เคล็ดลับการพัฒนาสมองของทารกที่อยู่ในครรภ์

ตั้งครรภ์,พัฒนาสมอง,ทารกในครรภ์

นพ.วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์

การตั้งครรภ์ของมารดาเป็นกระบวนการสร้างชีวิตใหม่อีกชีวิตหนึ่งให้เกิดขึ้น อวัยวะต่างๆ ของทารกจะมีการเติบโตและพัฒนาเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้น ในส่วนของสมองเองก็เช่นกัน แม้ว่าการพัฒนาของสมองในช่วง 9 เดือนแรกในท้องของคุณแม่ จะทำได้เพียงแค่ครึ่งทางของการพัฒนาสมองในภาพรวม แต่ถือเป็นก้าวที่สำคัญอันจะเป็นเสาหลักในการพัฒนาสมองในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นต่อไป

การพัฒนาสมองของทารกที่อยู่ในครรภ์ แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วงหลักๆ ตามระยะของการตั้งครรภ์คือ

ช่วงไตรมาสแรก (ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงอายุครรภ์ 3 เดือน) จะเป็นช่วงของการสร้างโครงสร้างหลักๆ ที่เป็นพื้นฐานของระบบประสาท โดยในเดือนแรกของชีวิต ระบบประสาทจะมีลักษณะเป็นเพียงท่อยาวๆ ที่ส่วนปลายมีการขยายออกเป็นโครงสร้างเบื้องต้นของสมองเท่านั้น

ในระยะนี้การพัฒนาสมองจะขึ้นกับปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นสำคัญ กล่าวคือยีนแต่ละชนิดจะทำหน้าที่กำหนดว่าส่วนนั้นส่วนนี้จะพัฒนาไปเป็นอะไร ซึ่งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบประสาทจำเป็นต้องมีวัตถุดิบในการก่อสร้างให้เพียงพอ เปรียบเสมือนการก่อสร้างรากฐานของตึกสูงที่จะต้องมีความแข็งแรง ดังนั้นคุณแม่ตั้งครรภ์จึงต้องเติมวัตถุดิบในการสร้างอวัยวะของทารกให้เพียงพอ นั่นคือ ต้องได้รับสารอาหารให้ครบทุกหมู่ ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ โดยเน้นที่โปรตีนและกรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยเฉพาะดีเอชเอ (DHA) จากปลาทะเล ผักและผลไม้เป็นสำคัญ สำหรับการออกกำลังกายของคุณแม่ในระยะนี้สามารถทำได้ครับ แต่อย่าให้หักโหมหรือหนักจนเกินไป โดยเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่อายุมาก ควรปรึกษาคุณหมอที่เป็นผู้ดูแลก่อนว่าสามารถออกกำลังกายได้มากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ ช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่คุณแม่อาจจะมีอาการแพ้ท้อง มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่หากมีอาการแพ้ท้องมาก ต้องไปพบแพทย์เพื่อให้น้ำเกลือและสารอาหารทดแทน เพื่อให้ทารกได้รับสารอาหารเพียงพอกับการพัฒนาของระบบประสาท โดยหากการพัฒนาสมองในช่วงนี้เกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ก็จะได้สมองที่มีโครงสร้างเบื้องต้นเหมือนกับสมองผู้ใหญ่ เพียงแต่ยังมีขนาดเล็กมาก

