดในน้ำ, ห้องคลอด, ทารก, ท่าคลอด, เจ็บท้องคลอด, การคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ, ช่องคลอด


แต่ก็ยังมีแม่ท้องอีกจำนวนไม่น้อยยังหวั่นหวาดที่จะคลอดธรรมชาติ จึงอยากชวนแม่ตั้งครรภ์มาทำความเข้าใจถึงการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ (Active birth) ที่ถูกต้องดูว่าเป็นอย่างไร ต้องเตรียมการในเรื่องใดบ้างเพื่อให้กระบวนการนี้ผ่านไปด้วยดี ปลอดภัยแข็งแรงทั้งแม่ลูก

เตรียมตัว เตรียมพร้อมเพื่อ Active birth


เมื่อแม่ท้องตั้งใจมั่นว่าจะคลอดลูกแบบธรรมชาติแล้ว ควรหาข้อมูลจากสูติแพทย์ประจำตัว ถึงขั้นตอน วิธีปฏิบัติ หรือสอบถามประสบการณ์คลอดจากคุณแม่ท่านอื่นๆ หากเป็นไปได้ก็ควรเยี่ยมชมห้องคลอดที่โรงพยาบาลเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ซึ่งปัจจุบันเกือบทุกโรงพยาบาลมีทั้งการคลอดแบบธรรมชาติและแบบผ่าคลอดให้เลือก

ต่อจากนั้นเตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรง ออกกำลังกายในแบบที่ชอบอย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นด้วยการเดิน ว่ายน้ำ โยคะ ฯลฯ เป็นประจำ และเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเตรียมตัวรับศึกใหญ่

หลากวิธีคลอดธรรมชาติ

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการคลอดธรรมชาติเพื่ออำนวยความสะดวกให้คุณแม่เพิ่มขึ้น จากที่มีท่านอนคลอดให้ห้องคลอดเพียงอย่างเดียว บางโรงพยาบาลได้เพิ่มทางเลือกใหม่ๆ ให้แม่ท้องสามารถคลอดในสถานที่และท่าทางที่หลากหลาย เพื่อให้การคลอดง่ายขึ้นและคุณแม่รู้สึกสบายที่สุด

คลอดในห้องคลอดด้วยท่าสบาย

ท่าทางการคลอดเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยให้การคลอดง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การยืน นั่ง คุกเข่า คลอดในน้ำ หรือแม้กระทั่งการนั่งบนเก้าอี้ที่มีช่องตรงกลาง ซึ่งจะช่วยให้แรงหดรัดตัวของมดลูกกระชับตัวลูกให้ลงไปทางช่องคลอดดีขึ้น การคลอดเป็นไปตามธรรมชาติและแรงโน้มถ่วงของโลก ลดโอกาสการตัดฝีเย็บ หรือการผ่าคลอด

ในโรงพยาบาลที่มีบริการการคลอดแบบดังกล่าว บรรยากาศจะเหมือนกับการคลอดที่บ้าน แม่ท้องจะสามารถการเปลี่ยนอริยาบถเป็นท่าทางต่างๆ ได้ โดยไม่จำกัดว่าต้องนอนอยู่บนเตียงเท่านั้น แพทย์และพยาบาลที่คอยดูแลอย่างใกล้ชิด และจะคอยรองรับเด็ก เย็บฝีคลอดเมื่อเด็กคลอดออกมาแล้ว

คลอดในน้ำ

แรงพยุงตัวของน้ำรอบๆ ท้องจะช่วยลดความเจ็บปวดของแม่ ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและช่องคลอดจะเปิดทางให้ส่วนนำของลูกผ่านได้ง่ายและเร็วขึ้น เป็นการเลียนแบบธรรมชาติ เพราะขณะอยู่ในท้องเด็กก็มีน้ำคร่ำคอยพยุงตัวอยู่เช่นกัน การคลอดในน้ำจะช่วยให้จังหวะการเคลื่อนตัวสู่โลกภายนอกของเด็กเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป คือจากน้ำคร่ำมาเป็นน้ำในอ่าง

