ท้องเด็กยักษ์! ลูกในท้องหนักเกิน 4,000 กรัม อันตรายกันแม่ท้องแค่ไหน อ่านซะ

0912.jpgลูกในท้องตัวใหญ่เกินเกณฑ์, ลูกในท้องตัวใหญ่, ทารกในท้องตัวใหญ่, ทารกน้ำหนักเกิน, ทารกน้ำหนักมากว่าเกณฑ์, ทารกน้ำหนักเกินมาตรฐาน, ลูกในท้องน้ำหนักเกินปกติ, ลูกในท้องน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์, ลูกในท้องน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์, ท้องลูกตัวใหญ่, ท้องลูกน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์, ทารกในครรภ์, พัฒนาการทารกในครรภ์, กระตุ้นพัฒนาการทารกในครรภ์, กระตุ้นพัฒนาการลูกในท้อง, วิธีกระตุ้นลูกในท้อง, วิธีกระตุ้นทารกในท้อง, วิธีกระตุ้นทารกในครรภ์, ช่วยลูกในท้อง, เล่นกับลูกในท้อง, เล่นกับทารกในครรภ์, แม่ท้อง, แม่ตั้งครรภ์, ทารก, พัฒนการเด็ก, พ่อแม่มือใหม่, การดูแลครรภ์



เรามักได้ยินว่ากินเยอะๆ ลูกในท้องจะได้ตัวโต แต่รู้หรือเปล่าว่า ลูกในท้องตัวโตก็สร้างปัญหาให้เหมือนกัน โดยเฉพาะลูกที่น้ำหนักเยอะแต่ไม่แข็งแรง เพราะมีโอกาสเกิดอันตรายได้ทั้งกับตัวคุณแม่เองและลูกในท้องด้วยค่ะ

รศ.นพ.ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายกสมาคมอัลตราซาวด์ทางการแพทย์ อธิบายถึงความเสี่ยงและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกรณีที่ลูกในท้องน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ไว้ดังนี้


ลูกในท้องน้ำหนักเท่าไหร่ถึงเรียกว่าทารกตัวใหญ่เกินเกณฑ์หรือตัวใหญ่ผิดปกติ
ทรกในท้องที่น้ำหนักตัวมากกว่า 4,000 กรัมขึ้นไปจะเข้าข่ายหรือเรียกได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ตัวใหญ่ ซึ่งข้อมูลของน้ำหนักทารกในแต่ละกลุ่มประชากรก็จะมีความแตกต่างในการที่จะกำหนดน้ำหนักของทารก สำหรับเกณฑ์ของทารกที่ถือว่าตัวใหญ่ที่ใช้กันมากคือ 4,000 กรัม หรือ 4,500 กรัมขึ้นไป ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะใช้เกณฑ์น้ำหนักทารกตั้งแต่ 4,500 กรัมขึ้นไป ส่วนในบ้านเราใช้เกณฑ์น้ำหนัก 4,000 กรัม


สาเหตุที่พบบ่อยๆ ที่ทำให้ทารกในครรภ์ตัวใหญ่กว่าเกณฑ์

  • แม่อ้วนหรือเป็นเบาหวาน
  • ขนาดน้ำหนักตัวของพ่อแม่มากกว่าปกติ
  • มักเกิดขึ้นในท้องหลังตั้งครรภ์นานเกินกำหนด
  • ทารกที่เป็นเพศชาย
  • คุณแม่เคยคลอดบุตรหนักกว่า 4,000 กรัม
  • แม่ที่สูบบุหรี่
  • เชื้อชาติ

โอกาสที่จะพบว่าลูกในท้องตัวโตนั้นจะพบในคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 133 กก. (300 ปอนด์) จะมีโอกาสพบได้ประมาณ 5-15 %


จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกในท้องตัวใหญ่เกินเกณฑ์หรือไม่
แพทย์มักจะวินิจฉัยน้ำหนักหรือขนาดตัวเด็กไม่ได้ 100% จนกว่าทารกจะคลอด ทั้งที่ได้มีการพยายามนำคลื่นเสียงความถี่สูง (อัลตร้าซาวด์) มาใช้ในการตรวจหาน้ำหนักทารกในครรภ์ ด้วยวิธีการวัดขนาดของศีรษะ ขนาดของกระดูกขา และขนาดเส้นรอบวงท้อง เพื่อนำมาใช้ในการคำนวณหาน้ำหนัก จากสถิติการประเมินด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง ที่พบว่าทารกมีน้ำหนักมากกว่า 4,000 กรัมนั้น มีความถูกต้องเพียง 65% และไม่ได้ให้ผลที่แม่นยำมากกว่าวิธีตรวจจากหน้าท้องของแม่มากนัก เนื่องจากมีความคลาดเคลื่อนสูง ยิ่งคุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากโอกาสที่จะผิดพลาดก็จะยิ่งสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้การประเมินน้ำหนักทารกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงจึงยังไม่เป็นที่ยอมรับว่าเชื่อถือได้