ช่วงไตรมาสที่สอง (อายุครรภ์ 3 ถึง 6 เดือน) ช่วงนี้โครงสร้างของสมองและระบบประสาทจะมีการพัฒนาเป็นอย่างมาก กล่าวคือจะมีการสร้างเซลล์ประสาท เซลล์สนับสนุนเซลล์ประสาท และการเชื่อมโยงของวงจรประสาทอย่างมากมาย ส่งผลให้สมองมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างชัดเจน และมีร่องสมองหรือรอยหยักของสมองเกิดขึ้นในช่วงระยะนี้ นอกจากนั้น คุณแม่เองก็จะเริ่มรับรู้ถึงการมีอยู่ของเจ้าตัวน้อยในท้องผ่านการเคลื่อนไหวของเค้า ที่จะมีการขยับแขนขาจนคุณแม่รู้สึกได้ ดังนั้นคุณแม่จึงต้องคอยสังเกตการเคลื่อนไหวของลูกอยู่เสมอนะครับ เพราะการนับการดิ้นของทารกในครรภ์เป็นปัจจัยที่บอกถึงสุขภาพของทารกน้อย ถ้าลูกดิ้นลดลงต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นกับทารกหรือเปล่าครับ

พอลูกเริ่มมีการเคลื่อนไหวจนคุณแม่รู้สึกได้ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกครับ โดยเริ่มจากการที่คุณแม่เอามือมาสัมผัสในบริเวณที่ลูกดิ้น ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกรับรู้ถึงไออุ่นจากแม่และทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของลูกตอบสนองต่อการสัมผัสจากแม่ด้วย ซึ่งการสัมผัสดังกล่าวทำได้โดยการลูบเบาๆ บริเวณหน้าท้องครับ โดยการลูบหน้าท้องจะลูบเป็นรูปวงกลม เริ่มจากบริเวณที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลูก แล้วค่อยๆ ขยับไปบริเวณอื่นๆ จนทั่วหน้าท้องครับ

ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ระบบการได้ยินของทารกก็จะเริ่มมีการพัฒนาอย่างมาก การกระตุ้นระบบการได้ยินของทารกทำได้โดยการพูดคุยกับทารกครับ โดยคุณแม่ควรจะหมั่นพูดคุยกับลูก ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทักทาย การเล่านิทาน หรือแม้แต่การร้องเพลง เพราะมีรายงานการวิจัยพบว่าทารกที่มารดาเคยพูดคุยด้วยตอนอยู่ในครรภ์ จะจำเสียงของมารดาได้ และมักจะรู้สึกสงบ ผ่อนคลายเมื่อได้ยินเสียงนั้น สำหรับเรื่องของดนตรีกับการพัฒนาสมอง คุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่านคงจะเคยได้ยินว่า การฟังดนตรีคลาสสิกสามารถช่วยพัฒนาสมองได้ แต่จริงๆ แล้วหลักการสำคัญคือ เสียงที่มีความถี่หลากหลายครับ นั่นคือ การพูดคุยกับทารกด้วยเสียงหลายๆ แบบ ทั้งเสียงโทนต่ำ และเสียงโทนสูง คล้ายๆ กับการเล่านิทานของนักเล่านิทานมืออาชีพ ก็สามารถช่วยกระตุ้นการพัฒนาของสมองได้ครับ หรือการผสมผสานทั้งการพูดคุยและดนตรีก็สามารถทำได้ครับ แต่หมอไม่แนะนำการกระตุ้นด้วยเสียงหรือแสงไปยังทารกโดยตรง เช่น การเอาลำโพงไปเปิดไว้ใกล้ๆ หน้าท้อง เพราะเซลล์ประสาทตัวอ่อนที่กำลังพัฒนาอาจจะได้รับอันตรายจากสิ่งกระตุ้นเหล่านี้ได้ครับ อันนี้รวมถึงการนำโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตไปใกล้ๆ ลูกในท้องด้วยนะครับ

อย่างไรก็ดี การเล่นกับทารกในช่วงนี้ก็ต้องทราบเรื่องที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือ ทารกวัยนี้จะมีการพัฒนาวงจรการหลับการตื่นแล้ว นั่นคือ จะมีช่วงที่น้องหลับ และช่วงที่น้องตื่น แต่รอบของการหลับการตื่นจะต่างจากคุณแม่ โดยคร่าวๆ ลูกในท้องคุณแม่จะตื่นช่วงสายๆ กับช่วงดึกๆ ครับ ซึ่งบ่อยครั้งจะตรงกับช่วงที่คุณแม่นอนหลับอยู่ ดังนั้นถ้าจะเล่นกับลูก ก็ควรจะเล่นในช่วงที่เค้าตื่น จะได้ไม่ไปรบกวนวงจรชีวิตของเค้าครับ