ความเชื่อผิดๆ ...ทำใจฝ่อ

ร่างกายของแม่ต้องพร้อมที่สุด

ความจริงคือ : กลไกของร่างกายคุณแม่จะดำเนินไปตามขั้นตอนของการคลอดลูกโดยวิถีธรรมชาติ เหมือนกับที่ร่างกายสามารถเลี้ยงทารกในท้องให้เติบโตมาได้ตลอด 9 เดือน หากคุณแม่มีความมั่นใจในสัญชาตญาณความเป็นแม่ และเตรียมร่างกายให้พร้อม หายใจอย่างถูกวิธี และศึกษาวิธีการคลอดอย่างถี่ถ้วน ก็จะทำให้คลอดธรรมชาติสำเร็จได้ไม่ยาก

คลอดธรรมชาติห้ามใช้เครื่องมือช่วยเหลือ

ความจริงคือ : การใช้ยาหรือการช่วยเหลือต่างๆ ยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่าจำเป็นอย่างแท้จริง ทั้งยังอาจเกิดผลกระทบต่อเด็กได้ ทั้งนี้หากแม่ท้องที่แสดงเจตจำนงว่าต้องการคลอดเอง แพทย์อาจเลือกให้ยาหรืออุปกรณ์ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ อาทิ

- การใช้ออกซิโทซิน เพื่อเร่งคลอดในกรณีสุขภาพของแม่อยู่ในขีดอันตราย เช่น ครรภ์เป็นพิษ โรคหัวใจ ฯลฯ สุขภาพของทารกอยู่ในอันตราย เช่น รกเสื่อมสภาพ น้ำคร่ำเดินนานเกินกว่า 48 ชั่วโมงหรือมีการติดเชื้อ เป็นต้น

- การใช้คีมหรือเครื่องดูดสุญญากาศช่วยดูดทารกออก จะใช้ในกรณีทารกอยู่ในท่าไม่เหมาะสม คุณแม่ไม่มีแรงเบ่ง เป็นต้น

เจ็บท้องคลอดนานกว่า

ความจริงคือ : การเจ็บครรภ์ของแม่แต่ละคนจะแตกต่างกันไป โดยทั่วไปท้องแรกจะนานที่สุด เฉลี่ยแล้ว 12-14 ชั่วโมง นอกจากนั้นยังขึ้นกับปัจจัยต่างๆ อาทิ สุขภาพ การประคับประคองอารมณ์ ท่าคลอดของทารก ท่าคลอดของคุณแม่ และความรู้สึกของแม่ที่มีต่อลูก ซึ่งวิธีการลดการเจ็บปวดแบบธรรมชาติที่ดีคือการฝึกการหายใจและอยู่ในท่าที่เหมาะสม

ช่องคลอดหย่อน เซ็กซ์ไม่เหมือนเดิม

ความจริงคือ : เป็นเรื่องจริงที่หลังคลอดช่องคลอดของคุณแม่จะไม่เหมือนเดิม แต่หากคุณแม่บริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบก้นเป็นประจำทุกวัน วันละ 30 ครั้ง เป็นเวลา 3 เดือน ช่องคลอดก็จะสามารถกลับมากระชับเหมือนเดิมได้โดยไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรมแต่อย่างใด