จากผลการศึกษาการประเมินน้ำหนักทารกเทียบกัน ระหว่างการวัดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงกับการตรวจจากหน้าท้องของแม่พบว่าให้ค่าความแม่นยำใกล้เคียงกันคือ มีความคลาดเคลื่อน +- ร้อยละ 10 และค่าเฉลี่ยของความคลาดเคลื่อนโดยการตรวจทางหน้าท้องคือ +- 296 กรัม ส่วนของคลื่นเสียงความถี่สูงเป็น +- 294 กรัม ยิ่งกรณีที่ทารกมีก้นเป็นส่วนนำ ความแม่นยำในการคำนวณน้ำหนักจะลดลง



ลูกในท้องตัวใหญ่เกินเกณฑ์อันตรายกับแม่ท้องแค่ไหน

  • อาจทำให้มีการคลอดติดไหล่เกิดขึ้น คือคลอดศีรษะออกมาได้แต่ช่วงไหล่ลูกใหญ่กว่าอุ้งเชิงกรานแม่เลยคลอดยาก ซึ่งอาจอันตรายต่อเส้นประสาท พบว่า 30% ของเส้นประสาทที่แขนจะถูกทำลายจากการคลอด และอาจพบว่าทารกมีไหปลาร้าหักหรือมีเลือดออกในสมอง ซึ่งจะทำให้ทารกพิการต่อไปในอนาคต กรณีนี้สามารถเลี่ยงได้โดยการผ่าท้องคลอด ซึ่งหากสูติแพทย์คะเนน้ำหนักทารกที่คาดว่ามากกว่า 4,000 กรัม ก็จะพิจารณาให้ผ่าท้องคลอด เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อทารกจากการคลอดยาก
  • ในกรณีที่แม่เป็นเบาหวาน ยิ่งคุณแม่ที่เป็นโรคนี้มาเป็นเวลานานหรือมีอาการมาก จะมีความผิดปกติของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะในอุ้งเชิงกรานและไต มีผลให้อัตราการแท้งบุตรเพิ่มขึ้น และภาวะความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่า และอาจพบการติดเชื้อจากการผ่าท้องทำคลอดด้วย ทำให้เด็กมีอัตราทุพลภาพและอัตราชีวิตเพิ่มขึ้น
  • การเสียชีวิตในครรภ์สูงกว่าปกติ 3-8 เท่า หรือ 4-12% เนื่องจากภาวะขาดน้ำตาล
  • เสียชีวิตหลังคลอด 4-10% หรือ 7 เท่าของรายปกติ เนื่องจากการทำงานของปอดผิดปกติ ภาวะขาดน้ำตาล ภาวะระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ
  • รูปร่างผิดปกติตั้งแต่เกิดเพิ่มจากปกติ 2-3 เท่า นอกจากนี้ยังเสียชีวิตจากความบอบช้ำที่เกิดจากการคลอดยากด้วย สิ่งสำคัญที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือความเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจนและการติดเชื้อ
  • คลอดก่อนกำหนดเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า เนื่องจากมีโรคแทรกซ้อน เช่น ความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ ครรภ์แฝดน้ำ
  • อัตราทุพลภาพในทารกพบได้มากกว่าปกติ และโอกาสที่เด็กเป็นเบาหวานจะมากกว่าเด็กปกติ โดยการสืบทอดทางพันธุกรรม มีผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาว
  • หัวใจของทารกเกิดใหม่จากแม่ที่เป็นเบาหวานจะมีลักษณะโต
  • อัตราการตายหลังคลอด 4% ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคแทรกซ้อน ความดันเลือดสูงขณะตั้งครรภ์ และหากมีอาการไตอักเสบจะมีการตายเพิ่มสูงถึง 17%
  • พบภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการที่ปริมาณน้ำตาลในเลือดแม่ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดทารกสูง ซึ่งจะไปกระตุ้นการทำงานของตับอ่อนของทารกทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดทารกต่ำ และผลกระทบระยะยาวยังมีการศึกษาว่าทารกที่มีน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า 4,000 กรัม มีความเสี่ยงต่อภาวะ Acute lymphooyte leukemia (มะเร็งในเม็ดเลือด) มากขึ้นด้วย



ทำอย่างไรไม่ให้ลูกในท้องตัวใหญ่เกินเกณฑ์

  • เริ่มจากการไปฝากครรภ์กับสูติแพทย์ ควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้ขึ้นมากเกินไป โดยทั่วไปน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนคลอด แพทย์จะแนะนำไม่ให้เกิน 10-12 กิโลกรัม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารหวานจัด หรือเค็ม เผ็ด เปรี้ยวจัด ควรควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินสัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม เพื่อให้ลูกน้อยมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม
  • ในกรณีที่เป็นเบาหวานหรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ควรรีบปรึกษาสูติแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อสูติแพทย์จะได้ตรวจติดตามขนาดของทารกในครรภ์และให้การดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทั้งแม่และลูกมีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์แข็งแรงและการคลอดดำเนินไปด้วยดี


 

บทความแนะนำ

8 วิธีจัดการเวลาของ Working Mom
ข้าวเหนียวมะม่วง ของหวานยอดฮิตประจำหน้าร้อน
Launderette Garden ร้านอาหารตอบโจทย์สำหรับครอบครัว
คลิปเด็กน้อยลอยแพอยู่กลางทะเล พ่อแม่เพลินจนลืมลูก !!

Facebook Comment