สำหรับการออกกำลังกายของคุณแม่ในช่วงนี้ก็สามารถทำได้ครับ แต่ก็ขึ้นกับปัจจัยของคุณแม่แต่ละคนด้วย โดยหลักการคือเน้นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนไหวของแขนขา เช่น การเดิน การวิ่งเหยาะๆ การว่ายน้ำ การเล่นโยคะ การเต้นรำ แต่ไม่ควรเล่นกีฬาที่ต้องมีการปะทะ หรือมีความเสี่ยงที่จะล้มครับ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งในระยะการตั้งครรภ์ช่วงนี้คือ เป็นช่วงที่ปัจจัยจากภายนอกสามารถเข้ามาทำอันตรายต่อลูกน้อยของเราจนเกิดอันตรายได้อย่างมากครับ โดยเฉพาะเชื้อโรคและสารพิษต่างๆ ซึ่งถ้ามารดาที่ตั้งครรภ์ได้รับเชื้อโรค เชื้อเหล่านี้ก็สามารถแพร่กระจายไปหาตัวอ่อนและทำให้เกิดอันตรายกับอวัยวะที่กำลังพัฒนาของทารกได้อย่างมาก โดยเฉพาะกับสมองที่มีการพัฒนาอย่างมากในช่วงนี้ ดังนั้น คุณแม่ที่ตั้งครรภ์จึงต้องป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโรคต่างๆ โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์ เพราะวัคซีนโดยส่วนใหญ่แล้วจะไม่สามารถฉีดได้หากตั้งครรภ์แล้ว รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่ที่มีคนอยู่มากๆ หรือการคลุกคลีกับคนป่วย เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะไปสัมผัสกับเชื้อโรคซึ่งอาจจะไปทำอันตรายต่อลูกน้อยของเราได้ครับ

ช่วงไตรมาสที่สาม (อายุครรภ์ 6 เดือนจนถึงคลอด) เป็นช่วงที่คุณแม่กำลังจะได้พบกับสมาชิกใหม่ของครอบครัว และเป็นนาทีทองของการกระตุ้นพัฒนาการของทารกที่อยู่ในครรภ์ เหตุผลว่าทำไมจึงเป็นช่วงนี้ ก็เพราะว่าช่วงไตรมาสที่สองตอนปลายมาจนถึงช่วงไตรมาสที่สาม จะเป็นช่วงที่ทารกมีการเติบโตทางร่างกายและสมองเป็นอย่างมาก ขนาดของมดลูกจะมีการขยายตัวจนแนบชิดกับผนังหน้าท้อง ทำให้การสัมผัสของคุณแม่ผ่านทางหน้าท้องนั้นทารกสามารถรับรู้ได้ รวมถึงสามารถได้ยินเสียงที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัว เช่น เสียงหัวใจของแม่ เสียงพูดคุยของแม่ได้ สำหรับการฝึกหรือการเล่นกับลูกในช่วงนี้ก็ไม่มีวิธีพิเศษอะไรมากครับ แค่ต้องเข้าใจว่าระบบประสาทที่มีการพัฒนาอย่างมากในระยะนี้คือ ระบบการเคลื่อนไหว ระบบการรับสัมผัส ระบบการมองเห็น และระบบการได้ยิน ดังนั้นการเล่นเพื่อกระตุ้นพัฒนาการสมองของลูกในช่วงวัยนี้ก็ทำโดยการสัมผัสกับลูกน้อยโดยการลูบหน้าท้องเวลาที่เด็กมีการขยับตัว การเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่ฟังแล้วสบายใจ หรือเล่านิทานให้ลูกฟังเวลาที่เค้าตื่น เพื่อกระตุ้นระบบการได้ยิน รายละเอียดตามที่ได้บอกไว้ในช่วงไตรมาสที่สองเลยครับ ในส่วนของการพัฒนาของระบบการมองเห็น ทารกในช่วงการตั้งครรภ์ไตรมาสที่สามจะสามารถเปิดเปลือกตาได้ ร่วมกับการที่ผนังมดลูกและหน้าท้องจะอยู่แนบชิดกัน จึงทำให้ทารกสามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงของแสงสว่างในแต่ละช่วงของวันได้ การกระตุ้นการมองเห็นโดยการเปิด/ปิดไฟ หรือการใช้แสงไฟที่ไม่แรงมากนักส่องไปยังหน้าท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์จึงเป็นวิธีที่ช่วยกระตุ้นระบบการมองเห็นของทารกในครรภ์ได้ครับ