เปรียบเทียบ คลอดธรรมชาติ vs ผ่าคลอด

ราคา คลอดธรรมชาติราคาถูกกว่า

ความปลอดภัยต่อแม่ คลอดธรรมชาติไม่มีการดมยาสลบ หรือการผ่าตัด

ความปลอดภัยต่อลูก คลอดธรรมชาติไม่มีการใช้ยาที่ส่งผลข้างเคียงต่อเด็กทารก

การฟื้นตัว คลอดธรรมชาติเร็วกว่า

คำแนะนำจากสูติแพทย์

นพ.นพดล สโรบล สูติแพทย์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

"ถ้าให้ตอบอย่างฟันธงก็จะบอกว่าคลอดเองดีกว่า ปลอดภัยกว่า ฟื้นตัวเร็วกว่า แผลหายเร็วกว่า ค่าใช้จ่ายก็น้อยกว่าเยอะ ถ้าท้องแรกคลอดเอง ท้องต่อไปก็จะคลอดง่ายขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าผ่าคลอดแล้วแนวโน้มคือต้องผ่าไปเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดีถึงปัจจุบันตัวเลขของการผ่าคลอดยังมีจำนวนสูงมากกว่า แต่การคลอดธรรมชาติก็มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน"


คลอดธรรมชาติ....พ่อเกี่ยวด้วย


ก่อนคลอด

คุณ พ่อควรจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องตั้งครรภ์ จะได้ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจช่วงระยะใกล้คลอด รวมถึงเรื่องต่างๆ ที่จะช่วยดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของคุณแม่ได้ อาจจะเข้าคอร์สเตรียมตัวคลอดกับคุณแม่ หาหนังสือมาอ่าน หรือถามคุณพ่อท่านอื่นที่มีประสบการณ์เอาก็ได้

คุณพ่อในห้องคลอด

เมื่อ คุณพ่อตัดสินใจจะเข้าไปอยู่ในห้องคลอดเพื่อเป็นกำลังใจให้กับคุณแม่แล้ว สิ่งที่สามารถทำได้เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดให้กับคุณแม่นั้นคือ

ช่วงเจ็บท้องจะคลอด จะกินเวลายาวนานราว 8-12 ชั่วโมง ถ้าเป็นท้องหลังก็ราว 6-8 ชั่วโมง ระยะนี้เริ่มพาคุณแม่เข้าไปรอเข้าห้องคลอดได้แล้ว

สัมผัสลูบท้องลูบหลังเบาๆ แต่เน้นน้ำหนักมือสักหน่อย ถ้าต้องเดินให้ช่วยประคองพาเดิน หรือโอบกอดคุณแม่ไว้ คอยกำกับจังหวะในการหายใจเพื่อให้ภรรยาคลายความเจ็บลง

จะคลอดแล้ว! เริ่มปวดถี่ขึ้น ถุงน้ำคร่ำแตก ปากมดลูกเปิดเต็มที่ ถึงตอนนี้คุณพ่อต้องตั้งสติคอยให้กำลังใจคุณแม่ อย่าเผลอตกใจจนทำอะไรไม่ถูกเชียวล่ะ

ในโรงพยาบาลทั่วๆ ไป คุณแม่จะนอนคลอดบนเตียง คุณพ่อสามารถช่วยได้โดยจับมือคุณแม่ไว้ คอยปลอบประโลม ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดตาให้สดชื่น กำกับจังหวะหายใจเพื่อบรรเทาความเจ็บ

ส่วน ในโรงพยาบาลที่เป็นการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ ซึ่งจะอนุญาตให้คลอดได้ในท่าที่คุณแม่ต้องการ คุณพ่อจะมีบทบาทในการช่วยภรรยาได้มากขึ้น อาจนั่งประคองหลังบริเวณไหล่และชายกระเบนเหน็บ แล้วคอยนวดเพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวดให้คุณแม่ก็ได้

แต่ บทบาทที่คุณพ่อจะทำได้ขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของการคลอด ควรจะขอคำปรึกษาของคุณหมอก่อนที่จะเข้าห้องคลอดไว้ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือได้ถูกวิธีเวลาอยู่ในห้องคลอด

บทความแนะนำ

3 เทคนิคง่ายๆ ‘เลือกเครื่องสำอาง’ ให้ปลอดภัย
ลูกน้อยนอนอย่างไร…ไม่เสี่ยงภัย
DIY ชุดครัวสุดเจ๋งสำหรับลูกๆ สร้างด้วยลังกระดาษ
14 ทรงผมสุดแฟนซีสุดฮาของเด็กๆ

Facebook Comment