นอกจากนี้ การออกกำลังกาย การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเชื้อโรค และการได้รับสารอาหารที่เพียงพอก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอยู่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงนี้ เพราะสมองและร่างกายยังต้องการสารอาหารในการพัฒนาโครงสร้างและการทำงานให้พร้อมกับการกำเนิดของชีวิตใหม่อยู่ครับ

ในเรื่องของความเครียดก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลในเชิงลบต่อการพัฒนาสมองของทารกในครรภ์เช่นกัน โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ทารกที่เกิดจากมารดาที่มีความเครียดในระหว่างการตั้งครรภ์จะเลี้ยงยาก งอแง และหงุดหงิดง่าย นอกจากนี้ผลของความเครียดที่ทารกต้องเผชิญตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจะส่งผลเสียถึงความสามารถในการเรียนรู้และความจำของทารกเมื่อเติบโตขึ้นด้วยครับ ดังนั้น บุคคลท่านหนึ่งซึ่งสำคัญมากๆ กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์คือตัวคุณพ่อครับ เพราะหญิงตั้งครรภ์ทุกคนจะมีความเครียดและความกังวลมากบ้าง น้อยบ้าง กับการที่จะต้องกลายเป็นคุณแม่ นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของร่างกายและสารเคมีอันเนื่องมาจากการตั้งครรภ์จะส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมของหญิงตั้งครรภ์ รวมไปถึงความเจ็บป่วยอื่นๆ ที่อาจจะพบในคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น การนอนไม่พอเพราะลูกมีการเคลื่อนไหวตอนดึกๆ หรืออาการแน่นท้อง มีอาการคล้ายกรดไหลย้อนจากการที่มดลูกมีขนาดใหญ่ ปัจจัยเหล่านี้อาจจะทำให้คุณพ่อสังเกตว่าทำไมภรรยาของเราจึงมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย งอแง หรือทำตัวไม่มีเหตุผล หรือแม้แต่มีอาการซึมเศร้า ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นมากในช่วงใกล้คลอด และช่วงหลังคลอดใหม่ๆ ไปจนถึง 1-2 เดือนหลังคลอด ในส่วนนี้คุณพ่อต้องอดทนครับ (อย่างมากด้วยครับ...ขอย้ำ) หมั่นคอยเป็นกำลังใจให้คุณแม่ รวมถึงต้องสังเกตพฤติกรรมของคุณแม่ด้วยครับ ถ้ามีอาการผิดปกติใดๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์นะครับ สุดท้ายนี้ หมอหวังว่าบทความนี้จะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านได้บุตรที่มีสมองดีสมความตั้งใจนะครับ

 

บทความแนะนำ

ชวนเยาวชนร่วมค่ายเยาวชน หลงป่า กับ ปตท.สผ.
ปกป้องเด็กจากมนุษย์มหาภัย
พิซซ่ากะหล่ำดอก เปลี่ยนแป้งเป็นผักกันเถอะ
7 วิธีป้อนข้าวลูกให้ได้ผล

Facebook Comment